News Logo
หน้าแรก
บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก

บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก

15 ส.ค. 2569 09:38
ผู้ชม 2,530 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"...คดีนี้ไม่ได้สอนว่า “ทำผิดระเบียบไม่เป็นไร” ตรงกันข้าม สิ่งที่ข้าราชการควรจำคือ อย่าทำงานโดยไม่รู้ระเบียบ โดยเฉพาะงานพัสดุ การเงิน และการจัดซื้อจัดจ้าง ถ้าได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนตำแหน่งอื่นแล้วไม่แน่ใจ ต้องถาม ต้องตรวจสอบ และควรมีหลักฐานคำสั่งหรือคำแนะนำที่ชัดเจน เพราะคำว่า “ผมไม่รู้” อาจไม่ช่วยให้พ้นความรับผิดได้เสมอไป ..."

ทำงานราชการต้องระวัง! แค่ทำเอกสารไม่ถูกขั้นตอน อาจถูกตั้งเรื่องสอบสวนได้ แต่จะถึงขั้น “ทุจริต” หรือถูกไล่ออกจากราชการหรือไม่ ต้องดูเจตนาและข้อเท็จจริงให้รอบด้าน

กรณีนี้เป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญสำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเข้ารับราชการหรือถูกสั่งให้ไปทำหน้าที่ที่ไม่ใช่งานประจำของตัวเอง เพราะความไม่รู้หรือทำตามสิ่งที่เคยปฏิบัติกันมา อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ นอกจากการถูกลงโทษทางวินัยแล้ว ยังเสี่ยงต่อโทษอาญา ร้ายแรงถึงขั้นติดคุกติดตะรางได้

เรื่องราวเริ่มต้นจากนาย ช. พนักงานส่วนตำบล ตำแหน่งนักพัฒนาชุมชน ระดับ 3 ซึ่งเข้ารับราชการในงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มสตรี ผู้ด้อยโอกาส และประชาชนในพื้นที่

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่พัสดุตัวจริงลาคลอด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลได้มีคำสั่งให้นาย ช. รักษาราชการแทนเจ้าหน้าที่พัสดุเป็นการชั่วคราว

ปัญหาจึงเกิดขึ้น เพราะนาย ช. ต้องเข้ามารับผิดชอบงานพัสดุ ทั้งที่โดยปกติไม่ได้ทำงานด้านนี้ และเพิ่งเข้ามารับหน้าที่แทนได้เพียงไม่กี่วัน

จุดเริ่มต้นของปัญหา “ของมาก่อน เอกสารตามหลัง”

วันที่ 28 มีนาคม 2554 นาย ช. จัดทำบันทึกขออนุมัติจัดซื้อเครื่องเล่นดีวีดี 1 เครื่อง ราคา 4,800 บาท

ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2554 มีการจัดทำเอกสารขออนุมัติจัดซื้อครุภัณฑ์อีก 4 รายการ ได้แก่ กล้องถ่ายรูปดิจิทัล กล้องถ่ายวิดีโอ เครื่องฉายภาพ และโทรทัศน์ รวมมูลค่าหลายแสนบาท

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าตรวจสอบ กลับพบข้อเท็จจริงสำคัญว่า ครุภัณฑ์ทั้ง 5 รายการถูกนำมาส่งให้องค์การบริหารส่วนตำบลก่อนที่จะมีการอนุมัติจัดซื้อ

พูดแบบชาวบ้านก็คือ

“ของมาถึงก่อน แต่เอกสารขอซื้อทำทีหลัง”

การดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบพัสดุ และไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่สามารถอธิบายการดำเนินการเช่นนั้นได้ ป.ป.ช. จึงตรวจสอบและชี้มูลนาย ช. ทั้งทางวินัยและทางอาญา โดยกล่าวหาว่าการดำเนินการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์แก่เอกชน และมีลักษณะทำให้การแข่งขันราคาไม่เป็นธรรม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ฮั้วประมูล”

เรื่องจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ “ทำเอกสารผิดระเบียบ” แต่กลายเป็นคดีที่มีข้อกล่าวหาร้ายแรง

จากเจ้าหน้าที่มือใหม่ สู่คำสั่ง “ไล่ออกจากราชการ”

หลังจาก ป.ป.ช. ชี้มูล คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลมีคำสั่งลงโทษนาย ช. ไล่ออกจากราชการ

คำถามที่ตามมาคือ เจ้าหน้าที่ซึ่งเพิ่งถูกสั่งให้มารักษาราชการแทนเพียงไม่กี่วัน ทำหน้าที่จัดทำเอกสารเสนอผู้บังคับบัญชา ทั้งที่ไม่ใช่คนอนุมัติซื้อและไม่ใช่คนอนุมัติจ่ายเงิน เหตุใดจึงต้องรับโทษรุนแรงถึงขั้นไล่ออกจากราชการ?

