'เอกนิติ' ยันรัฐบาลจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านป้อง 2 วิกฤต 'พลังงาน-ค่าครองชีพ' ซ้ำซ้อน ชี้ถ้าไทยเปลี่ยนผ่านช้าเศรษฐกิจจะแย่หนัก ชูสูตร 5T ปฏิรูปโครงสร้าง
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดงานครบรอบ 29 ปี โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” ว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่แตกต่างจากวิกฤตในอดีต เพราะไม่ใช่เพียงผลกระทบระยะสั้นจากสงครามหรือราคาพลังงาน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก
นายเอกนิติ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันเกิดขึ้นพร้อมกัน 3 ด้าน ได้แก่ การแบ่งขั้วของโลก การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการปฏิวัติเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการแข่งขันของทุกประเทศในระยะยาว
นายเอกนิติกล่าวว่า ประการแรกโลกกำลังเปลี่ยนจากยุคโลกาภิวัตน์ ไปสู่โลกที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากกว่าต้นทุน ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ขยายไปสู่การแข่งขันทางเศรษฐกิจ ประเทศต่าง ๆ ใช้มาตรการด้านภาษีและความมั่นคงเป็นเครื่องมือแข่งขัน ส่งผลให้นักลงทุนปรับมุมมองจากการเลือกประเทศที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ไปสู่ประเทศที่มีความมั่นคงและห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้ สมัยก่อนเราหาที่ที่ผลิตได้ถูกที่สุดเป็นอันดับแรก แต่วันนี้เป็นการที่ที่มั่นคงที่สุดเป็นอันดับแรก จากการหารือกับนักลงทุนต่างชาติทราบว่ายังเชื่อมั่นประเทศไทย เพราะสามารถทำการค้ากับทุกฝ่ายและมีศักยภาพเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับตัว
นายเอกนิติกล่าวว่า การเปลี่ยนประการที่สอง คือโลกกำลังเข้าสู่ Greenergy Transition หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดจากคำว่า Green และ Energy เพราะปัจจุบันพลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย ประเทศที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจะได้รับผลกระทบมากที่สุดเมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูง คิดเป็นเกือบร้อยละ 10 ของจีดีพี และการผลิตไฟฟ้ากว่าร้อยละ 60 ยังใช้ก๊าซธรรมชาติ จึงได้รับผลกระทบมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น วิกฤตครั้งนี้ต่างจากอดีต วิกฤตครั้งนี้เกิดจากสงคราม ราคาพลังงาน แล้วลามมาเป็นวิกฤตค่าครองชีพ
นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้วิกฤตค่าครองชีพและวิกฤตพลังงาน ในส่วน 2 แสนล้านบาทรัฐบาลเตรียมการเพื่อเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เป็นเรื่องที่ต้องเร่งทำทันที เพราะหากไทยเปลี่ยนผ่านช้าเกินไป อาจเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักหน่วงขึ้น ดังนั้นการใช้เงินตาม พ.ร.ก. จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ
"ไทยนำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงกว่าร้อยละ 10 ของจีดีพี ถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน ผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเกือบ 5 แสนล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า หากไม่มีการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต คือ วิกฤตเศรษฐกิจจากราคาพลังงาน และวิกฤตค่าครองชีพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และท้ายที่สุด คนตัวเล็กจะได้รับผลกระทบหนักกว่าตัวใหญ่ การใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ" นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เม็ดเงินเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานไว้ 3 ด้าน พร้อมเดินหน้าดำเนินการทันทีหากคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญไม่สั่งระงับ ได้แก่ 1.การเปลี่ยนผ่านด้านการใช้พลังงาน ที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด เช่น แสงแดด โซลาร์เซลล์ มีเป้าหมายให้ประชาชนลดรายจ่ายค่าไฟฟ้า และสามารถขายไฟฟ้าคืนได้ ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนปรับปรุงระบบสายส่ง ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้า และการขายไฟฟ้าคืนในระบบได้
นายเอกนิติกล่าวว่า 2.การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง ( โดยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซล โดยเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคขนส่ง หรือใช้พลังงานทดแทนที่ผลิตได้เองในประเทศ เช่น น้ำมันไบโอดีเซล B20 หรือเอทานอล 3.การเปลี่ยนผ่านด้านบุคลากรที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะ และพัฒนาคนไทยให้เข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้แรงงานไทยเก่งขึ้นและมีรายได้สูงขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
นายเอกนิติกล่าวว่า นอกจากวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก.เพื่อใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานแล้ว รัฐบาลจะระดมทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) มาลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น โซลาร์ฟาร์มของการไฟฟ้า แทนการกู้เงินโดยตรง เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะ และจะใช้เม็ดเงินจากกองทุนพลังงานทดแทนเข้ามาช่วยเสริมในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด
“การเปลี่ยนผ่านนี้จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเยียวยาในระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวต่อไป” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ เนื่องจากขาดการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โลกยุคใหม่ต้องการการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยี การแก้ปัญหาจึงต้องดำเนินควบคู่กันทั้งการเยียวยาระยะสั้นและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ผ่านยุทธศาสตร์ 5T ได้แก่ Target, Transition, Transform, Transparency และ Together โดย Target คือ การช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบตรงจุด อย่างโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่นำ AI “นกกระซิบ” มาช่วยผู้ค้ารายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารต้นทุน
นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับ Transition คือ การเร่งเปลี่ยนผ่านประเทศสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจใหม่ ประเทศไทยว่าวันนี้เราต้องยอมรับว่าเราป่วยเป็นมะเร็ง วันนี้ให้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวด ให้วิตามินก็ช่วยประคองได้ แต่ยาเคมีบำบัด จะรอให้ในอีก 5 เดือน 6 เดือน หรืออีกปีหนึ่งค่อยมาทำการเปลี่ยนผ่านคงไม่ได้ เรื่องพลังงานหรือ ถ้าเราไม่รีบเปลี่ยนผ่าน ไม่รีบทำตัวเองให้แข็งแรง ไม่รีบรักษาโรคที่ต้นตอ ประเทศก็จะยิ่งแย่” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วน Transform คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน และการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุค AI ขณะที่ Transparency คือ การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ตรวจสอบได้ และ Together คือ การทำงานร่วมกันของภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และภาควิชาการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
"ประเทศไทยแย่มานานแล้ว ถ้าไม่ลุกขึ้นมาทำ ไม่ช่วยกันทำ ประเทศไทยก็จะยิ่งถอยหลังไปเรื่อยๆ จึงอยากเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันเปลี่ยนวิกฤตโลกให้เป็นโอกาส และสร้างเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต" นายเอกนิติกล่าว




