News Logo
หน้าแรก
บทเรียนข้าราชการไทย (22) 30 กันยายน 'วันมหาวิปโยค' กรรมการตรวจรับ

บทเรียนข้าราชการไทย (22) 30 กันยายน 'วันมหาวิปโยค' กรรมการตรวจรับ

5 ก.ย. 2569 10:52
ผู้ชม 251 คน

"...บทเรียนจากคดีนี้จึงไม่ใช่เพียง “อย่าเซ็นรับของก่อนของมา” แต่คือ “การลงโทษต้องดูทั้งเจตนาและผลของการกระทำ” 30 กันยายนอาจเป็นวันสิ้นสุดปีงบประมาณ แต่ไม่ควรเป็นวันที่ข้าราชการต้องเอาอนาคตของตัวเองไปเสี่ยงกับการเร่งเบิกจ่าย ไม่ควรใช้ลายเซ็นของตัวเองแลกกับคดีวินัย..."

บทเรียนข้าราชการไทย “ของยังไม่มา อย่าเพิ่งเซ็น” ผิดระเบียบไม่เท่ากับทุจริต แต่ก็ใช่ว่าไม่ต้องรับผิด

วันที่ 30 กันยายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณ อาจเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่งสำหรับประชาชน แต่สำหรับข้าราชการ โดยเฉพาะผู้ได้รับแต่งตั้งเป็น กรรมการตรวจรับพัสดุ ถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหลายหน่วยงานต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้ทันภายในปีงบประมาณ หากดำเนินการไม่ทัน เงินบางส่วนอาจต้องส่งคืน และนี่เองคือแรงกดดันที่ทำให้เกิดปัญหา “ของยังไม่มา แต่ต้องรีบตรวจรับ”

บทเรียนเรื่องนี้ปรากฏชัดจากคดีของ “นาย ธ.” กรรมการตรวจรับพัสดุ สำนักงานบำรุงทางพังงา เรื่องนี้เริ่มจากสำนักงานบำรุงทางพังงา ซึ่งจัดซื้อพัสดุสำนักงาน ได้แก่ กระดาษ A4 จำนวน 45 รีม และกระดาษคาร์บอน 4 ห่อ จากร้านเพื่อนนักเรียน พังงา เป็นเงิน 6,900 บาท

ใบสั่งซื้อออกวันที่ 24 กันยายน 2552 ซึ่งเหลือเวลาเพียงไม่กี่วันก่อนสิ้นปีงบประมาณในวันที่ 30 กันยายน นาย ธ.ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจรับพัสดุ ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อกรรมการตรวจรับลงนามรับรองว่า ผู้ขายส่งมอบพัสดุครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2552

แต่ข้อเท็จจริงกลับพบว่า ของยังไม่ได้มาถึงในวันนั้น ผู้ขายนำพัสดุมาส่งครบจริงในวันที่ 5 ตุลาคม 2552

พูดให้ชาวบ้านเข้าใจง่าย ๆ คือ วันที่ 28 กันยายน กรรมการเซ็นว่า “ของมาครบแล้ว” แต่ของจริงเพิ่งมาถึงวันที่ 5 ตุลาคม

นี่คือจุดที่ทำให้เรื่องเล็ก ๆ วงเงินเพียง 6,900 บาท กลายเป็นคดีวินัยขนาดใหญ่ และเกือบทำให้ข้าราชการคนหนึ่งต้องออกจากราชการ

ทำไมต้องรีบเซ็นก่อน 30 กันยายน?

กรณีนี้คำถามสำคัญตามมาว่า ทำไมต้องรีบเซ็นก่อน 30 กันยายน?

