"...แม้ผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้เป็นผู้รับเงินทั้งหมด และไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการรับสมัครหรือการบรรจุข้าราชการตำรวจโดยตรง แต่การที่รู้ว่าการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้วไม่แจ้งผู้บังคับบัญชา กลับเข้าไปช่วยเผยแพร่ข้อมูล ช่วยประสานงาน และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับขบวนการดังกล่าว ถือเป็นการสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิดอย่างชัดเจน..."
ท่ามกลางกระแสข่าวการตรวจสอบขบวนการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนและอยู่ระหว่างการขยายผลหาผู้ที่เกี่ยวข้องในหลายพื้นที่
คำถามสำคัญที่สังคมกำลังจับตาไม่ได้มีเพียงว่าใครเป็นผู้แก้ไขกระดาษคำตอบ หรือใครเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงบุคคลที่อาจมีบทบาทในการรับเงิน ประสานงาน ติดต่อผู้สมัคร อำนวยความสะดวก หรือรับรู้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นแต่ไม่แจ้งผู้บังคับบัญชา ว่าจะต้องรับผิดทางวินัยด้วยหรือไม่
คำตอบของเรื่องนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐานไว้แล้วในคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.172/2566 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.935/2567 ลงวันที่ 3 กันยายน 2567 ซึ่งยืนยันหลักสำคัญว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เพียงแต่ต้องไม่กระทำผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังต้องไม่เข้าไปสนับสนุนหรือเอื้อประโยชน์ให้เกิดการกระทำผิด แม้เรื่องนั้นจะไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของตนเองก็ตาม
คดีนี้เกิดขึ้นขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มีหน้าที่ช่วยเหลือนายอำเภอในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน เป็นหัวหน้าราษฎรในหมู่บ้าน ควบคุมดูแลให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี และเมื่อพบหรือสงสัยว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ก็มีหน้าที่ต้องรีบแจ้งกำนันเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับการบอกกล่าวจากพี่สะใภ้ว่า มีบุคคลอ้างว่าสามารถช่วยให้บุตรหลานของชาวบ้านเข้ารับราชการตำรวจได้โดยไม่ต้องสอบแข่งขัน หากยอมจ่ายเงินเป็นค่าดำเนินการ ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่คนทั่วไปย่อมทราบว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและเข้าข่ายหลอกลวง
อย่างไรก็ตาม ผู้ฟ้องคดีไม่ได้แจ้งเรื่องดังกล่าวต่อกำนันหรือหน่วยงานของรัฐตามหน้าที่ แต่กลับนำข้อมูลนี้ไปบอกต่อให้ชาวบ้านหลายรายทราบ ช่วยติดต่อประสานงานระหว่างผู้เสียหายกับผู้ที่อ้างว่าสามารถพาเข้ารับราชการได้ อำนวยความสะดวกในการพบปะพูดคุย และติดตามความคืบหน้าให้ จนผู้เสียหายหลงเชื่อและยอมมอบเงินให้กับผู้หลอกลวงเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดีเองก็ยังร่วมจ่ายเงินเพื่อหวังให้บุคคลใกล้ชิดได้รับการบรรจุเข้ารับราชการตำรวจด้วย
ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้เป็นผู้รับเงินทั้งหมด และไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการรับสมัครหรือการบรรจุข้าราชการตำรวจโดยตรง แต่การที่รู้ว่าการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้วไม่แจ้งผู้บังคับบัญชา กลับเข้าไปช่วยเผยแพร่ข้อมูล ช่วยประสานงาน และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับขบวนการดังกล่าว ถือเป็นการสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิดอย่างชัดเจน
ศาลจึงวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการละเลยต่อหน้าที่ ไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของการเป็นผู้ใหญ่บ้าน ไม่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีของประชาชน และเข้าข่าย "ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง" จึงเป็นเหตุให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจลงโทษทางวินัยถึงขั้นปลดหรือไล่ออกจากตำแหน่งได้
แนวคำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนหลักการว่า ความผิดทางวินัยไม่ได้พิจารณาเฉพาะผู้ที่ลงมือกระทำผิดโดยตรงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงผู้ที่รู้เห็น เป็นตัวกลาง รับเงิน ประสานงาน อำนวยความสะดวก หรือปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ ทั้งที่มีหน้าที่ต้องป้องกันหรือแจ้งเหตุการกระทำผิดด้วย
เมื่อนำหลักการนี้มาเปรียบเทียบกับกรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ก็อาจเป็นแนวทางสำคัญให้ผู้บังคับบัญชาใช้ประกอบการพิจารณาความรับผิดทางวินัยของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง หากปรากฏพยานหลักฐานว่ามีพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกัน ทั้งนี้ การดำเนินการต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละกรณี และเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
ที่สำคัญ การสอบสวนทางวินัยไม่จำเป็นต้องรอผลคดีอาญา เพราะเป็นคนละกระบวนการ หากพยานหลักฐานทางวินัยเพียงพอ ผู้บังคับบัญชาสามารถดำเนินการสอบสวนและลงโทษทางวินัยได้ตามกฎหมาย
คดีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญว่า การเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่เพียงแค่ไม่ทำผิด แต่ยังต้องไม่สนับสนุนหรือปล่อยให้การกระทำผิดเกิดขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ที่คิดว่า "แค่ช่วยประสาน" หรือ "แค่รับเงินแทน" ก็อาจต้องรับโทษไม่ต่างจากผู้ที่ร่วมกระทำผิดโดยตรง และอาจต้องสูญเสียทั้งตำแหน่ง หน้าที่ และอนาคตในราชการ
ขณะเดียวกัน แนวคำพิพากษานี้ยังเป็นบททดสอบสำคัญของผู้บังคับบัญชาในแต่ละหน่วยงาน ว่าจะยึดหลักนิติธรรมและปกป้องเกียรติขององค์กรด้วยการดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา หรือจะปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อกฎหมายถูกบังคับใช้อย่างเสมอภาค โปร่งใส และไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ใด เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต
เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้
@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
เปิดคดีทุจริต อบต.วังศาล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน
@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก
@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?
เปิดคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ บูรพา บทเรียน นายสั่ง/ลูกน้อง ท้วงติง รอดคุก
ไขคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ ม.บูรพา คณบดีเสียชีวิตก่อน ไม่ต้องรับโทษ
@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?
@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?
@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก
@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?
@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน
@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้




