News Logo
หน้าแรก
กสม.แนะอบต.เกาะพยามเร่งจัดหาน้ำสะอาด-คุ้มครองสิทธิชาติพันธุ์ชาวเลมอแกน

กสม.แนะอบต.เกาะพยามเร่งจัดหาน้ำสะอาด-คุ้มครองสิทธิชาติพันธุ์ชาวเลมอแกน

2 ต.ค. 2569 14:21
ผู้ชม 17 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

กสม. ตรวจสอบร้องเรียนชาวเลมอแกน จ.ระนอง ชี้ อบต.เกาะพยาม ละเลยสิทธิมนุษยชน ปล่อยชุมชนทนใช้น้ำบ่อปนเปื้อนแบคทีเรียเสี่ยงป่วย จี้เร่งตั้งเครื่องกรองน้ำมาตรฐาน พร้อมส่งข้อเสนอแนะถึง ทช.-พอช.-กฟภ. จัดสรรที่ดินป่าชายเลน ซ่อมบ้าน และหนุนโซลาร์เซลล์ยกระดับคุณภาพชีวิตชาติพันธุ์

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่ง เมื่อเดือนมีนาคม 2569 กรณีชุมชนชาวเลมอแกนบนเกาะพยาม อ.เมืองระนอง จ.ระนอง ประสบปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าและน้ำประปา ส่งผลให้ประชาชนต้องหาบน้ำจากบ่อน้ำตื้นมาใช้อุปโภคบริโภค และต้องจุดตะเกียงเพื่อให้แสงสว่าง โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมกราคม 2569 ผู้ร้องเคยประสานขอความช่วยเหลือไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะพยาม (อบต.เกาะพยาม) แล้ว แต่กลับถูกละเลย นอกจากนี้ ชุมชนยังเผชิญปัญหาการขอทำบัตรประจำตัวประชาชน ตลอดจนความไม่มั่นคงในที่ดินและที่อยู่อาศัย

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ชาวเลมอแกนประกอบอาชีพประมงและทำมาหากินอยู่บนเรือในทะเลอันดามันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 300 ปี โดยเริ่มตั้งถิ่นฐานครั้งแรกที่เกาะเหลาเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน ก่อนจะขยายชุมชนออกไปยังเกาะบริเวณใกล้เคียง หลังเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547 และบางส่วนได้ตั้งถิ่นฐานถาวรบริเวณใกล้อ่าวเขาควายบนเกาะพยาม มีบ้านเรือนรวม 45 ครัวเรือน ประชากร 157 คน ดำรงชีวิตด้วยการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ที่ตั้งของชุมชนชาวเลมอแกนเกาะพยามเดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งต่อมาถูกจำแนกให้เป็นป่าชายเลนในเขตอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2530 ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 (เมืองระนอง) (ผู้ถูกร้องที่ 1) โดยจากคำร้องมีประเด็นพิจารณาแยกเป็น 3 ประเด็น สรุปได้ดังนี้

ประเด็นแรก : ความมั่นคงในการถือครองที่ดิน เรื่องนี้ กสม. เห็นว่า ชาวเลมอแกนเกาะพยามเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวิถีชีวิตทำกินและอาศัยอยู่ในแถบทะเลอันดามันมาอย่างยาวนาน จึงมีสิทธิในที่ดินและสิทธิในการปกป้องและได้รับการรับรองจากการกระทำใดๆ ที่ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต้องถูกพรากจากที่ดินและที่อยู่อาศัยของตน ชาวเลมอแกนได้รับการประกันสิทธิในที่อยู่อาศัยและทำกินจากมติคณะรัฐมนตรีมาเป็นระยะ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องที่ 1 ได้บังคับขับไล่หรือให้ย้ายออกจากพื้นที่อยู่อาศัยบนเกาะพยาม กระทั่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 เห็นชอบพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภท ซึ่งรวมถึงป่าชายเลน และต่อมาเมื่อเดือนมกราคม 2569 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่ป่าชายเลนในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งชุมชนชาวเลมอแกนเกาะพยามเป็นพื้นที่เป้าหมายที่ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้สำรวจขอบเขตชุมชนไว้เบื้องต้นแล้ว ซึ่งในระหว่างการดำเนินการดังกล่าว หากชาวเลมอแกนประสงค์จะซ่อมแซมหรือปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่ชำรุดทรุดโทรมก็สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสม ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวเลมอแกนเกาะพยาม

ประเด็นที่สอง : การเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ข้อเท็จจริงว่าปรากฎว่า ชุมชนชาวเลมอแกนไม่มีระบบประปาของรัฐเข้าถึง สมาชิกชุมชนต้องอาศัยน้ำจากบ่อน้ำตื้นเป็นหลัก ซึ่งผลการตรวจคุณภาพน้ำพบการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียที่ไม่ปลอดภัยต่อการอุปโภคบริโภคและเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพ เมื่อพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 66 ประกอบมาตรา 68 กำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่พัฒนาตำบลและจัดให้มีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง แต่ อบต.เกาะพยาม ผู้ถูกร้องที่ 2 ยังไม่อาจจัดหาน้ำที่สะอาดและปลอดภัยให้แก่ชุมชนชาวเลมอแกนได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง อันกระทบต่อสิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาดและเพียงพอ จึงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 ละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

สำหรับการเข้าถึงไฟฟ้านั้น แม้พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จะกำหนดให้ผู้ถูกร้องที่ 2 มีหน้าที่พัฒนาพื้นที่และคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งจัดหาพลังงานไฟฟ้า แต่ระบบการจัดการพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยยังไม่มีการกระจายอำนาจไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบกับข้อจำกัดของพื้นที่เกาะพยามซึ่งอยู่ห่างไกลจากระบบสายส่งหลักของรัฐ ส่งผลให้เกาะพยามต้องใช้บริการด้านพลังงานไฟฟ้าจากเอกชนซึ่งมีค่าบริการอัตราสูง นอกจากนี้ ชุมชนชาวเลมอแกนเกาะพยามยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ เนื่องจากการเดินสายไฟพาดผ่านพื้นที่ไปยังชุมชนต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าของชาวเลมอแกนจึงเกิดจากข้อจำกัดหลายประการ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า อบต.เกาะพยาม ผู้ถูกร้องที่ 2 ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวเลมอแกน

ส่วนประเด็นที่สาม : ปัญหาสถานะบุคคลและสถานะทางทะเบียน ข้อเท็จจริงปรากฏว่าสมาชิกชุมชนส่วนใหญ่ได้รับการรับรองสถานะและมีบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว ที่เหลืออยู่ระหว่างการพิสูจน์สถานะและตรวจสารพันธุกรรม โดยอำเภอเมืองระนอง (ผู้ถูกร้องที่ 3) ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และต่อมาได้เข้าร่วมโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนของสำนักงาน กสม. ซึ่งอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติให้กับชาวเลมอแกนเกาะพยามที่ยังไม่มีบัตรประจำตัว จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 3 ละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไปยัง อบต.เกาะพยาม ให้เร่งจัดหาน้ำที่สะอาดและปลอดภัยให้แก่ชุมชนชาวเลมอแกนอย่างเพียงพอและทั่วถึง เช่น การจัดให้มีเครื่องกรองน้ำที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งประสานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเกาะพยาม ตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เร่งดำเนินการตามประกาศ เรื่อง ข้อกำหนด หลักเกณฑ์ มาตรการการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2569 ลงวันที่ 27 มกราคม 2569 โดยกำหนดแผนการดำเนินงานและกรอบระยะเวลาการดำเนินการในแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจน และประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนกลุ่มเป้าหมายได้รับทราบและมีส่วนร่วมในการดำเนินการ

นอกจากนี้ ยังให้ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จัดทำข้อมูลประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลมอแกนเกาะพยาม ตามมาตรา 32 พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 เพื่อเป็นฐานข้อมูลประกอบการพิจารณากำหนดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้มีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย และร่วมกับ อบต.เกาะพยาม สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ครัวเรือนให้กับชุมชนชาวเลมอแกนเกาะพยาม รวมทั้งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ศึกษาและพัฒนาแนวทางการจัดให้มีไฟฟ้าบนพื้นที่เกาะห่างไกล โดยใช้พลังงานทางเลือกหรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กอัจฉริยะร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานระดับชุมชน ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 56 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560


แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ไทยพีบีเอส’ ย้ำ ‘สื่อสาธารณะ’ต้องเป็นอิสระ ปมปรับที่มารายได้เป็นงบรัฐ
‘ไทยพีบีเอส’ ย้ำ ‘สื่อสาธารณะ’ต้องเป็นอิสระ ปมปรับที่มารายได้เป็นงบรัฐ