คำตอบอยู่ที่ “ปีงบประมาณ”

ในเวลานั้น หากหน่วยงานไม่สามารถเบิกจ่ายเงินให้ทันภายในวันที่ 30 กันยายน เงินงบประมาณส่วนที่เบิกไม่ทันอาจต้องส่งคืน เว้นแต่เข้าเงื่อนไขการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปี

แต่การจัดซื้อครั้งนี้มีวงเงินเพียง 6,900 บาท ขณะที่หลักเกณฑ์ในเวลานั้นกำหนดการกันเงินกรณีหนี้ผูกพันไว้ที่ 50,000 บาทขึ้นไป

พูดง่าย ๆ คือ

ถ้าไม่เร่งดำเนินการ งบ 6,900 บาทก็มีโอกาสเบิกไม่ทันและต้องคืน

นี่จึงเป็นแรงกดดันที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานในช่วงสิ้นปีงบประมาณ

แต่ปัญหาคือ การแก้ปัญหาด้วยการลงชื่อรับรองว่า “ของมาครบแล้ว” ทั้งที่ของยังไม่มา ย่อมไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

นาย ธ. ได้ลงนามรับรองว่า ผู้ขายส่งมอบพัสดุครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2552 ทั้งที่ข้อเท็จจริงผู้ขายนำพัสดุมาส่งครบจริงในวันที่ 5 ตุลาคม 2552 หรือหลังสิ้นปีงบประมาณไปแล้ว

เรื่องจึงถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจพบ และมีการดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง รวมทั้งส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวน ต่อมา ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง และกรมทางหลวงมีคำสั่ง ปลดนาย ธ.ออกจากราชการ

แต่เรื่องไม่ได้จบเพียงเท่านั้น เพราะนาย ธ.นำคดีเข้าสู่ศาลปกครอง และศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาข้อเท็จจริงในหลายมิติ ไม่ได้มองเพียงว่า “เซ็นตรวจรับก่อนของมา” แล้วสรุปทันทีว่าเป็นการทุจริต

ศาลพบว่า การจัดซื้อเกิดขึ้นในช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ และหากไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันวันที่ 30 กันยายน 2552 เงินจำนวนดังกล่าวอาจต้องส่งคืน เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีตามหลักเกณฑ์ในขณะนั้น การที่นาย ธ.ลงนามตรวจรับก่อน จึงเป็นการกระทำเพื่อให้หน่วยงานสามารถดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณได้ทัน โดยศาลรับฟังว่า คำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานเป็นสำคัญ

ที่สำคัญคือ เงินไม่ได้ออกจากคลังก่อนที่ของจะมา แม้จะมีการบันทึกขอเบิกเงินในระบบ GFMIS เมื่อวันที่ 30 กันยายน แต่สถานะยังเป็นการระงับการชำระเงิน และยังไม่มีการจ่ายเงินให้ผู้ขายจริง

ต่อมาผู้ขายส่งมอบพัสดุครบในวันที่ 5 ตุลาคม 2552 และเงินจำนวน 6,900 บาท จึงถูกโอนให้ผู้ขายในวันที่ 6 ตุลาคม 2552 หรือหลังจากได้รับของครบแล้ว เจ้าของร้านก็ยืนยันว่าได้รับเงินในวันดังกล่าว

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้ศาลเห็นว่า ราชการได้รับพัสดุครบถ้วนและนำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติราชการ ขณะที่ผู้ขายได้รับเพียงเงินที่ตนมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ไม่พบว่านาย ธ.ได้รับเงินหรือผลประโยชน์อื่นใด และไม่มีพฤติการณ์ว่าการจัดซื้อครั้งนี้ทำขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ขาย

ศาลปกครองสูงสุดจึงวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของนาย ธ. เป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบจริง แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เพราะไม่ปรากฏเจตนาทุจริตหรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ทางราชการ

ดังนั้น การที่กรมทางหลวงมีคำสั่งปลดนาย ธ.ออกจากราชการ โดยอาศัยมติชี้มูลความผิดร้ายแรงของ ป.ป.ช. จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่ประเด็นสำคัญคือ นาย ธ.ไม่ได้พ้นความผิดทั้งหมด

