"...การดำเนินนโยบายกัญชาเสรี โดยการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขปลดกัญชาออกจากการควบคุมของประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เพียงพอ ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพกับประชาชนและเยาวชนทั่วประเทศดังข้อมูลเชิงประจักษ์ที่แสดงแล้วข้างต้น ถือได้ว่าเป็นการดำเนินนโยบายกัญชาที่ผิดพลาด เนื่องจากไม่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว..."
หมายเหตุ สำนักข่าว Next News : เป็นจดหมายเปิดผนึกถึงนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในวาระครบรอบสี่ปีของนโยบายกัญชาเสรี ขอให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินนโยบายกัญชาให้ถูกต้อง เพื่อประชาชนและเยาวชนของ ‘เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด’
เนื้อหาในจดหมายสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากนโยบาย “กัญชาเสรี” หลังดำเนินการมาเป็นเวลา 4 ปี
มีข้อกังวลหลักว่าการปลดล็อกกัญชาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ขาดกฎหมายควบคุมที่รัดกุม และไม่สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
เนื้อหาชี้ให้เห็นว่า การใช้กัญชาในทางที่ไม่เหมาะสมเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งการใช้เพื่อสันทนาการ การเข้าถึงของเยาวชน การเกิดปัญหาสุขภาพจิต สมอง และพฤติกรรม รวมถึงภาระที่เพิ่มขึ้นต่อระบบสาธารณสุข แพทย์พบผู้ป่วยที่มีอาการจากการใช้กัญชามากขึ้น เช่น ภาวะทางจิตเวช การเสพติด และผลกระทบต่อพัฒนาการเด็ก แต่ระบบกำกับดูแล การติดตาม และการบังคับใช้กฎหมายยังอ่อนแอ
นอกจากนี้ รัฐยังไม่สามารถสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ทางการแพทย์กับการคุ้มครองสังคมได้อย่างเหมาะสม การอ้าง “กัญชาทางการแพทย์” ถูกนำไปใช้เป็นเหตุผลเพื่อเปิดเสรีเชิงพาณิชย์ ทั้งที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังจำกัด และขาดแนวทางมาตรฐานที่ชัดเจนในการใช้รักษาโรค
ต่อไปนี้คือเนื้อหาโดยละเอียดของจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว
****************
เรื่อง จดหมายเปิดผนึกในวาระครบรอบสี่ปีของนโยบายกัญชาเสรี ขอให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินนโยบายกัญชาให้ถูกต้อง เพื่อประชาชนและเยาวชน
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์
หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศกระทรวง ลงนามโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ส่งผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด เป็นผลให้กัญชาถูกใช้เพื่อสันทนาการได้โดยไม่มีกฎหมายยาเสพติดควบคุม ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 ข้อเท็จจริงจากหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ พบว่า เมื่อครบสามปีหลังนโยบายปลดกัญชาเสรี ผู้ป่วยด้วยอาการพิษจากกัญชา (cannabis poisoning) เช่น อาเจียนรุนแรง หัวใจเต้นผิดปกติ เพิ่มขั้น 3.5 เท่า (จาก 30-40 เป็น 115 ราย/เดือน) ผู้ป่วยเสพติดกัญชา (cannabis dependence) เพิ่มขึ้น 6.5 เท่า (จาก 130 เป็น 830 ราย/เดือน) และ ผู้ป่วยโรคจิตจากการใช้กัญชา (cannabis-induced psychosis) เพิ่มขึ้น 6.5 เท่าเช่นกัน (จาก 85 เป็น 556 ราย/เดือน) (ดูรายละเอียดในภาคผนวกแนบท้าย)
จากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ (เป็นข่าววันที่ 28 เมษายน 2569) ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะเดินหน้าผลักดันกัญชาทางการแพทย์สู่เศรษฐกิจสุขภาพ โดยมีการเตรียมปรับปรุงกฎหมายต่างๆ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวงภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติด อนุญาตให้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะสารสกัดจากพืชกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 26 เมษายน 2569 ส่งผลให้สารสกัดจากกัญชา กัญชง ที่มีระดับ THC มากกว่า 0.2% ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษ ที่ถูกควบคุมโดยประมวลกฎหมายยาเสพติด สามารถถูกขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จะหน่าย และมีไว้ในครอบครองได้ หากนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์
ทางเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด ขอให้บทวิเคราะห์และข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้
1. การดำเนินนโยบายกัญชาเสรี โดยการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขปลดกัญชาออกจากการควบคุมของประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เพียงพอ ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพกับประชาชนและเยาวชนทั่วประเทศดังข้อมูลเชิงประจักษ์ที่แสดงแล้วข้างต้น ถือได้ว่าเป็นการดำเนินนโยบายกัญชาที่ผิดพลาด เนื่องจากไม่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว
2. สื่อมวลชนและประชาชนต้องตั้งคำถามกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ว่า
(1) เหตุใดการทำให้ “สารสกัดกัญชา กัญชง ที่มี THC > 0.2%” สามารถใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ในครั้งนี้ จึงไม่ปลดออกจากประมวลกฎหมายยาเสพติด เหมือนครั้งที่ปลด “พืชกัญชา” เมื่อสี่ปีก่อน? แสดงว่าการปลดให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ แม้จะถูกควบคุมด้วยประมวลกฎหมายยาเสพติด สามารถทำได้ ใช่หรือไม่?
(2) หากพืชกัญชายังถูกควบคุมภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติด แล้วใช้กฎกระทรวงสาธารณสุขในลักษณะเดียวกันกับฉบับที่เพิ่งออกนี้ ก็จะสามารถทำให้ใช้พืชกัญชาเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ได้เช่นเดียวกันกับสารสกัดที่มี THC > 0.2% ใช่หรือไม่?
(3) หากกำหนดให้ใช้พืชกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ โดยยังเป็นยาเสพติดอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตั้งแต่เมื่อสี่ปีที่แล้ว ท่านคิดว่าสถานการณ์การเจ็บป่วยอันเกิดจากการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการได้ จะดีกว่าที่เป็นมาหรือไม่?
(4) ความผิดพลาดของนโยบายกัญชาเสรีเมื่อสี่ปีก่อน เป็นเพราะกระทรวงสาธารณสุขไม่ทำตามตามมติคณะกรรมการ ป.ป.ส. วันที่ 25 มกราคม 2565 ที่กำหนดให้มี พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ก่อนปลดกัญชาเสรี ใช่หรือไม่?
และ (5) หากกระทรวงสาธารณสุขยังยืนกรานไม่นำพืชกัญชากลับไปอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติด แล้วจึงค่อยปลดให้ใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ด้วยกฎกระทรวงเหมือนกับที่ทำกับสารสกัดที่มี THC > 0.2% เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังคืออะไร?
3.(ดูรูป (ก) ประกอบ) ด้วยว่าแต่เดิม พืชกัญชาอยู่ภายใต้การควบคุมของประมวลกฎหมายยาเสพติด (เช่นเดียวกันกับเห็ดขี้ควาย พืชฝิ่น และ ยาบ้า ที่ถูกควบคุมแม้ชื่อยาเสพติดเหล่านี้ไม่ได้ถูกเขียนไว้ในประมวลกฎหมายยาเสพติด) แต่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ทำให้พืชกัญชาหลุดออกจากการเป็นยาเสพติด โดยไม่มีมาตรการควบคุมรองรับ ต่อมากฎกระทรวงสาธารณสุข ฉบับลงวันที่ 17 มีนาคม 2569 ทำให้สามารถใช้สารสกัดจากกัญชา กัญชง ที่มี THC > 0.2% ซึ่งถูกควบคุมด้วยประมวลกฎหมายยาเสพติด สามารถใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ ในวาระครบสี่ปีของนโยบายกัญชาเสรี ทางเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด จึงขอเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินนโยบายกัญชาให้ถูกต้อง โดยการออกประกาศกระทรวง นำพืชกัญชากลับไปอยู่ภายใต้การควบคุมของประมวลกฎหมายยาเสพติด และออกกฎกระทรวงให้สามารถใช้พืชกัญชาเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ จะทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ คือ กัญชาสามารถใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ และ ประชาชน เยาวชน และสังคมทั้งสังคม จะปลอดภัยจากการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ เพราะพืชกัญชาจะถูกควบคุมด้วยประมวลกฎหมายยาเสพติด จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ลงชื่อ เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด

ข้อมูลเอกสาร

ข้อมูลเอกสาร

ข้อมูลเอกสาร

ข้อมูลเอกสาร

ข้อมูลเอกสาร

ข้อมูลเอกสาร

รายชื่อ

รายชื่อ(2)

รายชื่อ(3)




