News Logo
หน้าแรก
ฉบับเต็ม! บทเรียนสิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติด กลายเป็นชิงทรัพย์

ฉบับเต็ม! บทเรียนสิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติด กลายเป็นชิงทรัพย์

20 ก.ย. 2569 09:17
ผู้ชม 105 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"...แม้ ส.ต.อ. ว. จะอ้างว่าได้รับรายงานจากสายลับว่าจะมีการซื้อขายยาเสพติด จึงเป็นกรณีเร่งด่วน ทำให้ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการที่ต้องให้มีการลงบันทึกประจำวัน และไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แต่ศาลเห็นว่า แม้จะได้รับรายงานจากสายลับว่าจะมีการซื้อขายยาเสพติดก็ตาม ก็ไม่ใช่กรณีเร่งด่วนที่จะยกเว้นให้ ส.ต.อ. ว. ดำเนินการโดยพลการโดยไม่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาและไม่แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ..."

หมายเหตุ : จากกรณี สำนักข่าว Next News นำเสนอรายงานพิเศษ บทเรียนข้าราชการไทย (24) : สิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติดสู่คำสั่งไล่ออก เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น ซึ่งมีการหยิบยกกรณี สิบตำรวจเอก ว. เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งอ้างว่าออกปฏิบัติการ “ล่อซื้อยาเสพติด” แต่ไม่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ไม่ได้รายงานก่อนปฏิบัติหน้าที่ และไม่ได้ลงบันทึกประจำวันหรือบันทึกหมายเลขธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อไว้เป็นหลักฐาน ท้ายที่สุด จากภารกิจที่เจ้าตัวอ้างว่าเป็นการปราบปรามยาเสพติด กลับนำไปสู่การถูกสอบสวนทางวินัย และมีคำสั่ง ไล่ออกจากราชการ ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ แม้ต่อมาศาลในคดีอาญาจะ พิพากษายกฟ้อง และคดีถึงที่สุด แต่คำสั่งไล่ออกจากราชการยังคงอยู่ และท้ายที่สุด ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน เห็นว่าคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการชอบด้วยกฎหมาย ได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นอย่างมาก และมีการสอบถามถึงรายละเอียดผลคดีความกรณีนี้ เข้ามาจำนวนมาก

บทเรียนข้าราชการไทย (24) : สิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติดสู่คำสั่งไล่ออก

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดฉบับเต็ม ข้อมูลคดีความของ สิบตำรวจเอก ว. เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ผู้นี้

****************

บทเรียน ล่อซื้อยาเสพติด กลายเป็นชิงทรัพย์

การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ซึ่งในการจับกุมบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจะใช้กำลังกับผู้ที่ถูกจับกุมได้ แต่จะต้องพบว่าบุคคลนั้นได้มีพฤติการณ์ที่ได้กระทำการอันฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายและมีพฤติการณ์หลบหนี โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงตัวเพื่อจับกุมแล้ว และการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นจะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายระเบียบกำหนดให้กระทำได้ เพราะการจับกุมบุคคลนั้นเป็นกระทำที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ถูกจับกุม

และนอกจากนี้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น การบังคับบัญชา การสั่งการ การมอบหมายหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาก็เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับกุมผู้กระทำความผิดในเรื่องสำคัญจะต้องกระทำอย่างรอบคอบ ตามขั้นตอนทั้งก่อนจับกุม ขณะจับกุม และภายหลังการจับกุม เช่น การจับกุมผู้ที่จำหน่ายยาเสพติดโดยวิธีการล่อซื้อจะต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน ปราศจากข้อสงสัยเพื่อให้ศาลสามารถนำพยานหลักฐานที่ได้มาพิจารณาลงโทษผู้กระทำผิดได้

ในการออกปฏิบัติหน้าที่จะต้องจัดทำหลักฐานสำเนาภาพถ่ายเอกสาร หรือลงรายงานบันทึกประจำวันหมายเลขธนบัตรที่จะใช้ในการล่อซื้อยาเสพติดเป็นหลักฐานก่อนออกปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะต้องมีการเตรียมการวางแผนขั้นตอนการปฏิบัติให้รอบคอบ เพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่และเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อไป