เพราะการตรวจรับก่อนของมาถึงทำให้เกิดผลเสียอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ ผู้ขายส่งมอบพัสดุล่าช้ากว่ากำหนดตามใบสั่งซื้อ 4 วัน เดิมสำนักงานบำรุงทางพังงามีสิทธิเรียกค่าปรับจากผู้ขายในอัตราที่กำหนดไว้ เป็นเงิน 41.40 บาท แต่เมื่อกรรมการตรวจรับรับรองว่าของครบตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน จึงทำให้ราชการไม่สามารถเรียกค่าปรับจำนวนดังกล่าวได้

ศาลจึงเห็นว่า การกระทำของนาย ธ.เข้าข่าย ความผิดวินัยฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎและระเบียบของทางราชการ แต่ความเสียหายเพียง 41.40 บาท ไม่ถึงขั้นเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรง กรมทางหลวงจึงยังมีอำนาจดำเนินการทางวินัยในความผิดระดับที่เหมาะสมได้

บทเรียนสำคัญสำหรับข้าราชการไทย

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า “ผิดระเบียบ” ไม่ได้แปลว่า “ทุจริต” หรือ “ผิดวินัยร้ายแรง” เสมอไป การพิจารณาความผิดต้องดูให้ครบทั้งเจตนา เหตุจูงใจ ผลของการกระทำ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์

ขณะเดียวกันก็ไม่ควรตีความคำพิพากษานี้ว่า กรรมการตรวจรับสามารถเซ็นรับของล่วงหน้าได้ เพราะศาลยังยืนยันชัดว่าการกระทำดังกล่าวไม่ถูกต้องตามระเบียบ และผู้กระทำยังต้องรับผิดทางวินัย เพียงแต่ระดับของโทษต้องเหมาะสมกับพฤติการณ์และผลของการกระทำ

โดยเฉพาะช่วงใกล้วันที่ 30 กันยายน หากมีคำสั่งหรือแรงกดดันว่า “ต้องรีบเบิกให้ทัน” สิ่งที่กรรมการตรวจรับต้องจำให้ขึ้นใจคือ หน้าที่ของกรรมการคือการรับรองข้อเท็จจริง ไม่ใช่การรับรองเพื่อช่วยให้เบิกจ่ายทันปีงบประมาณ

เพราะลายเซ็นเพียงหนึ่งครั้ง อาจนำไปสู่การสอบสวนทางวินัย การชี้มูลขององค์กรตรวจสอบ และการต่อสู้คดีในศาลได้

บทเรียนจากคดีนี้จึงไม่ใช่เพียง “อย่าเซ็นรับของก่อนของมา” แต่คือ “การลงโทษต้องดูทั้งเจตนาและผลของการกระทำ”

30 กันยายนอาจเป็นวันสิ้นสุดปีงบประมาณ แต่ไม่ควรเป็นวันที่ข้าราชการต้องเอาอนาคตของตัวเองไปเสี่ยงกับการเร่งเบิกจ่าย

ของต้องมาก่อน ลายเซ็นต้องตามมา งบประมาณอาจต้องคืน

แต่ไม่ควรใช้ลายเซ็นของตัวเองแลกกับคดีวินัย

เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก

@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?

@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?

@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก

@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?

@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน

@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม

@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก

@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา

@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?

@ บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก

@บทเรียนข้าราชการไทย (20) มติ ครม. ไม่ใช่กม. แต่ใช้ลงโทษคนทุจริตได้

@บทเรียนขรก.ไทย (21) งานไม่เสร็จ สั่งจ่ายเงินก่อน ทำนายกอบต.ตกเก้าอี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง
บทเรียนข้าราชการไทย
30 กันยายน
เซ็นตรวจรับงาน



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ย้อนปูม ‘ไพร์ม เนเจอร์ กรุ๊ป’ ต้นตอศาลสั่งรื้อคฤหาสน์ ‘เสี่ยตัน’ (1)
ย้อนปูม ‘ไพร์ม เนเจอร์ กรุ๊ป’ ต้นตอศาลสั่งรื้อคฤหาสน์ ‘เสี่ยตัน’ (1)