"...คดีกล่าวหา นายบรรจง ทัดนุ่ม อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย กับพวก ปลอมเอกสารรายงานการประชุมสภา อบต.เมืองเก่า เพื่อดำเนินโครงการต่างๆ โดยมิชอบ และไม่เบิกจ่ายเงินให้ผู้รับจ้าง..."
สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 มีคำพิพากษาตัดสินคดีกล่าวหา นายบรรจง ทัดนุ่ม อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย กับพวก ปลอมเอกสารรายงานการประชุมสภา อบต.เมืองเก่า เพื่อดำเนินโครงการต่างๆ โดยมิชอบ และไม่เบิกจ่ายเงินให้ผู้รับจ้าง ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดตามกฎหมายอาญา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา
โดยศาลฯ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก นายบรรจง เป็นเวลา 395 ปี พร้อมพวก 1 ราย แต่ลงโทษสูงสุดตามกฎหมายได้ 50 ปี
ส่วนพวกอีก 1 ราย โดนโทษจำคุก 158 ปี 1,264 เดือน แต่ลงโทษสูงสุดตามกฎหมายได้ 50 ปี

ภาพประกอบข่าว
คุก 395 ปี! อดีตนายกอบต.เมืองเก่า-พวก ปลอมรายงานประชุมสภาฯ ทำโครงการ
ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดผลคดีนี้ฉบับเต็ม ที่อยู่ในฐานข้อมูลคดีทุจริตของ สำนักงาน ป.ป.ช.
เรื่องกล่าวหา
เรื่องกล่าวหาในคดีนี้เป็นทางการ ระบุว่า นายบรรจง ทัดนุ่ม อดีตนายก อบต.เมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย กับพวก ปลอมเอกสารรายงานการประชุมสภา อบต.เมืองเก่า เพื่อดำเนินโครงการต่างๆ โดยมิชอบ และไม่เบิกจ่ายเงินให้ผู้รับจ้าง ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ตามประมวลกฏหมายอาญา ตามมาตรา 151, 157 , 162 (1) (4) ,264 , 265 , 268 , ประกอบมาตรา 91 และตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 172 ประกอบ ป.อ.มาตรา 86 และ 91 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา
รายชื่อจำเลย
โดยคดีนี้ มีจำเลย 3 ราย คือ นายบรรจง ทัดนุ่ม จำเลยที่ 1 อดีตนายก อบต.เมืองเก่า , นายชัยเดช ทุมรัตน์ จำเลยที่ 2 (เคยมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าสำนักปลัด รักษาราชการแทนปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองเก่า) และ นางธนญา วัฒนกุลธารา จำเลยที่ 3
ผลคำพิพากษา
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษ จำเลยทั้งสาม โดยนายบรรจง ทัดนุ่ม จำเลยที่ 1 และ นายชัยเดช ทุมรัตน์ จำเลยที่ 2 ถูกตัดสินลงโทษจำคุกคนละ 395 ปี แต่ลงโทษสูงสุดตามกฎหมายได้ 50 ปี
ส่วน นางธนญา วัฒนกุลธารา จำเลยที่ 3 ดนโทษจำคุก 158 ปี 1,264 เดือน แต่ลงโทษสูงสุดตามกฎหมายได้ 50 ปี
ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83
จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172
จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) (4)
จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
2.การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องข้อ 1 และข้อ 34 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
รวม 2 กระทง จำคุกคนละกระทงละ 5 ปี เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 10 ปี
การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องข้อ 2 ถึงข้อ 33 และข้อ 35 ถึงข้อ 79 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
รวม 77 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 385 ปี
การกระทำของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2 ถึงข้อ 33 และข้อ 35 ถึงข้อ 79 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
รวม 77 กระทง 5 ปี เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 385 ปี
เมื่อรวมโทษ 79 กระทง คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 395 ปี
ทั้งนี้ ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)
3.การกระทำของจำเลยที่ 3 ตามฟ้องข้อ 1 และข้อ 34 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี 16 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 32 เดือน
การกระทำของจำเลยที่ 3 ตามฟ้องข้อ 2 ถึงข้อ 33 และข้อ 35 ถึงข้อ 79 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 77 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี 16 เดือน เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 ทั้งสิ้น 154 ปี 1,232 เดือน
เมื่อรวมโทษ 79 กระทง คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 158 ปี 1,264 เดือน
ทั้งนี้ ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐเทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)
4. ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท 131/2568 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท 132/2568 ของศาลนี้
ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 27/2569 ของศาลนี้ นั้น เมื่อปรากฏว่าคดีหมายเลขดำที่ อท 27/2569 ของศาลนี้ ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีดังกล่าวได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้เสีย
ป.ป.ช.เห็นควรไม่อุทธรณ์
เบื้องต้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 13 กรกฏาคม 2569 ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบว่า ไม่มีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ คำพิพากษา
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งหมด ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.
อนึ่ง สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า สำหรับคดีความของ นายบรรจง ทัดนุ่ม ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2566 ปรากฏข่าวถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดคดีทุจริตขายทอดตลาดพัสดุชำรุดเสื่อมสภาพ ประจำปีงบประมาณ 2554 เอื้อประโยชน์ให้ผู้เสนอราคาบางราย แต่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 มีคำพิพากษายกฟ้องนายบรรจง และพวกทุกราย
ส่วนอีกคดีที่ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษา ยังไม่มีข้อมูลว่าเป็นคดีอะไร?
หากมีข้อมูลเพิ่มเติม จะนำมาเสนอให้สาธารณชนรับทราบต่อไป




