News Logo
หน้าแรก
ศาลสั่งประหารชีวิต‘โกทร-พวก’ ร่วมกันฆ่า ‘สจ.โต้ง’ พร้อมสั่งชดใช้ 8 แสน

ศาลสั่งประหารชีวิต‘โกทร-พวก’ ร่วมกันฆ่า ‘สจ.โต้ง’ พร้อมสั่งชดใช้ 8 แสน

24 ก.ย. 2569 14:11
ผู้ชม 58 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ศาลอาญาพิพากษาสั่งประหาร 'โกทร' และจำเลยที่ 1,2,4 ในข้อหาร่วมกันฆ่า 'สจ.โต้ง' ก่อนลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต พร้อมสั่งชดใช้ค่าสินไหม 8 แสนบาท

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.629/2568 คดีร่วมกันฆ่า นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ (อดีต สจ.โต้ง) ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยรวม 8 ราย ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน

สำหรับจำเลยที่ 1-8 ประกอบด้วย นายธนศรัณย์กรณ์ เตชะธนัตถ์โชติ (จำเลยที่ 1) นายศักดิ์สิทธิ์ หรือตูน ชินวงษ์ (จำเลยที่ 2) นายธนภัทร หรือแนว ส่งแสง (จำเลยที่ 3) นายอภิสิทธิ์ หรือบาส สดชื่น (จำเลยที่ 4) นายสิทธิชัย หรือจิ้ม ศรีภักดี (จำเลยที่ 5) นายภัทรนนท์ หรืออ๊อฟ บุญชู (จำเลยที่ 6) นายสุนทร วิลาวัลย์ หรือ ‘โกทร’ อดีตนายก อบจ.ปราจีนบุรี และอดีต รมช.สาธารณสุข (จำเลยที่ 7) และ น.ส.มินช์ญารัศน์ หรือเมย์ พชระมารกุล (จำเลยที่ 8)

ทั้งนี้ มีรายงานว่า เมื่อเบิกตัวจำเลยทั้ง 8 คน เข้าสู่ห้องพิจารณาคดี พบว่า นายสุนทร วิลาวัลย์ สวมแว่นตาและแต่งกายด้วยชุดผู้ต้องขังตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ และนั่งมาบนรถเข็นวีลแชร์ซึ่งมีหนึ่งในจำเลยที่เป็นลูกน้องเป็นผู้เข็นให้ เมื่อเข้ามาในห้องพิจารณาคดี นายสุนทรได้ยกมือไหว้และยิ้มทักทายกลุ่มคนที่มาร่วมรับฟังการพิจารณาคดี ซึ่งคาดว่าเป็นผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกัน

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐาน ล้วรับฟังเป็นข้อยุติว่า เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 67 นายชัยเมศร์ (ผู้ตาย) พร้อมพวกอีกประมาณ 20 คน ได้เดินทางมาที่บ้านของจำเลยที่ 7 หรือนายสุนทร ที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับ สนับสนุนให้ภรรยาของผู้ตายลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีพยานเบิกความว่า ผู้ตายได้เข้าไปหาจำเลยที่ 7 เพียงคนเดียว ก่อนที่จำเลยที่ 7 ได้ลงมาจากบริเวณชั้น 2 ของบ้าน และลงมาพูดคุยกับผู้ตาย โดยมีการโต้เถียงกันจนจำเลยที่ 7 ร้องไห้

จากนั้น นายชัยเมศร์ได้ก้มลงกราบและจะเดินออกมาจากบ้าน แต่ระหว่างที่รอประตูรั้วเปิดนายชัยเมศร์ได้เปลี่ยนใจ และตัดสินใจเดินกลับเข้าไปภายในบ้านโดยใช้ประตูด้านข้างสระว่ายน้ำ พยานเบิกความด้วยว่า หลังนายชัยเมศร์เข้าไปในบ้านนานกว่า 20 นาที ตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมากกว่า 10 นัด และมีคนตะโกนว่านายชัยเมศร์ถูกยิง จึงได้มีการตะโกนบอกฝั่งพรรคพวกของให้เตรียมรถนำตัวผู้ตายไปส่งที่โรงพยาบาล

ทั้งนี้ แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานในขณะเกิดเหตุ แต่ได้จากการตรวจสอบพยานแวดล้อมและผลการตรวจพิสูจน์จากตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านวิถีกระสุนปืนและเขม่าดินปืน ซึ่งนำหลักฐานจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์มาจำลองการยิงในรูปแบบต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบระยะการยิง และพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้ใดเป็นผู้ลงมือยิง และผู้ใดอยู่ในจุดใกล้หรือไกลในขณะเกิดเหตุ

โดยจากผลการจำลองมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1,2 ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง สอดคล้องกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ,2 ประกอบในร่างของผู้ตายมีกระสุน 2 แบบ ส่วนจำเลยที่ 4 อ้างว่าตัวเองไปหลบอยู่ภายในห้องเก็บของ แต่จากการจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ รวมถึงคราบเขม่าดินปืนที่ติดอยู่กับตัวจำเลยที่ 4 จึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 4 อยู่ในบริเวณที่ยิงกัน และจำเลยที่ 4 เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 7 เคยสั่งว่าหากผู้ตายมาที่บ้าน 'ให้ฟาดมันเลย' ทำให้เชื่อได้ว่า คือตัวการร่วมกันกระทำความผิด