การที่ระเบียบกรมตำรวจ (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) กำหนดให้ตำรวจต้องลงบันทึกประจำวันหรือรายงานประจำวันที่ตำรวจจัดทำขึ้นเพื่อบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ของตำรวจ เมื่อการล่อซื้อยาเสพติดเป็นงานในหน้าที่ของตำรวจ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ลงรายงานประจำวันการล่อซื้อยาเสพติดครั้งนั้นจะมีผลอย่างไรอ้าง “ล่อซื้อยาเสพติด” แต่ไม่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา

ประเด็นพิพาท สิบตำรวจเอก ว. (ส.ต.อ. ว.) ได้เข้าตรวจค้นนายอิสมาแอ ขณะลงจากรถหน้าบริเวณสถานบริการแห่งหนึ่ง โดยใช้อาวุธปืนจ่อที่ศีรษะ แต่นายอิสมาแอวิ่งหนี ส.ต.อ. ว. จึงได้ใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าหลายนัดเพื่อข่มขู่

เมื่อ ส.ต.อ. ว. วิ่งตามไปทัน ได้สั่งให้นายอิสมาแอนอนคว่ำและใช้เท้าเหยียบที่แผ่นหลังของนายอิสมาแอ เพื่อทำการตรวจค้นร่างกาย แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใด ๆ ส.ต.อ. ว. ได้ล้วงเอากระเป๋าของนายอิสมาแอติดตัวไปด้วย นายอิสมาแอจึงได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีอาญากับ ส.ต.อ. ว. ในความผิดฐานพยายามฆ่าและชิงทรัพย์

ขณะเกิดเหตุ ส.ต.อ. ว. ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 อยู่ในบังคับบัญชาของร้อยตำรวจโท ณรงค์ ทรัพย์สมบูรณ์ โดยมีคำสั่งกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 443 ที่ 01/2550 ลงวันที่ 25 มกราคม 2550 ให้ ส.ต.อ. ว. รับผิดชอบหมวดจักรยานยนต์ ทำหน้าที่พนักงานวิทยุ และมีหน้าที่เข้าเวรยามรักษาความปลอดภัยของหน่วย

ยิงปืนขู่–เหยียบหลัง ตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

ต่อมาผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 ได้รับหนังสือแจ้งจากรองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน ปฏิบัติราชการแทนผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา ว่าเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2549 เวลา 00.30 น. ส.ต.อ. ว. ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงนายอิสมาแอ หะยีดอเลาะ และเอาทรัพย์สินของนายอิสมาแอไป

พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา ส.ต.อ. ว. ข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ พาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันควร

ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาสิบตำรวจโท สาโรจน์ รุมภักดี ว่าร่วมกับ ส.ต.อ. ว. กระทำผิดในข้อหาร่วมกันชิงทรัพย์ผู้อื่นโดยมีและใช้อาวุธปืน

เปิดปมสำคัญ! ไม่ลงบันทึกประจำวัน–ไม่มีหลักฐานเงินล่อซื้อ

ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย ส.ต.อ. ว. กับพวก

ส.ต.อ. ว. ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่ล่อซื้อยาเสพติดตามที่ได้รับแจ้งจากสายข่าว โดยเปิดโรงแรมปาร์ควิวเพื่อให้สายลับและผู้ซื้อมาส่งของในห้องพัก แต่ในการปฏิบัติการเพื่อล่อซื้อยาเสพติด ไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบก่อน และไม่ได้ลงบันทึกประจำวันตามระเบียบที่กำหนด เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วน

ส่วนสายลับนั้น ส.ต.อ. ว. ไม่ทราบที่อยู่ที่แน่นอน จึงไม่สามารถติดต่อมาให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนได้

ขณะที่ผู้บังคับบัญชายืนยันว่า ส.ต.อ. ว. ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่พนักงานวิทยุ ไม่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ชุดการข่าวหรือชุดป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

คณะกรรมการสอบสวนจึงเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ต.อ. ว. ไม่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา และไม่ได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

กรรมการวินัยชี้ “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” สั่งไล่ออกจากราชการ

คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาว่า การที่ ส.ต.อ. ว. ใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่ ทำร้ายร่างกายและเอาเงินของนายอิสมาแอไปโดยไม่มีเหตุผล เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 79 (5) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