เรื่องจึงเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครอง และตรงนี้เองที่ทำให้เห็นว่า คดีนี้ไม่ได้มีแค่เรื่อง “เอกสารผิดระเบียบ” แต่ต้องดูว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ และผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาทุจริตจริงหรือไม่

ศาลไม่ได้บอกว่า “นาย ช. ทำถูก”

ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่านาย ช. ดำเนินการถูกต้องทุกอย่าง

ศาลรับฟังได้ว่า นาย ช. ไม่ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุจริง เพราะจัดทำเอกสารขอซื้อหลังจากมีการรับครุภัณฑ์ไว้แล้ว

ดังนั้น เรื่องนี้มีความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน

แต่ศาลเห็นว่า ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ผิดระเบียบ” กับ “ทุจริตต่อหน้าที่” เพราะไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

นาย ช. เป็นเพียงคนจัดทำเรื่องเสนอ

ในขั้นตอนการจัดซื้อ นาย ช. เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นต้น มีหน้าที่จัดทำเอกสารเสนอผู้บังคับบัญชา

เขาไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติจัดซื้อ

เอกสารต้องผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติตามลำดับ

ที่สำคัญคือ หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ ทักท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ว่าการส่งพัสดุมาก่อนนั้นไม่เป็นไปตามระเบียบ

ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาที่อยู่ในขั้นตอนต่อจากนาย ช. จึงรับรู้ถึงปัญหาแล้ว และยังมีอำนาจที่จะสั่งหยุดหรือระงับการดำเนินการได้

พูดง่าย ๆ คือ

คนทำเอกสารเสนอ ไม่ใช่คนที่มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้าย

แม้มีการทักท้วง แต่การเบิกจ่ายยังเกิดขึ้น

เรื่องไม่ได้จบแค่การอนุมัติจัดซื้อ

เมื่อถึงขั้นตอนเบิกจ่ายเงิน กลับปรากฏว่า หัวหน้าส่วนการคลังได้ทำความเห็นไว้ชัดเจนว่า “ไม่เป็นไปตามระเบียบฯ ไม่เห็นควรให้เบิกจ่าย”

แต่ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลกลับลงความเห็นว่า “เห็นควรอนุมัติเบิกจ่ายได้”

และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลก็ลงความเห็นว่า “อนุมัติเบิกจ่าย”

จากนั้นจึงมีการอนุมัติเบิกจ่ายเงินสำหรับครุภัณฑ์ทั้ง 5 รายการ ศาลจึงมองว่า แม้นาย ช. จะเป็นผู้จัดทำเอกสารตั้งแต่ต้น แต่ การที่เงินราชการจะถูกเบิกจ่ายหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้มีอำนาจในขั้นตอนต่อไป

ดังนั้น การจัดทำเอกสารของนาย ช. จึงไม่ได้เป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง

ไม่มีหลักฐานว่า “ทุจริตเพื่อใคร”

อีกประเด็นสำคัญที่ศาลนำมาพิจารณาคือ เจตนา

จากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า นาย ช. ได้รับเงิน ได้รับผลประโยชน์ หรือแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองหรือบุคคลอื่นจากการดำเนินการดังกล่าว ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังว่าเขาทำเอกสารโดยมีเจตนาทุจริต

ศาลจึงเห็นว่า การกระทำดังกล่าว ยังไม่อาจถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

นี่คือหัวใจสำคัญของคดี ทำผิดระเบียบจริง แต่ยังไม่พบหลักฐานเพียงพอว่าทำผิดเพราะต้องการทุจริต

ศาลชี้ “ยังไม่ถึงขั้นความผิดร้ายแรง”

เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด ศาลเห็นว่า การกระทำของนาย ช. ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่ไม่ควรได้ และยังไม่อาจรับฟังได้ว่าการจัดทำเอกสารของนาย ช. เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

ดังนั้น จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงตามที่ถูกกล่าวหา ศาลปกครองสูงสุดจึงเห็นพ้องกับศาลปกครองชั้นต้นว่า คำสั่งไล่นาย ช. ออกจากราชการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำพิพากษา

“พิพากษายืน”

7 บทเรียนที่ข้าราชการควรจำ

1. รักษาราชการแทน ก็ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ เมื่อได้รับมอบหมายให้รักษาราชการแทนเจ้าหน้าที่พัสดุ ย่อมมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับงานพัสดุเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่พัสดุตัวจริง

2. งานที่ไม่ใช่งานประจำ ต้องศึกษาให้มากกว่าเดิม นาย ช. มีหน้าที่หลักด้านการพัฒนาชุมชน ไม่ใช่งานพัสดุ เมื่อถูกมอบหมายให้ทำงานแทน จึงอาจขาดความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับระเบียบพัสดุ แต่เมื่อได้รับมอบหมายแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ ถาม ตรวจสอบ และศึกษาระเบียบก่อนลงมือ

