News Logo
หน้าแรก
'วีระพงศ์' แถลงนโยบายศาล ยธ. ย้ำหลักนิติธรรม เยียวยา-รับความท้าทาย

'วีระพงศ์' แถลงนโยบายศาล ยธ. ย้ำหลักนิติธรรม เยียวยา-รับความท้าทาย

2 ต.ค. 2569 15:08
ผู้ชม 11 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ประธานศาลฎีกาคนที่ 52 แถลงนโยบายบริหารศาลยุติธรรม มุ่งสู่ "องค์กรที่พร้อมรับความท้าทาย เพื่อความยุติธรรมสำหรับทุกคน" สร้างหลักประกันความสงบสุข-เยียวยาทุกมิติ

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ประธานศาลฎีกาคนที่ 52 ได้แถลงนโยบายบริหารศาลยุติธรรมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ณ อาคารศาลฎีกา สนามหลวง โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านระบบ Zoom ไปยังผู้พิพากษาและบุคลากรศาลยุติธรรมทั่วประเทศ นโยบายดังกล่าวเป็นแนวทางการดำเนินงานที่มุ่งพัฒนาและขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมของไทยภายใต้วิสัยทัศน์ “องค์กรที่พร้อมรับความท้าทาย เพื่อความยุติธรรมสำหรับทุกคน” ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญ 3 ประการหลัก ได้แก่ การสร้างหลักประกันความสงบสุขของสังคม, การพัฒนากระบวนการยุติธรรมเพื่อการเยียวยาผู้เสียหายอย่างครอบคลุม และการขับเคลื่อนศาลยุติธรรมให้เป็นองค์กรที่พร้อมรับความท้าทายในทุกมิติ เพื่อตอบโจทย์การอำนวยความยุติธรรมในยุคการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและสังคมต่อศาลยุติธรรม

ในการแถลงนโยบายครั้งนี้ นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ได้เน้นย้ำถึงภารกิจหลักของศาลยุติธรรมในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างเท่าเทียม โดยรายละเอียดของนโยบายทั้งสามประการมีดังนี้:

1. "หลักประกันความสงบสุขของสังคม" (Upholding the Rule of Law): ประธานศาลฎีกาคนที่ 52 ได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะยึดมั่นในหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งขยายโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความยุติธรรม (Access to Justice) ได้อย่างกว้างขวางและสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังส่งเสริมการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ (Protection of the Public Interest) ด้วยการอำนวยความยุติธรรมที่เปี่ยมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ และความเที่ยงธรรมสูงสุด โดยมีเป้าหมายหลักในการป้องกันไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือนไปจากเจตนารมณ์ที่แท้จริง

นโยบายในข้อนี้ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค สร้างสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลกับการรักษาความปลอดภัยของสังคมโดยรวม รวมถึงการปรับปรุงการลงโทษทางอาญาให้มีความสัดส่วนและเหมาะสมกับลักษณะของผู้กระทำความผิดแต่ละราย โดยจะพัฒนากลไกการกำหนดโทษให้มีความโปร่งใส สามารถรับฟังข้อมูลได้อย่างรอบด้าน เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างยุติธรรมที่สุด

เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน จะมีการปรับปรุงกฎหมายและแนวปฏิบัติให้ทันสมัย พร้อมทั้งพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการใช้สิทธิทางศาลได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังส่งเสริมบทบาทของการใช้สิทธิทางศาลในการระงับข้อพิพาทหรือความเดือดร้อนของบุคคลในชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระดับท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์สาธารณะ นายวีระพงศ์ได้ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงมาตรการและกลไกการพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้เอื้อต่อการเข้าถึงของภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยจะเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดได้ไปจากการทุจริตคืนสู่รัฐอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนพัฒนาและปรับปรุงระบบการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการสงวนรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คดีวินัยจราจร และคดีอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อความปลอดภัยสาธารณะ ให้ทันสมัยและเท่าทันต่อสภาพปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคมปัจจุบัน

2. "กระบวนการยุติธรรมเพื่อการเยียวยา" (Therapeutic Justice): นโยบายข้อนี้มุ่งยกระดับบทบาทของศาลยุติธรรมในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยจะพัฒนากลไกทางกฎหมายและแนวปฏิบัติเพื่อดูแลผู้เสียหายให้ได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมและได้รับการเยียวยาอย่างครอบคลุมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจ หรือการชดเชยความเสียหายทางการเงิน ซึ่งรวมถึงการบังคับคดีและการติดตามทรัพย์สินในคดีที่เกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชยและฟื้นฟูอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังสนับสนุนบทบาทของชุมชนในการใช้สิทธิทางศาลเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของบุคคลและสังคมโดยรวม เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันในการสร้างสรรค์สังคมที่ปลอดภัยและเป็นธรรม

3. "องค์กรที่พร้อมรับความท้าทาย" (A Resilient Organization): ประธานศาลฎีกาได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาศาลยุติธรรมให้เป็นองค์กรที่ทันสมัยและยืดหยุ่น สามารถปรับตัวและรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงระบบงานคดี ระบบงานธุรการ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้มีความพร้อมในการอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบงาน จะให้ความสำคัญกับการสร้างสุขภาวะที่ดีในการทำงานของบุคลากรศาลยุติธรรม เพิ่มพูนทักษะความรู้และวิทยาการใหม่ ๆ ให้แก่บุคลากร เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ และสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้ นอกจากนี้ การบริหารจัดการองค์กรจะดำเนินการอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล มุ่งสู่การเป็นองค์กรทันสมัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจและการดำเนินงานทุกขั้นตอน

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ท่านประธานศาลฎีกาได้ประกาศนโยบายให้ทุกภาคส่วนทราบแล้ว สำนักงานศาลยุติธรรมและศาลยุติธรรมทั่วประเทศจะผนึกกำลังร่วมใจกันนำนโยบายเหล่านี้มาเป็นแนวทางหลักในการขับเคลื่อนการทำงานตลอดปีงบประมาณ 2570 โดยรายละเอียดของการดำเนินงานตามนโยบายแต่ละข้อได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อให้การผลักดันนโยบายเกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน และเพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ นโยบายประธานศาลฎีกา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พร้อมให้ประชาชนและผู้สนใจดาวน์โหลดในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานศาลยุติธรรม https://opsc.coj.go.th/th/content/category/detail/id/10/iid/585541 เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจในรายละเอียดต่อไป.

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ไทยพีบีเอส’ ย้ำ ‘สื่อสาธารณะ’ต้องเป็นอิสระ ปมปรับที่มารายได้เป็นงบรัฐ
‘ไทยพีบีเอส’ ย้ำ ‘สื่อสาธารณะ’ต้องเป็นอิสระ ปมปรับที่มารายได้เป็นงบรัฐ