อย่างไรก็ตาม กระแสชาตินิยมได้กลายเป็นความเสี่ยงต่อการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะว่าแม้ความรู้สึกชาตินิยมจะทำให้มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่หากถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ชาตินิยมมากเกินไป อาจบั่นทอนการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลและขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
หมายเหตุสำนักข่าว Next News สืบเนื่องจากการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 ก.พ.2569 สำนักข่าว Global UDN ของไต้หวันได้มีการวิเคราะห์จุดแข็งของพรรคการเมืองหลัก 3 พรรคและคาดการฉากทัศน์เอาไว้ว่ารัฐบาลที่จะจัดตั้งหลังจากนี้น่าจะเป็นรัฐบาลผสมอย่างแน่นอน
สำนักข่าว Next News จึงได้นำเอารายงานดังกล่าวมานำเสนอ มีรายละเอียดดังนี้
วิเคราะห์จุดแข็ง 3 พรรคหลักในการเลือกตั้งไทย 2569
การเลือกตั้งก่อนกำหนดของประเทศไทยที่กำลังจะจัดขึ้นในปี 2569 ได้แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันอย่างดุเดือดระหว่างสามพรรคหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ในสถานการณ์ที่ผลการเลือกตั้งยังไม่แน่นอน จุดแข็งเฉพาะตัวของแต่ละพรรคจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พวกเขาโดดเด่นท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น
@พรรคประชาชน: ผู้บุกเบิกการปฏิรูปและจุดแข็งด้านผู้นำที่เป็นรุ่นใหม่
แม้จะสูญเสียนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนเนื่องจากถูกแบนห้ามลงเล่นการเมือง แต่พรรคประชาชนยังคงรักษาความเป็นผู้นำไว้อย่างชัดเจน จุดแข็งหลักได้แก่:
1.ฐานเสียงปฏิรูปที่แข็งแกร่ง:
พรรคประชาชนถูกมองว่าเป็นผู้ถือธงการปฏิรูป เป็นความหวังในการส่งเสริมประชาธิปไตยให้ลึกซึ้งขึ้นและจัดระเบียบทางการเมืองใหม่ ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าพรรคได้รับการสนับสนุนประมาณ 33% และคะแนนนิยมของนายณัฐพงศ์ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ที่ 29% ซึ่งครองอันดับหนึ่ง
2.ผู้นำรุ่นใหม่ที่โดดเด่น:
นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ วัย 38 ปี เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค แสดงให้เห็นถึงพลังและความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ในพรรค โดยการที่มีคะแนนในผลโพลต่างๆเป็นอันดับหนึ่ง เป็นข้อบ่งชี้ว่ามีผลงานในการรักษาฐานเสียงเอาไว้ได้อย่างมั่นคง
3.ผู้ผลักดันประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ:
พรรคประชาชนยืนหยัดที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อขจัดความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของกองทัพและกลุ่มอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นจุดยืนที่ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางและยังเปิดช่องให้มีการระดมความคิดเห็นจากประชาชนได้
@พรรคภูมิใจไทย: การรวมกลุ่มของฝ่ายอนุรักษ์นิยมและผลประโยชน์จากชาตินิยมของนายกฯ คนปัจจุบัน
พรรคภูมิใจไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นพลังสำคัญที่น่าประหลาดใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ จุดแข็งหลักมาจากการ:
1.การรวมภาพลักษณ์ผู้นำของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน:
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้เสริมสร้างภาพลักษณ์ผู้นำฝ่ายอนุรักษ์นิยมผ่านการรับมือกับความท้าทายต่างๆ เช่น โควิด-19 การปลดล็อกกัญชา และการล่มสลายของคณะรัฐมนตรีร่วม คะแนนนิยมส่วนตัวของเขายังเพิ่มขึ้นเป็น 22% ทำให้ช่องว่างนายอนุทินกับนายณัฐพงศ์แคบลง
2.กระแสชาตินิยม:
ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาได้จุดประกายความรู้สึกชาตินิยม ซึ่งทำให้พรรคภูมิใจไทยสามารถสร้างภาพลักษณ์ของผู้ปกป้องประเทศที่แข็งแกร่ง หลังจากการรัฐบาลใช้ท่าทีที่แข็งกร้าว ทำให้สามารถรวบรวมการสนับสนุนจากประชาชนบางส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.ความได้เปรียบเชิงระบบ:
รัฐธรรมนูญปี 2560 ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเอื้อต่อการควบคุมของกองทัพและกลุ่มอนุรักษ์นิยม รวมถึงข้อจำกัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สูง ทำให้พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง นอกจากนี้ พรรคยังสามารถรวมกลุ่มฝ่ายอนุรักษ์นิยม รวมถึงกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ เพื่อก่อตั้ง "พันธมิตรอนุรักษ์นิยมขนาดใหญ่"

ผลสำรวจจากสวนดุสิตโพล
@พรรคเพื่อไทย: "บทบาทผู้กำหนดนายกรัฐมนตรี" กลับความพยายามจะกลับมาจากจุดต่ำสุดด้วยแนวทางปฏิบัติ
พรรคเพื่อไทยหลังจากประสบอุบัติเหตุทางการเมือง เมื่อนายกรัฐมนตรี 2 คนต้องลงจากตำแหน่งเพราะคำพิพากษาศาสรัฐธรรมนูญ และชื่อเสียงของตระกูลชินวัตรได้รับความเสียหาย ล่าสุดภายใต้บทบาทของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่งของพรรค พรรคได้ "ฟื้นคืนจากจุดต่ำสุดและอยู่ในจุดที่คะแนนนิยมสูงขึ้น" และกลับมามีบทบาทเป็น "ผู้กำหนดตัวเลือก" อีกครั้ง โดยพรรคมีจุดแข็งที่โดดเด่นคือ
1.การฟื้นตัวจากวิกฤต:
แม้จะต้องเสียอดีตนายกรัฐมนตรีไปถึงสองคน จากข้อครหาคลิปเสียงกับอดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ของกัมพูชา และการที่ตระกูลชินวัตรประสบกับเสียงวิจารณ์ในแง่ลบ แต่พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของคนรุ่นใหม่อย่างนายยศชนัน แม้จะเปิดตัวไม่ดี แต่ได้คะแนนเพิ่มขึ้น จึงถือว่าสามารถกอบกู้สถานการณ์ได้สำเร็จ
2.มีแนวโน้มเป็น "ผู้กำหนดตัวนายกฯคนใหม่" (Kingmaker):
จากผลสำรวจคะแนนสนับสนุนพรรคที่ประมาณ 16% ทำให้พรรคเพื่อไทย "มีโอกาสเป็นพรรคอันดับสามที่สำคัญ" (ในการจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งหมายความว่าการเลือกของพรรคเพื่อไทยจะชี้ขาดตัวนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
3.กลยุทธ์ที่ปฏิบัติได้จริงและเปิดรับการร่วมมือจากทุกฝ่าย:
ภายใต้บทบาทของนายยศชนัน พรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มที่จะ ใช้กลยุทธ์ที่ปฏิบัติได้จริงเพื่อกลับเข้าสู่อำนาจ และอาจหาจุดร่วมในการร่วมมือกับพรรคประชาชนในประเด็นต่างๆ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการลดอิทธิพลของกลุ่มอนุรักษนิยม
4.ได้รับการยอมรับจากกลุ่มปฏิรูปมากขึ้น:
แม้ในอดีตจะถูกมองว่าทรยศเส้นทางการปฏิรูปและร่วมมือกับกลุ่มอนุรักษ์นิยม แต่เมื่ออิทธิพลของตระกูลชินวัตรลดลง กลุ่มปฏิรูปก็ยอมรับพรรคเพื่อไทยมากขึ้น ทำให้เป็นเส้นทางการจัดตั้งรัฐบาลที่ถูกจับตามองมากที่สุดระหว่างกลุ่มปฏิรูปสีส้มกับกลุ่มประชานิยมสีแดง
5.นโยบายประชานิยมดั้งเดิม
พรรคเพื่อไทยยังคงใช้ "นโยบายประชานิยมแบบดั้งเดิม เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากประเด็นอื่นและสร้างความนิยมให้กับพรรคได้
สื่อไต้หวันยังได้วิเคราะห์ฉากทัศน์ที่จะเกิดหลังเลือกตั้งว่าการจัดตั้งรัฐบาลผสมนั้นเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้แน่นอน เพราะว่าคะแนนเสียงจะมีความกระจายตัวกันค่อนข้างสูงระหว่างพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ส่งผลทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงเด็ดขาดยากมาก
ดังนั้นฉากทัศน์ของการตั้งรัฐบาลผสม จะมี 2 ฉากทัศน์ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1: รัฐบาลนำโดยฝ่ายปฏิรูป (พรรคประชาชน + พรรคเพื่อไทย)
พรรคประชาชนได้ประกาศชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ และไม่ร่วมมือกับพรรคการเมืองอนุรักษนิยม ทำให้พรรคเพื่อไทยเป็นพันธมิตรที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด โดยทั้งสองพรรคอาจหาจุดร่วมกันได้ในประเด็นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญและการลดอิทธิพลกลุ่มอนุรักษ์นิยม