3. “ทำตามที่เคยทำกันมา” ไม่ใช่เกราะป้องกันความผิด งานราชการไม่ควรใช้ความเคยชินแทนระเบียบ หากไม่แน่ใจควรสอบถามผู้รู้หรือผู้บังคับบัญชา

4. เจ้าหน้าที่ผู้จัดทำเอกสารไม่ใช่ผู้มีอำนาจอนุมัติเสมอไป การเสนอเอกสารเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่ง ผู้มีอำนาจอนุมัติยังต้องตรวจสอบและใช้ดุลพินิจของตนเอง

5. เมื่อมีการทักท้วง ผู้มีอำนาจต้องหยุดและตรวจสอบ กรณีนี้มีการทักท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วว่าไม่เป็นไปตามระเบียบ แต่ขั้นตอนการอนุมัติและเบิกจ่ายยังดำเนินต่อไป

จึงต้องพิจารณาความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจในแต่ละขั้นตอนด้วย

6. ผิดระเบียบ ไม่ได้แปลว่าทุจริตทันที การจะกล่าวหาว่าทุจริตต้องมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจตนาและการแสวงหาประโยชน์มาประกอบ ไม่ใช่ดูเพียงว่าขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไม่ถูกต้องแล้วสรุปว่าเป็นการทุจริต

7. การลงโทษต้องดูให้ถึงเจตนาและความเสียหาย ความผิดทางวินัยมีหลายระดับ การลงโทษถึงขั้นไล่ออกจากราชการต้องมีข้อเท็จจริงรองรับอย่างเพียงพอว่าการกระทำนั้นเข้าข่ายความผิดร้ายแรงตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

อุทาหรณ์ฝากถึงข้าราชการ

คดีนี้ไม่ได้สอนว่า “ทำผิดระเบียบไม่เป็นไร”

ตรงกันข้าม สิ่งที่ข้าราชการควรจำคือ อย่าทำงานโดยไม่รู้ระเบียบ โดยเฉพาะงานพัสดุ การเงิน และการจัดซื้อจัดจ้าง ถ้าได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนตำแหน่งอื่นแล้วไม่แน่ใจ ต้องถาม ต้องตรวจสอบ และควรมีหลักฐานคำสั่งหรือคำแนะนำที่ชัดเจน

เพราะคำว่า “ผมไม่รู้” อาจไม่ช่วยให้พ้นความรับผิดได้เสมอไป

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บังคับบัญชาก็ต้องตระหนักว่า การรับผิดต้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และข้อเท็จจริงของแต่ละคน

หากเจ้าหน้าที่ชั้นต้นทำเอกสารผิดระเบียบ แต่มีผู้บังคับบัญชาหลายระดับตรวจสอบ เห็นข้อทักท้วง และยังมีอำนาจอนุมัติหรือระงับการเบิกจ่าย การจะโยนความเสียหายทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ผู้จัดทำเอกสารเพียงคนเดียวก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

“ผิดระเบียบ” ต้องรับผิดตามส่วน แต่ “ทุจริต” ต้องมีหลักฐานเรื่องเจตนา และ “ความผิดร้ายแรง” ต้องมีข้อเท็จจริงรองรับอย่างชัดเจน

สำหรับข้าราชการมือใหม่ เรื่องนี้อาจเป็นคำเตือนว่า อย่ากลัวการทำงาน แต่ต้องกลัวการทำงานโดยไม่รู้ระเบียบ

สำหรับผู้บังคับบัญชา เรื่องนี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจเช่นกันว่า เมื่อมีเจ้าหน้าที่ทักท้วงแล้ว ต้องกล้าหยุด กล้าตรวจสอบ และกล้ารับผิดชอบในส่วนของอำนาจที่ตัวเองใช้

เพราะในงานราชการ คนทำเอกสาร คนตรวจ คนเสนอ และคนอนุมัติ ต่างมีหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเอง

และเมื่อเกิดปัญหา การพิจารณาความผิดจึงต้องดูให้ครบทั้ง “ใครทำอะไร – มีอำนาจแค่ไหน – ทำด้วยเจตนาอะไร – และการกระทำนั้นทำให้ราชการเสียหายโดยตรงเพียงใด”

นี่คือบทเรียนที่ข้าราชการทุกคนควรจำไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับราชการ

เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก

@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?

@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?

@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก

@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?

@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน

@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม

@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก

@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา

@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
บทเรียนข้าราชการไทย
เจ้าหน้าที่พัสดุ

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กสทช.6 คนได้ข้อสรุป ประชุม 2 ต.ค.ยุติล่มซ้ำซาก-จ่อเคลียร์ 200 วาระค้าง
กสทช.6 คนได้ข้อสรุป ประชุม 2 ต.ค.ยุติล่มซ้ำซาก-จ่อเคลียร์ 200 วาระค้าง