ในชั้นแรกคณะกรรมการสอบสวนมีมติเห็นควรปลดออกจากราชการ แต่คณะกรรมการกลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษพิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์เข้าข่ายเป็นการกระทำอันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จึงมีมติ ให้ไล่ ส.ต.อ. ว. ออกจากราชการ

ต่อมาผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 มีคำสั่งที่ 159/2554 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 แก้ไขเพิ่มเติมตามคำสั่งที่ 178/2554 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ไล่ ส.ต.อ. ว. ออกจากราชการ

ส.ต.อ. ว. ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ แต่มีมติยกอุทธรณ์ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

คดีพลิก! ศาลจังหวัดยะลายกฟ้องคดีอาญาจนถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้น ศาลจังหวัดยะลาได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 3105/2555 คดีหมายเลขแดงที่ 2740/2556 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2556 พิพากษายกฟ้อง ส.ต.อ. ว. กับพวก ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ร่วมกันชิงทรัพย์ และร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

คดีถึงที่สุด

จึงเกิดประเด็นสำคัญตามมาว่า เมื่อคดีอาญาศาลพิพากษายกฟ้องแล้ว คำสั่งไล่ ส.ต.อ. ว. ออกจากราชการจะยังชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

พ้นคดีอาญา แต่เหตุใดโทษวินัย “ไล่ออก” ยังอยู่?

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาข้อเท็จจริงจากการสอบสวนทางวินัย พบว่า ส.ต.อ. ว. ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบหมวดจักรยานยนต์ ทำหน้าที่พนักงานวิทยุ และเข้าเวรยามรักษาความปลอดภัยของหน่วย ไม่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ชุดการข่าวหรือชุดป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

นอกจากนี้ ส.ต.อ. ว. ก็ยอมรับว่า ไม่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และในการออกปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้จัดทำหลักฐานสำเนาภาพถ่ายเอกสาร หรือลงบันทึกประจำวันหมายเลขธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อเป็นหลักฐานก่อนออกปฏิบัติหน้าที่ และไม่ได้รายงานการปฏิบัติหน้าที่ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

ศาลเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการผิดวิสัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเข้าทำการล่อซื้อยาเสพติด ซึ่งจะต้องเตรียมการและวางแผนให้รอบคอบรัดกุม

อ้างเหตุเร่งด่วนไม่ได้ ศาลชี้ไม่ใช่เหตุให้ “ดำเนินการโดยพลการ”

แม้ ส.ต.อ. ว. จะอ้างว่าได้รับรายงานจากสายลับว่าจะมีการซื้อขายยาเสพติด จึงเป็นกรณีเร่งด่วน ทำให้ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการที่ต้องให้มีการลงบันทึกประจำวัน และไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

แต่ศาลเห็นว่า แม้จะได้รับรายงานจากสายลับว่าจะมีการซื้อขายยาเสพติดก็ตาม ก็ไม่ใช่กรณีเร่งด่วนที่จะยกเว้นให้ ส.ต.อ. ว. ดำเนินการโดยพลการโดยไม่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาและไม่แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

อีกทั้งพฤติการณ์ของ ส.ต.อ. ว. ที่ใช้อาวุธปืนข่มขู่นายอิสมาแอ พร้อมทั้งขู่บังคับให้นอนคว่ำ แล้วเอาเท้าเหยียบบริเวณแผ่นหลัง ก่อนตรวจค้นตัวแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และ ไม่ปรากฏพฤติกรรมที่แสดงว่ามีการซื้อขายยาเสพติด

ตำรวจผู้รักษากฎหมาย แต่กลับกระทำไม่ถูกต้องตามกฎหมายเสียเอง

ศาลปกครองสูงสุดจึงเห็นว่า การกระทำของ ส.ต.อ. ว. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รักษากฎหมายกระทำการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายเสียเอง

พฤติการณ์ของ ส.ต.อ. ว. จึงเป็นการกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 79 วรรคหนึ่ง (5) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

บรรทัดฐานสำคัญ! “คดีอาญา” กับ “คดีวินัย” แยกกันพิจารณา

สำหรับข้อโต้แย้งสำคัญที่ว่า ศาลจังหวัดยะลาพิพากษายกฟ้องคดีอาญาแล้ว ส.ต.อ. ว. จึงไม่ควรถูกลงโทษทางวินัยนั้น