จากการตรวจสอบเขม่าดินปืนของ จำเลยที่ 7 พิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 7 ได้ใช้อาวุธปืนของจำเลยที่ 2 ที่เป็นอาวุธปืนลูกซองยาวมายิง 3 นัด ทำให้เชื่อได้ว่า ตัวการร่วมกันกระทำความผิดใช้อาวุธปืนยิง มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่การกระทำของ 1,2,4,7 ไม่เข้าข่ายการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เนื่องจากไม่ได้มีการประชุมวางแผนการ และผู้ตายเป็นคนเดินกลับเข้ามาหาเอง ประกอบกับจำเลยที่ 1, 2, 4 เป็นลูกน้องที่อยู่กับจำเลยที่ 7 ก่อนแล้วไม่ได้เรียกมารวมตัวกัน และไม่มีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ จึงไม่อาจบ่งชี้ว่าเป็นการวางแผนล่วงหน้า

ส่วนที่จำเลยที่ 7 อ้างว่า ได้ใช้อาวุธปืนยิงออกไปนอกบ้าน 3 นัดเพื่อข่มขู่นั้น ศาลเห็นว่าเป็นเพียงการยกข้ออ้างขึ้นมาสู้คดีในภายหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับผลตรวจคราบเขม่าดินปืน จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟัง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของจำเลยที่ 3, 5 และ 6 ว่าจะมีส่วนเป็นตัวการร่วมด้วยหรือไม่นั้น โจทก์มีเพียงหลักฐานผลการตรวจคราบเขม่าดินปืนเท่านั้น จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่า จำเลยทั้ง 3 คน ได้ร่วมลงมือ และฆ่าผู้ตาย จึงมีเหตุอันสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยทั้ง 3 คน

ส่วนจำเลยที่ 8 พบว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในวันเกิดเหตุ ระหว่างขับรถผ่านหน้าบ้านของจำเลยที่ 7 พบว่ามีรถยนต์และคนจำนวนมากอยู่ที่หน้าบ้าน แชทแจ้งเตือนจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ได้รายงานให้ความหรือให้ความช่วยเหลือ พิจารณาหลักฐานทั้งหมด ไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 8 กระทำความผิด ความสงสัยจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย

ส่วนจำเลยที่ 1-7 กระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรหรือไม่นั้น คดีนี้พยานหลักฐานของโจทก์พิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 1-7 ร่วมกันฆ่าผู้ตายเฉพาะหน้าไม่ได้มีการวางแผน และจำเลยที่ 1- 7 ไม่ได้มีการประชุมรับฟังคำสั่งแบ่งหน้าที่กระทำการสมคบคิดร่วมกันฆ่าผู้ตาย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ากระทำผิดฐานซ่องโจร

ส่วนเรื่องคำขอค่าสินไหมทดแทนจากผู้ร้อง ซึ่งคือพี่ชายของผู้ตาย และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก ได้ขอค่าสินไหมทดแทนจากการทำพิธีปลงศพ โดยเป็นเงินจำนวนกว่าหนึ่งล้านบาท แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรให้จำเลยที่ 1, 2,4,7 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 801,400 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ส่วนจำเลยที่ 3, 5, 6, 8 ไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้

ศาลพิพากษาการกระทำของจำเลย 1, 2, 3, 4, 5,7 ผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมตามกระทงความผิดไป ในฐานฆ่าผู้อื่น เป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นโทษหนักสุด ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1,2,4,7 ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน แต่มีเหตุให้ลดโทษ เหลือจำคุกตลอดชีวิต และให้ร่วมกัน ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 801,400 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี 

ส่วนจำเลยที่ 3 และ 5 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ให้จำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 8 เดือน ปรับ 7,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 5 เป็นเวลา 1 ปี 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 และ 5 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญามีกำหนดไว้ 2 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 6 และจำเลยที่ 8 ส่วนข้อหาสมคบกันซ่องโจรและข้อหาอื่น ๆ ให้ยกฟ้อง

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการพิจารณาคดี นายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความของ น.ส.ณภาภัช อัญชสาณิชมน ภรรยาผู้เสียชีวิต ให้สัมภาษณ์ว่า คนเราจะเบิกความอย่างไรก็ได้ แต่ไม่สามารถโกหกหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ได้ คำพิพากชี้ชัดว่าพบเขม่าดินปืนที่ตัวจำเลย รวมถึงมีการจำลองเหตุการณ์ระบุตำแหน่งของแต่ละบุคคล ซึ่งต้องขอบคุณกองบังคับการปราบปรามที่เข้ามาทำคดีนี้อย่างรัดกุม จนผลนิติวิทยาศาสตร์ออกมาเด่นชัดว่า นายสุนทร (จำเลยที่ 7) มีส่วนเกี่ยวข้อง และจากคำพิพากษายังเชื่อได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ลงมือยิงด้วยซ้ำ

นายนิติศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในวันนี้ น.ส.ณภาภัช ได้รับความเป็นธรรมจากศาลหลังต้องสูญเสียสามี ส่วนในอนาคตจะมีการอุทธรณ์หรือฎีกาต่อหรือไม่นั้นต้องรอดูต่อไป สำหรับจำเลยในส่วนที่ศาลสั่งยกฟ้อง ก็น้อมรับคำตัดสิน ซึ่งการพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ จะต้องนำคำพิพากษาฉบับเต็มมาศึกษาอย่างละเอียดอีกครั้ง

เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกของภรรยาผู้เสียชีวิต นายนิติศักดิ์ เปิดเผยว่า น.ส.ณภาภัช ขอขอบคุณศาลและสื่อมวลชนที่ช่วยเกาะติดคดีนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ จนนำมาซึ่งความยุติธรรมในวันนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ปกรณ์’ย้ำต้องปฏิรูปขนานใหญ่ทั้งราชการ-กฎหมาย-ภาษีรับมือโลกเปลี่ยนเร็ว
‘ปกรณ์’ย้ำต้องปฏิรูปขนานใหญ่ทั้งราชการ-กฎหมาย-ภาษีรับมือโลกเปลี่ยนเร็ว