'กสม.' พบชาวบ้านถูกกีดกัน ร่วมค้านโรงไฟฟ้าขยะ อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ห้ามถือป้ายและสวมผ้าโพกศีรษะ ชี้เก็บค่าธรรมเนียมขอข้อมูลป้องกันปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมแพงเว่อร์ 1.4 หมื่นบาท จี้ เลิกเก็บ
สำนักข่าว Next News รายงานว่า วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการ กสม. แถลงข่าวถึงผลตรวจสอบกรณีคัดค้านโครงการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตไฟฟ้า พื้นที่ อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา
นายวสันต์กล่าวว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มพิทักษ์สิทธิ์ขามสะแกแสงเมื่อเดือนเมษายน 2568 ระบุว่า องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เมืองคง อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าจากขยะชุมชนขนาด 9.9 เมกะวัตต์ ในพื้นที่บ้านใหม่ หมู่ 10 ตำบลพะงาด อำเภอขามสะแกแสง ซึ่งประชาชนคัดค้านมาโดยตลอดเพราะเกรงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยระบุว่าในเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 มีการห้ามผู้เข้าร่วมถือป้ายคัดค้านและสวมผ้าโพกศีรษะ อีกทั้งมีบุคคลไม่ทราบฝ่ายแอบถ่ายพฤติกรรมกลุ่มผู้คัดค้าน สร้างความหวาดกลัวแก่ผู้เข้าร่วม
นายวสันต์กล่าวว่า นอกจากนี้ กลุ่มผู้ร้องยังไม่ทราบล่วงหน้าถึงการปิดประกาศรับฟังความเห็นสำหรับขออนุญาตตั้งโรงงาน และเมื่อขอสำเนารายงานประมวลหลักการปฏิบัติ ทั้งนี้ กลุ่มผู้ร้องได้ยื่นหนังสือขอสำเนารายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ แต่กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีหนังสือแจ้งว่ามีค่าใช้จ่ายในการขอสำเนากว่า 14,000 บาท
นายวสันต์กล่าวว่า จากการตรวจสอบ กสม. พบว่า โครงการมีการเปลี่ยนสถานที่ตั้งจากตำบลเมืองคงมายังตำบลพะงาด พบจุดเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าเดิมรองรับกำลังการผลิตไม่เพียงพอ แม้ภายหลังหน่วยงานจะจัดทำบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่จนเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้องแล้ว กสม. จึงเห็นควรยุติเรื่องในประเด็นนี้ แต่ในประเด็นเวทีรับฟังความคิดเห็นโดยบริษัทเอกชนผู้รับดำเนินโครงการ กสม. เห็นว่าการห้ามแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการสวมผ้าโพกศีรษะ ทั้งที่ไม่ได้ละเมิดสิทธิผู้อื่น เป็นการปิดกั้นความเป็นอิสระในการแสดงความคิดเห็น ไม่สอดคล้องกับหลักการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
นายวสันต์กล่าวว่า ส่วนกระบวนการรับฟังความเห็นของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กสม. เห็นว่าการปิดประกาศเพียงวิธีเดียวไม่เพียงพอต่อการเข้าถึงข้อมูลอย่างทั่วถึง และมีแนวโน้มเอื้อประโยชน์ฝ่ายสนับสนุนโครงการมากกว่า จึงสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะที่รายงาน CoP ขั้นสุดท้ายของบริษัทเอกชนยังขาดมาตรการป้องกันผลกระทบด้านการขนส่งขยะและการใช้น้ำที่ครบถ้วน รวมถึงขาดผู้แทนหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมในคณะกรรมการร่วมกับชุมชน จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน
นายวสันต์กล่าวว่า นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ยังใช้เวลานานในการส่งมอบรายงาน CoP ให้กลุ่มผู้ร้อง กว่าจะได้รับก็ล่วงเลยถึงเดือนพฤศจิกายน 2568 ทั้งที่รายงานผ่านความเห็นชอบตั้งแต่เดือนเมษายนปีเดียวกัน เข้าข่ายประวิงเวลาไม่ให้ประชาชนเข้าถึงและทักท้วงข้อมูลได้ทันการณ์ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ
จากผลตรวจสอบดังกล่าว ที่ประชุม กสม. ด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีมติให้ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ให้ กกพ. แก้ไขระเบียบการรับฟังความเห็นของประชาชน ห้ามผู้ขอรับใบอนุญาตรบกวนความเป็นอิสระในการแสดงความคิดเห็นหรือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น พร้อมทบทวนรายงาน CoP ของโครงการนี้ใหม่ ให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการแก้ไขประกาศให้รายงาน CoP เปิดให้ประชาชนตรวจดูได้ทั้งเอกสารและอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับผู้มีส่วนได้เสีย และให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเสนอกระทรวงอุตสาหกรรมปรับวิธีรับฟังความเห็น จากปิดประกาศอย่างเดียว เป็นจัดประชุมรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ด้วย นายวสันต์กล่าว