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การดำเนินการทางวินัยเป็นคนละส่วนกับการดำเนินการทางอาญา

การดำเนินการทางวินัยเป็นมาตรการควบคุมการรักษาวินัยของข้าราชการ การรับฟังพยานหลักฐานในการลงโทษทางวินัยจึงต้องรับฟังตามการสอบสวนวินัยของคณะกรรมการสอบสวน และพิจารณาจากพยานหลักฐานและพฤติการณ์การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ โดยไม่จำต้องรับฟังตามคำวินิจฉัยและผลคำพิพากษาในคดีอาญา

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน “ไล่ออก” ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อข้อเท็จจริงจากการสอบสวนทางวินัยรับฟังได้ว่า ส.ต.อ. ว. ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ พกพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และยิงปืนโดยไม่มีเหตุอันสมควรข่มขู่ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

ศาลปกครองสูงสุดจึงเห็นว่า การที่ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 มีคำสั่งลงโทษ ไล่ ส.ต.อ. ว. ออกจากราชการ เป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมและคำสั่งชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อคำสั่งไล่ออกจากราชการชอบด้วยกฎหมาย การพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจที่มีมติยกอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น

พิพากษายืน

บทเรียนสำคัญ “อาญายกฟ้อง” ไม่ได้ทำให้โทษวินัยสิ้นสุดตามไปด้วย

สาระสำคัญจากคดีนี้ คือ การดำเนินคดีอาญากับการดำเนินการทางวินัยเป็นกระบวนการที่แยกออกจากกัน และมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน

การดำเนินคดีอาญามุ่งพิสูจน์ความผิดของจำเลยเพื่อการลงโทษทางอาญา ซึ่งต้องพิสูจน์ความผิดจนปราศจากข้อสงสัย หากมีข้อสงสัย ศาลย่อมยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ส่วนการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการ เป็นมาตรการทางการปกครองและการบังคับบัญชา มีวัตถุประสงค์ควบคุมความประพฤติของข้าราชการให้อยู่ในกรอบระเบียบวินัยของทางราชการ

ดังนั้น ผู้ที่ถูกพิจารณาโทษทางวินัยจึงไม่อาจอ้างผลคดีอาญามาเป็นเหตุให้ผลการดำเนินการทางวินัยสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ

คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบรรทัดฐานสำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า การปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องที่มีกฎหมายและระเบียบกำหนดขั้นตอนไว้ ต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด ต้องได้รับมอบหมายหรือรายงานผู้บังคับบัญชาตามที่กำหนด และไม่อาจอ้างเหตุเร่งด่วนเพื่อดำเนินการโดยพลการได้

สาระที่ได้จากคำพิพากษาเรื่องนี้ จึงนับเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ที่ต้องใช้อำนาจภายใต้กฎหมายและระเบียบที่ตนเองมีหน้าที่รักษา

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก

@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?

@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?

@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก

@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?

@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน

@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม

@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก

@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา

@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?

@ บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก

@บทเรียนข้าราชการไทย (20) มติ ครม. ไม่ใช่กม. แต่ใช้ลงโทษคนทุจริตได้

@บทเรียนขรก.ไทย (21) งานไม่เสร็จ สั่งจ่ายเงินก่อน ทำนายกอบต.ตกเก้าอี้

@บทเรียนข้าราชการไทย (22) 30 กันยายน 'วันมหาวิปโยค' กรรมการตรวจรับ

@บทเรียนข้าราชการไทย (23) ช่วยประชาชน งานเร่งด่วนไม่ใช่ข้ออ้างทำผิด

@บทเรียนข้าราชการไทย (24) : สิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติดสู่คำสั่งไล่ออก

แท็กที่เกี่ยวข้อง
บทเรียนข้าราชการไทย
ล่อซื้อยาเสพติดสู่คำสั่งไล่ออก
สิบตำรวจเอก



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไร้ข้อมูลใหม่! กฤษฎีกาไม่ทวนความเห็น 'หมอสรณ' ปมอำนาจ กก.สรรหา กสทช.
ไร้ข้อมูลใหม่! กฤษฎีกาไม่ทวนความเห็น 'หมอสรณ' ปมอำนาจ กก.สรรหา กสทช.