News Logo
หน้าแรก
บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?

บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?

30 พ.ค. 2569 07:10
ผู้ชม 426 คน

"...คดีนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ในสายตาของศาล “ความผิดพลาด” กับ “การทุจริต” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน คนทำงานอาจผิดพลาดได้ โดยเฉพาะในสภาพงานที่ภาระหนัก คนไม่พอ หรือระบบมีปัญหา แต่หากไม่มีหลักฐานเรื่องผลประโยชน์ ไม่มีเจตนาเอื้อเอกชน และความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นจริง ศาลก็ยังพร้อมให้ความเป็นธรรม “เอกสาร” สามารถเป็นได้ทั้ง “หลักฐานเอาผิด” และ “เกราะป้องกันตัวเอง”..."

“เอกสาร” ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ชัดเจน และหลายครั้งก็เป็น “เกราะป้องกัน” คนทำงานสุจริตได้ด้วย ถ้าวันนั้นมีการทำเอกสารไว้ครบ เช่น บันทึกการปฏิบัติงานประจำวัน หรือบันทึกชี้แจงความเข้าใจคลาดเคลื่อน แม้งานจะยุ่งมาก เอกสารเหล่านี้ก็ช่วยพิสูจน์ได้ว่า ไม่มีเจตนาทุจริต

คำว่า “งานเยอะ” อาจใช้ลบล้างความผิดไม่ได้

แต่ศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบเรื่อง “เจตนา” ได้ เพราะความผิดพลาดในการทำงาน ไม่ได้แปลว่า “ทุจริต” เสมอไป

ศาลยังแยกออกว่าใคร “พลาด” กับ ใคร “จงใจทุจริต”

กรณีนี้ มีคดีตัวอย่างปรากฏให้เห็นชัดเจน จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขแดง บ.42/2568 ซึ่งกลายเป็นแนวทางสำคัญในการวินิจฉัยว่า การจะถือว่าเจ้าหน้าที่รัฐ “ทุจริตต่อหน้าที่” ได้นั้น ต้องมีองค์ประกอบครบ ไม่ใช่แค่ทำผิดระเบียบหรือทำงานบกพร่องเท่านั้น

จุดสำคัญที่สุด คือ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ผู้กระทำมี “เจตนาพิเศษ” ที่จะเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองหรือคนอื่น เช่น รับเงิน รับผลตอบแทน หรือสมยอมช่วยผู้รับจ้างโดยตั้งใจ

หากไม่มีหลักฐานเรื่องผลประโยชน์หรือเจตนาทุจริต แม้การทำงานจะผิดพลาด ก็อาจเป็นได้แค่ “ผิดวินัย” แต่ไม่ถึงขั้น “ทุจริต”

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นนายช่างโยธา สังกัดมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตศรีสะเกษ ได้รับแต่งตั้งให้เป็น “ผู้ควบคุมงาน” โครงการปรับปรุงสนามฟุตบอลของโรงเรียนกีฬา

ต่อมามีการร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า มีการเซ็นรับรองงานงวดที่ 3 ทั้งที่งานยังไม่เสร็จ และไม่มีการจัดทำบันทึกการปฏิบัติงานประจำวันตามระเบียบ

ทำให้ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรง ฐาน “ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ” และถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ

ปัญหาสำคัญของคดีนี้อยู่ตรงที่ ผู้ฟ้องคดีได้ลงชื่อในเอกสารว่า “งานงวดที่ 3 แล้วเสร็จ” ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังมีงานบางส่วนค้างอยู่ เช่น งานมุงหลังคา งานติดตั้งไฟส่องสว่าง และงานติดตั้งวงกบประตูหน้าต่าง

เมื่อดูผิวเผิน หลายคนอาจมองว่า “เซ็นรับงานทั้งที่ยังไม่เสร็จ” เท่ากับทุจริตแน่นอน

แต่ศาลไม่ได้ดูแค่ผลของเอกสารเพียงอย่างเดียว ศาลดูไปถึง “เหตุผล” และ “เจตนา” ของคนเซ็นด้วย

ผู้ฟ้องคดีชี้แจงว่า ขณะนั้นมีภาระงานจำนวนมาก ต้องควบคุมหลายโครงการพร้อมกัน และมีช่างเพียงคนเดียว ไม่มีลูกน้องช่วย ทำให้เข้าไปดูหน้างานได้เพียงสัปดาห์ละประมาณ 3 วัน จึงไม่ได้จัดทำบันทึกประจำวันตามระเบียบ

