"...แม้ครูจะไม่ได้เป็นผู้ทุจริตโดยตรงเหมือนผู้อำนวยการโรงเรียน แต่การลงลายมือชื่อโดยไม่ตรวจสอบความถูกต้อง ไม่ติดตามเอกสารหลักฐาน และไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควร เป็นการละเลยต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง จนกลายเป็นช่องทางสำคัญที่เอื้อให้เกิดการทุจริตหลายครั้งและสร้างความเสียหายแก่ราชการ..."
หลายคนอาจสงสัยว่า หากข้าราชการทำงานผิดพลาดเพราะเชื่อคำสั่งผู้บังคับบัญชา หรือไม่มีความรู้ในงานที่ได้รับมอบหมาย จะสามารถใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางวินัยได้หรือไม่
คดีนี้เกิดขึ้นกับครูชำนาญการรายหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะมีหน้าที่สอนหนังสือแล้ว ยังได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการโรงเรียนให้ปฏิบัติหน้าที่ด้านบริหารงานทั่วไป งานอำนวยการ งานนโยบาย รวมถึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี เป็นกรรมการเก็บรักษาเงิน และเป็นผู้มีอำนาจร่วมลงนามในเช็คเบิกจ่ายเงินของโรงเรียน
ต่อมาหน่วยตรวจสอบภายในของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเข้าตรวจสอบการดำเนินงานด้านการเงินและพัสดุของโรงเรียน พบความผิดปกติหลายประการ ทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณโดยไม่มีเอกสารประกอบ ไม่มีหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่มีการอนุมัติการเบิกจ่ายตามระเบียบ และมีการสั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้อำนวยการโรงเรียนทั้งที่ไม่มีหนี้ผูกพันต่อกัน
ผลการสอบสวนพบว่า ครูได้ร่วมลงนามสั่งจ่ายเช็คจำนวน 34 ฉบับ เป็นเงินกว่า 153,857 บาท โดยไม่มีเอกสารประกอบการจัดซื้อจัดจ้างหรือหลักฐานการจ่ายเงินตามระเบียบ และยังร่วมลงนามในเช็คเปล่าอีก 11 ฉบับ รวมวงเงินกว่า 223,000 บาท โดยไม่มีการระบุจำนวนเงินหรือชื่อผู้รับเงินไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบการเงินการคลังอย่างชัดเจน
ครูชี้แจงต่อคณะกรรมการสอบสวนว่า ตนเชื่อคำอธิบายของผู้อำนวยการโรงเรียนที่แจ้งว่ามีความจำเป็นต้องจัดซื้อวัสดุอย่างเร่งด่วน บางรายการร้านค้าได้ส่งมอบของแล้ว จึงเชื่อว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง อีกทั้งการลงนามในเช็คหลายฉบับก็เป็นการปฏิบัติตามสายการบังคับบัญชาและความไว้วางใจที่มีต่อผู้บังคับบัญชา นอกจากนี้ยังอ้างว่าไม่มีความรู้ด้านการเงินการบัญชี และไม่เคยได้รับการอบรมเกี่ยวกับงานดังกล่าวมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวไม่อาจรับฟังได้ เนื่องจากครูรับราชการมาเป็นเวลานาน มีประสบการณ์ในระบบราชการ และดำรงตำแหน่งถึงระดับครูชำนาญการพิเศษ ย่อมต้องตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาเงินแผ่นดินและการปฏิบัติตามระเบียบราชการ โดยเฉพาะเมื่อได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจร่วมลงนามสั่งจ่ายเงินของโรงเรียน
ศาลชี้ว่า การลงนามในเช็คโดยไม่มีเอกสารประกอบ การไม่ตรวจสอบหลักฐานการเบิกจ่าย และการลงนามในเช็คเปล่า ถือเป็นพฤติกรรมที่บุคคลทั่วไปก็สามารถมองเห็นได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะเปิดโอกาสให้มีการนำเช็คไปกรอกจำนวนเงินหรือชื่อผู้รับเงินภายหลังได้ตามต้องการ และอาจนำไปสู่การทุจริตหรือสร้างความเสียหายแก่ทางราชการได้อย่างง่ายดาย
ที่สำคัญ ศาลยังยกหลักการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2497 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า ข้าราชการไม่อาจอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของตนได้ หากปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องหรือปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสียหาย ย่อมถือเป็นความผิดทางวินัยตามแต่กรณี
ศาลเห็นว่า แม้ครูจะไม่ได้เป็นผู้ทุจริตโดยตรงเหมือนผู้อำนวยการโรงเรียน แต่การลงลายมือชื่อโดยไม่ตรวจสอบความถูกต้อง ไม่ติดตามเอกสารหลักฐาน และไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควร เป็นการละเลยต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง จนกลายเป็นช่องทางสำคัญที่เอื้อให้เกิดการทุจริตหลายครั้งและสร้างความเสียหายแก่ราชการ
ด้วยเหตุนี้ ศาลปกครองสูงสุดจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของครูเข้าข่ายความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง การที่หน่วยงานมีคำสั่งปลดออกจากราชการจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นที่เคยเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว
คดีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับข้าราชการทุกระดับว่า การลงลายมือชื่อในเอกสารราชการไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางธุรการ แต่เป็นการรับรองความถูกต้องและความรับผิดชอบในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน การพัสดุ หรือการอนุมัติงบประมาณ ต้องใช้ความรอบคอบ ตรวจสอบเอกสารและข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนก่อนทุกครั้ง เพราะแม้จะไม่ได้เป็นผู้แสวงหาประโยชน์โดยตรง แต่หากการกระทำหรือการละเลยของตนเปิดช่องให้เกิดการทุจริตหรือสร้างความเสียหายแก่ราชการ ก็อาจต้องรับผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงได้เช่นเดียวกัน
คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำหลักสำคัญของระบบราชการไทยว่า "ความเชื่อใจไม่อาจอยู่เหนือระเบียบ" และ "ความไม่รู้ไม่ใช่เหตุยกเว้นความรับผิด" เพราะเงินทุกบาทที่ข้าราชการมีหน้าที่ดูแลคือเงินของประชาชน การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ ซื่อสัตย์ และยึดมั่นในกฎหมาย จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดทั้งต่อผลประโยชน์ของรัฐและต่ออนาคตของตนเอง
เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้
@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
เปิดคดีทุจริต อบต.วังศาล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน
@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก
@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?
เปิดคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ บูรพา บทเรียน นายสั่ง/ลูกน้อง ท้วงติง รอดคุก
ไขคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ ม.บูรพา คณบดีเสียชีวิตก่อน ไม่ต้องรับโทษ
@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?
@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?
@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก
@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?
@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน




