"...คดีนี้ไม่ได้สอนว่า “ทำผิดระเบียบไม่เป็นไร” ตรงกันข้าม สิ่งที่ข้าราชการควรจำคือ อย่าทำงานโดยไม่รู้ระเบียบ โดยเฉพาะงานพัสดุ การเงิน และการจัดซื้อจัดจ้าง ถ้าได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนตำแหน่งอื่นแล้วไม่แน่ใจ ต้องถาม ต้องตรวจสอบ และควรมีหลักฐานคำสั่งหรือคำแนะนำที่ชัดเจน เพราะคำว่า “ผมไม่รู้” อาจไม่ช่วยให้พ้นความรับผิดได้เสมอไป ..."
ทำงานราชการต้องระวัง! แค่ทำเอกสารไม่ถูกขั้นตอน อาจถูกตั้งเรื่องสอบสวนได้ แต่จะถึงขั้น “ทุจริต” หรือถูกไล่ออกจากราชการหรือไม่ ต้องดูเจตนาและข้อเท็จจริงให้รอบด้าน
กรณีนี้เป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญสำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเข้ารับราชการหรือถูกสั่งให้ไปทำหน้าที่ที่ไม่ใช่งานประจำของตัวเอง เพราะความไม่รู้หรือทำตามสิ่งที่เคยปฏิบัติกันมา อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ นอกจากการถูกลงโทษทางวินัยแล้ว ยังเสี่ยงต่อโทษอาญา ร้ายแรงถึงขั้นติดคุกติดตะรางได้
เรื่องราวเริ่มต้นจากนาย ช. พนักงานส่วนตำบล ตำแหน่งนักพัฒนาชุมชน ระดับ 3 ซึ่งเข้ารับราชการในงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มสตรี ผู้ด้อยโอกาส และประชาชนในพื้นที่
แต่เมื่อเจ้าหน้าที่พัสดุตัวจริงลาคลอด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลได้มีคำสั่งให้นาย ช. รักษาราชการแทนเจ้าหน้าที่พัสดุเป็นการชั่วคราว
ปัญหาจึงเกิดขึ้น เพราะนาย ช. ต้องเข้ามารับผิดชอบงานพัสดุ ทั้งที่โดยปกติไม่ได้ทำงานด้านนี้ และเพิ่งเข้ามารับหน้าที่แทนได้เพียงไม่กี่วัน
จุดเริ่มต้นของปัญหา “ของมาก่อน เอกสารตามหลัง”
วันที่ 28 มีนาคม 2554 นาย ช. จัดทำบันทึกขออนุมัติจัดซื้อเครื่องเล่นดีวีดี 1 เครื่อง ราคา 4,800 บาท
ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2554 มีการจัดทำเอกสารขออนุมัติจัดซื้อครุภัณฑ์อีก 4 รายการ ได้แก่ กล้องถ่ายรูปดิจิทัล กล้องถ่ายวิดีโอ เครื่องฉายภาพ และโทรทัศน์ รวมมูลค่าหลายแสนบาท
แต่เมื่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าตรวจสอบ กลับพบข้อเท็จจริงสำคัญว่า ครุภัณฑ์ทั้ง 5 รายการถูกนำมาส่งให้องค์การบริหารส่วนตำบลก่อนที่จะมีการอนุมัติจัดซื้อ
พูดแบบชาวบ้านก็คือ
“ของมาถึงก่อน แต่เอกสารขอซื้อทำทีหลัง”
การดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบพัสดุ และไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่สามารถอธิบายการดำเนินการเช่นนั้นได้ ป.ป.ช. จึงตรวจสอบและชี้มูลนาย ช. ทั้งทางวินัยและทางอาญา โดยกล่าวหาว่าการดำเนินการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์แก่เอกชน และมีลักษณะทำให้การแข่งขันราคาไม่เป็นธรรม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ฮั้วประมูล”
เรื่องจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ “ทำเอกสารผิดระเบียบ” แต่กลายเป็นคดีที่มีข้อกล่าวหาร้ายแรง
จากเจ้าหน้าที่มือใหม่ สู่คำสั่ง “ไล่ออกจากราชการ”
หลังจาก ป.ป.ช. ชี้มูล คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลมีคำสั่งลงโทษนาย ช. ไล่ออกจากราชการ
คำถามที่ตามมาคือ เจ้าหน้าที่ซึ่งเพิ่งถูกสั่งให้มารักษาราชการแทนเพียงไม่กี่วัน ทำหน้าที่จัดทำเอกสารเสนอผู้บังคับบัญชา ทั้งที่ไม่ใช่คนอนุมัติซื้อและไม่ใช่คนอนุมัติจ่ายเงิน เหตุใดจึงต้องรับโทษรุนแรงถึงขั้นไล่ออกจากราชการ?
เรื่องจึงเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครอง และตรงนี้เองที่ทำให้เห็นว่า คดีนี้ไม่ได้มีแค่เรื่อง “เอกสารผิดระเบียบ” แต่ต้องดูว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ และผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาทุจริตจริงหรือไม่
ศาลไม่ได้บอกว่า “นาย ช. ทำถูก”
ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่านาย ช. ดำเนินการถูกต้องทุกอย่าง
ศาลรับฟังได้ว่า นาย ช. ไม่ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุจริง เพราะจัดทำเอกสารขอซื้อหลังจากมีการรับครุภัณฑ์ไว้แล้ว
ดังนั้น เรื่องนี้มีความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน
แต่ศาลเห็นว่า ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ผิดระเบียบ” กับ “ทุจริตต่อหน้าที่” เพราะไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
นาย ช. เป็นเพียงคนจัดทำเรื่องเสนอ
ในขั้นตอนการจัดซื้อ นาย ช. เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นต้น มีหน้าที่จัดทำเอกสารเสนอผู้บังคับบัญชา
เขาไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติจัดซื้อ
เอกสารต้องผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติตามลำดับ
ที่สำคัญคือ หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ ทักท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ว่าการส่งพัสดุมาก่อนนั้นไม่เป็นไปตามระเบียบ
ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาที่อยู่ในขั้นตอนต่อจากนาย ช. จึงรับรู้ถึงปัญหาแล้ว และยังมีอำนาจที่จะสั่งหยุดหรือระงับการดำเนินการได้
พูดง่าย ๆ คือ
คนทำเอกสารเสนอ ไม่ใช่คนที่มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้าย
แม้มีการทักท้วง แต่การเบิกจ่ายยังเกิดขึ้น
เรื่องไม่ได้จบแค่การอนุมัติจัดซื้อ
เมื่อถึงขั้นตอนเบิกจ่ายเงิน กลับปรากฏว่า หัวหน้าส่วนการคลังได้ทำความเห็นไว้ชัดเจนว่า “ไม่เป็นไปตามระเบียบฯ ไม่เห็นควรให้เบิกจ่าย”
แต่ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลกลับลงความเห็นว่า “เห็นควรอนุมัติเบิกจ่ายได้”
และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลก็ลงความเห็นว่า “อนุมัติเบิกจ่าย”
จากนั้นจึงมีการอนุมัติเบิกจ่ายเงินสำหรับครุภัณฑ์ทั้ง 5 รายการ ศาลจึงมองว่า แม้นาย ช. จะเป็นผู้จัดทำเอกสารตั้งแต่ต้น แต่ การที่เงินราชการจะถูกเบิกจ่ายหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้มีอำนาจในขั้นตอนต่อไป
ดังนั้น การจัดทำเอกสารของนาย ช. จึงไม่ได้เป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
ไม่มีหลักฐานว่า “ทุจริตเพื่อใคร”
อีกประเด็นสำคัญที่ศาลนำมาพิจารณาคือ เจตนา
จากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า นาย ช. ได้รับเงิน ได้รับผลประโยชน์ หรือแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองหรือบุคคลอื่นจากการดำเนินการดังกล่าว ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังว่าเขาทำเอกสารโดยมีเจตนาทุจริต
ศาลจึงเห็นว่า การกระทำดังกล่าว ยังไม่อาจถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
นี่คือหัวใจสำคัญของคดี ทำผิดระเบียบจริง แต่ยังไม่พบหลักฐานเพียงพอว่าทำผิดเพราะต้องการทุจริต
ศาลชี้ “ยังไม่ถึงขั้นความผิดร้ายแรง”
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด ศาลเห็นว่า การกระทำของนาย ช. ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่ไม่ควรได้ และยังไม่อาจรับฟังได้ว่าการจัดทำเอกสารของนาย ช. เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
ดังนั้น จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงตามที่ถูกกล่าวหา ศาลปกครองสูงสุดจึงเห็นพ้องกับศาลปกครองชั้นต้นว่า คำสั่งไล่นาย ช. ออกจากราชการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำพิพากษา
“พิพากษายืน”
7 บทเรียนที่ข้าราชการควรจำ
1. รักษาราชการแทน ก็ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ เมื่อได้รับมอบหมายให้รักษาราชการแทนเจ้าหน้าที่พัสดุ ย่อมมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับงานพัสดุเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่พัสดุตัวจริง
2. งานที่ไม่ใช่งานประจำ ต้องศึกษาให้มากกว่าเดิม นาย ช. มีหน้าที่หลักด้านการพัฒนาชุมชน ไม่ใช่งานพัสดุ เมื่อถูกมอบหมายให้ทำงานแทน จึงอาจขาดความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับระเบียบพัสดุ แต่เมื่อได้รับมอบหมายแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ ถาม ตรวจสอบ และศึกษาระเบียบก่อนลงมือ
