News Logo
หน้าแรก
กสม.ชี้บริษัทไม่รับผู้ชายทำงานจนท.เงินเดือน เป็นการเลือกปฏิบัติ

กสม.ชี้บริษัทไม่รับผู้ชายทำงานจนท.เงินเดือน เป็นการเลือกปฏิบัติ

24 ก.ย. 2569 17:01
ผู้ชม 9 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

กสม.ชี้กรณีร้องบริษัทเอกชน จ.สุราษฎร์ธานี ไม่รับผู้ชายทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่เงินเดือน เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ โดยไม่มีเหตุผลสมควร

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ผู้ร้องเห็นประกาศรับสมัครงานของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้อง) ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยรับสมัครตำแหน่งเจ้าหน้าที่เงินเดือน (Payroll Officer) ปฏิบัติงาน ณ สำนักงานใหญ่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งกำหนดคุณสมบัติรับผู้สมัครเฉพาะเพศหญิง ผู้ร้องเห็นว่า ตำแหน่งงานดังกล่าวบุคคลทุกเพศสามารถปฏิบัติงานได้ จึงสมัครงานผ่านแอปพลิเคชันไลน์ของผู้ถูกร้อง แต่ได้รับการปฏิเสธโดยให้เหตุผลเพียงว่าผู้บริหารรับเฉพาะผู้หญิงเข้าปฏิบัติงานเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และประสงค์ทำงานใกล้บ้าน แต่ตำแหน่งงานลักษณะนี้ของบริษัทในต่างจังหวัดมักกำหนดคุณสมบัติรับเฉพาะเพศหญิง
ผู้ร้องเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้องและผู้ว่างงาน จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 มาตรา 3 นิยาม “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” ว่าเป็นการกระทำหรือไม่กระทำการใดอันเป็นการแบ่งแยก กีดกัน หรือจำกัดสิทธิประโยชน์ใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยปราศจากความชอบธรรมเพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นเพศชาย เพศหญิงหรือเพศอื่น ๆ และมาตรา 17 บัญญัติว่า การกำหนดนโยบาย หรือวิธีปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรเอกชนในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศจะกระทำมิได้ เว้นแต่เพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัย หรือเพื่อความมั่นคงของประเทศ

กสม. เห็นว่าแม้การกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครในประกาศรับสมัครงาน เป็นเพียงขั้นตอนก่อนการจ้างงาน ซึ่งผู้สมัครงานและผู้ว่าจ้างยังไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างและลูกจ้างอย่างเป็นทางการ จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แต่ประกาศรับสมัครงานของผู้ถูกร้องที่กำหนดคุณสมบัติเฉพาะเพศหญิงเป็นประกาศหรือวิธีปฏิบัติขององค์กรเอกชน ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ซึ่งการที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า การรับสมัครเฉพาะพนักงานหญิงในตำแหน่งดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติที่ยึดถือกันมาและเพราะแผนกมีบุคลากรเป็นเพศหญิงทั้งหมด ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการคุกคามทางเพศในสถานที่ทำงานหากมีบุคลากรเพศชายมาปฏิบัติงานร่วม เห็นว่างานด้านเอกสารและระบบข้อมูลเป็นงานที่บุคคลทุกเพศสามารถปฏิบัติได้ ส่วนความเสี่ยงด้านการคุกคามทางเพศนั้นเป็นการสรุปเหมารวมบุคคลจากเพศโดยไม่พิจารณาคุณลักษณะของบุคคลแต่ละราย ซึ่งผู้ถูกร้องในฐานะนายจ้างมีหน้าที่ต้องป้องกันไม่ว่าพนักงานจะเป็นเพศใด และสามารถดำเนินการได้ด้วยมาตรการที่ไม่จำกัดสิทธิของผู้อื่น เหตุผลของผู้ถูกร้องจึงไม่เข้าข่ายข้อยกเว้นตามมาตรา 17 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558

การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งการประกาศรับสมัครงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่เงินเดือนเฉพาะเพศหญิง และการปฏิเสธการสมัครงานของผู้ร้องซึ่งเป็นเพศชาย จึงเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ขัดกับหลักความเสมอภาค และกระทบต่อเสรีภาพในการประกอบอาชีพและสิทธิในการเข้าถึงการจ้างงานอย่างเท่าเทียมโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนตามที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองไว้ในมาตรา 27 และมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 111 รวมทั้งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 3 มาตรา 17 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

กสม. ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ผู้ถูกร้องเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ย่อมมีความรับผิดชอบตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) และหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ซึ่งต้องจัดให้มีกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า แม้ผู้ถูกร้องมีนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ปี 2566 แต่ในกระบวนการ
จัดทำประกาศรับสมัครงานไม่มีขั้นตอนการตรวจสอบให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่องของกระบวนการ HRDD ของผู้ถูกร้อง อันไม่สอดคล้องกับความรับผิดชอบของบริษัทและแนวปฏิบัติของสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างไรก็ดี ภายหลังมีเรื่องร้องเรียนผู้ถูกร้องตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวแล้ว โดยได้ยกเลิกประกาศรับสมัครงานตำแหน่งนี้ พร้อมจัดทำประกาศนโยบายบริหารงานบุคคลด้านสิทธิมนุษยชนตามมา

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังบริษัทเอกชนผู้ถูกร้อง ให้จัดทำหนังสือขอโทษถึงผู้ร้อง และตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาตามคำร้องนี้ซ้ำ พร้อมทั้งให้ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนและการไม่เลือกปฏิบัติ ตลอดจนกรอบการดำเนินงานตามกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) และหลักการ UNGPs ให้กับเจ้าหน้าที่ในองค์กรทุกระดับ

ทั้งนี้ ให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เร่งเผยแพร่ความรู้เรื่องข้อห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศแก่สถานประกอบการทั่วประเทศ โดยเฉพาะในขั้นตอนประกาศรับสมัครงานและคัดเลือกบุคลากรด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง
กสม.

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ปกรณ์’ย้ำต้องปฏิรูปขนานใหญ่ทั้งราชการ-กฎหมาย-ภาษีรับมือโลกเปลี่ยนเร็ว
‘ปกรณ์’ย้ำต้องปฏิรูปขนานใหญ่ทั้งราชการ-กฎหมาย-ภาษีรับมือโลกเปลี่ยนเร็ว