ฉากทัศน์ที่ 2: รัฐบาลนำโดยฝ่ายอนุรักษนิยม (พรรคภูมิใจไทย + พันธมิตรอนุรักษนิยม + พรรคเพื่อไทย)
นายอนุทินมีโอกาสที่จะรวมพลังกับกลุ่มอนุรักษนิยม เช่น พรรคกล้าธรรม พรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อจัดตั้งรัฐบาลอย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้อาจยังไม่ถึง 250 ที่นั่ง ซึ่งเป็นเสียงข้างมากในสภา ทำให้ยังคงต้องพึ่งพาพรรคเพื่อไทยเป็นตัวแปรสำคัญ
หากฉากทัศน์นี้เกิดขึ้น พรรคเพื่อไทยจะต้องตัดสินใจที่จะสนับสนุนฝ่ายอนุรักษนิยมให้คงอยู่ในอำนาจต่อไป
@หน้าตารัฐบาลใหม่ ส่งผลการแก้รัฐธรรมนูญ
สื่อไต้หวันวิเคราะห์ว่าการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ น่าจะผ่านอย่างแน่นอนด้วยเสียงเห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ถึง 80% สนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแทนที่รัฐธรรมนูญปี 2560
อย่างไรก็ตามกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอยู่กับหน้าตาของรัฐบาล
1.หากฝ่ายปฏิรูปนำรัฐบาล:
รัฐบาลชุดนี้จะมองว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นผลผลิตของกองทัพ และจะใช้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างทางการเมือง เพื่อให้เสียงของประชาชนเป็นใหญ่และลดอำนาจของวุฒิสภา 250 เสียงที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีบทบาท
2.หากฝ่ายอนุรักษนิยมนำรัฐบาล:
พวกเขาจะเน้นย้ำถึง "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" และอาจพยายามสงวนสิทธิในการยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือจำกัดการแก้ไขให้มีขอบเขตน้อยที่สุด ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างไม่มีนัยสำคัญ

เหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา
@กระแสชาตินิยม เบี่ยงเบนการเลือกตั้ง
สื่อไต้หวันได้วิเคราะห์ทิ้งท้ายในประเด็นเรื่องชาตินิยม ที่มาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาว่าความขัดแย้งดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อพรรคภูมิใจไทยและพรรคอนุรักษนิยมที่ใกล้ชิดกับกองทัพ และแน่นอนว่ามันสร้างความยากลำบากให้กับฝ่ายปฏิรูป เพราะพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยถูกกดดันให้ปรับเปลี่ยนท่าที
โดยพรรคประชาชนต้องประกาศสนับสนุนการกระทำของกองทัพ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตราหน้าว่า "ไม่รักชาติ" ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ถูกโจมตีจากความสัมพันธ์ในอดีตกับผู้นำกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม กระแสชาตินิยมได้กลายเป็นความเสี่ยงต่อการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะว่าแม้ความรู้สึกชาตินิยมจะทำให้มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่หากถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ชาตินิยมมากเกินไป อาจบั่นทอนการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลและขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
หรือสรุปก็คือ ไม่ว่าจะเป็นผลการเลือกตั้ง การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล และผลการลงประชามติรัฐธรรมนูญที่จะถึง ทั้งหมดจะเป็นตัวกำหนดว่าคลื่นชาตินิยมเป็นเพียงปรากฏการณ์ระยะสั้น หรือเป็นจุดเปลี่ยนที่จะหล่อหลอมภูมิทัศน์ทางการเมืองของไทยในระยะยาว ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนทั้งในด้านเสถียรภาพทางการเมืองและกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศในอนาคตต่อไป
ที่มา https://global.udn.com/global_vision/story/8663/9308977