ส่วนการเซ็นรับรองงานงวดที่ 3 นั้น ผู้ฟ้องคดีอธิบายว่า เข้าใจว่าเนื้องานบางส่วนถูก “ยกยอด” ไปทำในงวดถัดไปแล้ว เพราะผู้รับจ้างได้ขอเลื่อนบางงานไปไว้ในงวดสุดท้าย และเจ้าหน้าที่พัสดุแจ้งว่าดำเนินการเรื่องดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

จึงเชื่อโดยสุจริตว่าเอกสารสามารถดำเนินการได้

คำชี้แจงนี้ไม่ได้มีแค่ผู้ฟ้องคดีพูดฝ่ายเดียว แต่ยังสอดคล้องกับคำให้การของกรรมการตรวจรับงานอีกหลายคน

ศาลจึงรับฟังว่า ผู้ฟ้องคดี “เข้าใจคลาดเคลื่อนจริง” ไม่ใช่จงใจช่วยผู้รับเหมา

ที่สำคัญ ป.ป.ช. ไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาแสดงได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ จากผู้รับจ้าง หรือมีพฤติการณ์สมยอมเพื่อเอื้อประโยชน์แก่เอกชน

ศาลจึงเห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะทำผิดระเบียบจริง แต่ยังไม่มีหลักฐานพอจะชี้ว่าเป็น “การทุจริต”

อีกประเด็นที่ศาลให้น้ำหนักมาก คือ “ความเสียหายของราชการ”

แม้งานงวดที่ 3 จะยังไม่เสร็จในวันที่เซ็นเอกสาร แต่สุดท้ายผู้รับจ้างก็ทำงานครบทั้งหมด และส่งมอบงานในภายหลัง เพียงแต่ล่าช้ากว่ากำหนด 188 วัน

เมื่อส่งงานช้า ราชการก็ใช้สิทธิตามสัญญา “ปรับผู้รับจ้าง” เป็นเงินกว่า 1.7 ล้านบาท ก่อนจ่ายเงินส่วนที่เหลือ ทำให้รัฐไม่ได้เสียประโยชน์

หลังจากนั้น สนามฟุตบอลก็เปิดใช้งานจริง ใช้แข่งขันกีฬาได้ และยังเคยใช้จัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติอีกด้วย

ศาลจึงมองว่า โครงการไม่ได้เสียหายร้ายแรงอย่างที่กล่าวหา

สุดท้าย ศาลวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นเพียง “ความผิดวินัยไม่ร้ายแรง” ฐานปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ ไม่ใช่ความผิดฐาน “ทุจริตต่อหน้าที่”

ดังนั้น การที่มหาวิทยาลัยลงโทษ “ไล่ออก” ซึ่งเป็นโทษสูงสุดสำหรับวินัยร้ายแรง จึงถือว่า “หนักเกินกว่าเหตุ” และเป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลจึงมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งไล่ออก พร้อมคืนสิทธิให้ผู้ฟ้องคดี

คดีนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ในสายตาของศาล “ความผิดพลาด” กับ “การโกง” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

คนทำงานอาจผิดพลาดได้ โดยเฉพาะในสภาพงานที่ภาระหนัก คนไม่พอ หรือระบบมีปัญหา แต่หากไม่มีหลักฐานเรื่องผลประโยชน์ ไม่มีเจตนาเอื้อเอกชน และความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นจริง ศาลก็ยังพร้อมให้ความเป็นธรรม

“เอกสาร” สามารถเป็นได้ทั้ง “หลักฐานเอาผิด” และ “เกราะป้องกันตัวเอง”

หากวันนั้นมีการทำบันทึกการปฏิบัติงานประจำวัน หรือมีหนังสือชี้แจงความเข้าใจคลาดเคลื่อนไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่แรก ผู้ฟ้องคดีอาจไม่ต้องต่อสู้คดียาวนานถึงขั้นถูกไล่ออกจากราชการ

เพราะในระบบราชการ สิ่งที่ไม่ได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ต่อให้พูดความจริงแค่ไหน ก็อาจพิสูจน์ได้ยากในภายหลัง

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ แม้ ป.ป.ช. จะชี้มูลความผิด แต่ศาลยังตรวจสอบอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่อง “เจตนา” และ “ผลเสียหายที่แท้จริง”

เพราะในทางกฎหมาย “พลาด” ไม่ได้แปลว่า “ทุจริต” เสมอไป

/////

เรื่องโดย“ข้าราชการพลัดถิ่น"

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก

@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?

@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?

@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต
บทเรียนข้าราชการไทย
ทำงานพลาด
คนทุจริต
ป.ป.ช.
ศาล



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อย่ากระพริบตา! รองเลขา ป.ป.ช.โพสต์ปริศนา ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาองค์กร
อย่ากระพริบตา! รองเลขา ป.ป.ช.โพสต์ปริศนา ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาองค์กร