3. “ทำตามที่เคยทำกันมา” ไม่ใช่เกราะป้องกันความผิด งานราชการไม่ควรใช้ความเคยชินแทนระเบียบ หากไม่แน่ใจควรสอบถามผู้รู้หรือผู้บังคับบัญชา
4. เจ้าหน้าที่ผู้จัดทำเอกสารไม่ใช่ผู้มีอำนาจอนุมัติเสมอไป การเสนอเอกสารเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่ง ผู้มีอำนาจอนุมัติยังต้องตรวจสอบและใช้ดุลพินิจของตนเอง
5. เมื่อมีการทักท้วง ผู้มีอำนาจต้องหยุดและตรวจสอบ กรณีนี้มีการทักท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วว่าไม่เป็นไปตามระเบียบ แต่ขั้นตอนการอนุมัติและเบิกจ่ายยังดำเนินต่อไป
จึงต้องพิจารณาความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจในแต่ละขั้นตอนด้วย
6. ผิดระเบียบ ไม่ได้แปลว่าทุจริตทันที การจะกล่าวหาว่าทุจริตต้องมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจตนาและการแสวงหาประโยชน์มาประกอบ ไม่ใช่ดูเพียงว่าขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไม่ถูกต้องแล้วสรุปว่าเป็นการทุจริต
7. การลงโทษต้องดูให้ถึงเจตนาและความเสียหาย ความผิดทางวินัยมีหลายระดับ การลงโทษถึงขั้นไล่ออกจากราชการต้องมีข้อเท็จจริงรองรับอย่างเพียงพอว่าการกระทำนั้นเข้าข่ายความผิดร้ายแรงตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
อุทาหรณ์ฝากถึงข้าราชการ
คดีนี้ไม่ได้สอนว่า “ทำผิดระเบียบไม่เป็นไร”
ตรงกันข้าม สิ่งที่ข้าราชการควรจำคือ อย่าทำงานโดยไม่รู้ระเบียบ โดยเฉพาะงานพัสดุ การเงิน และการจัดซื้อจัดจ้าง ถ้าได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนตำแหน่งอื่นแล้วไม่แน่ใจ ต้องถาม ต้องตรวจสอบ และควรมีหลักฐานคำสั่งหรือคำแนะนำที่ชัดเจน
เพราะคำว่า “ผมไม่รู้” อาจไม่ช่วยให้พ้นความรับผิดได้เสมอไป
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บังคับบัญชาก็ต้องตระหนักว่า การรับผิดต้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และข้อเท็จจริงของแต่ละคน
หากเจ้าหน้าที่ชั้นต้นทำเอกสารผิดระเบียบ แต่มีผู้บังคับบัญชาหลายระดับตรวจสอบ เห็นข้อทักท้วง และยังมีอำนาจอนุมัติหรือระงับการเบิกจ่าย การจะโยนความเสียหายทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ผู้จัดทำเอกสารเพียงคนเดียวก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
“ผิดระเบียบ” ต้องรับผิดตามส่วน แต่ “ทุจริต” ต้องมีหลักฐานเรื่องเจตนา และ “ความผิดร้ายแรง” ต้องมีข้อเท็จจริงรองรับอย่างชัดเจน
สำหรับข้าราชการมือใหม่ เรื่องนี้อาจเป็นคำเตือนว่า อย่ากลัวการทำงาน แต่ต้องกลัวการทำงานโดยไม่รู้ระเบียบ
สำหรับผู้บังคับบัญชา เรื่องนี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจเช่นกันว่า เมื่อมีเจ้าหน้าที่ทักท้วงแล้ว ต้องกล้าหยุด กล้าตรวจสอบ และกล้ารับผิดชอบในส่วนของอำนาจที่ตัวเองใช้
เพราะในงานราชการ คนทำเอกสาร คนตรวจ คนเสนอ และคนอนุมัติ ต่างมีหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเอง
และเมื่อเกิดปัญหา การพิจารณาความผิดจึงต้องดูให้ครบทั้ง “ใครทำอะไร – มีอำนาจแค่ไหน – ทำด้วยเจตนาอะไร – และการกระทำนั้นทำให้ราชการเสียหายโดยตรงเพียงใด”
นี่คือบทเรียนที่ข้าราชการทุกคนควรจำไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับราชการ
เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้
@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
เปิดคดีทุจริต อบต.วังศาล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน
@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก
@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?
เปิดคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ บูรพา บทเรียน นายสั่ง/ลูกน้อง ท้วงติง รอดคุก
ไขคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ ม.บูรพา คณบดีเสียชีวิตก่อน ไม่ต้องรับโทษ
@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?
@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?
@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก
@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?
@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน
@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?
@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม
@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก
@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?
@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา
@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?




