"...หากพิจารณาในรายละเอียด จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า กรณีผลสอบจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถ้ามีการตีแผ่ข้อมูลดังกล่าวออกมา สาธารณชนก็คงจะไม่ทราบข้อมูลสำคัญหลายส่วน โดยเฉพาะการระบุว่า ข้าราชการ 20 ราย ไม่มีความผิด 12 ราย มีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง มีการหักเงินเดือน 2% เพราะที่ผ่านมา นายชัชชาติ และทีมงาน ก็ไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีนี้เป็นทางการต่อสาธารณชน ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดผลสอบ หรือแม้กระทั่งการตีกลับผลสอบก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาไหน?..."
กรณีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร (กทม.) กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง!
เมื่อนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กในโอกาสครบรอบ 2 ปีของการเปิดโปงโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายราคาสูง ระบุข้อมูลสำคัญว่าคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งขึ้น ได้สอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวม 32 ราย และมีผลสรุปว่าเจ้าหน้าที่ 20 รายไม่มีความผิด ขณะที่อีก 12 รายมีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง และถูกลงโทษด้วยการหักเงินเดือนร้อยละ 2 ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 600 บาทต่อคน ก่อนปิดสำนวนคดี
ก่อนที่น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะออกมาชี้แจงว่า ผลสอบดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อยุติ เนื่องจากเมื่อสำนวนเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) มีความเห็นว่าบทลงโทษอาจเบาเกินไป และยังมีข้อสงสัยในสำนวนหลายประเด็นจึงมีมติส่งเรื่องกลับไปสอบสวนเพิ่มเติม
สอดคล้องกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ยืนยันเช่นกันว่า ผลสอบที่ถูกเผยแพร่เป็นเพียงความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนชั้นต้น ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยสุดท้ายพร้อมระบุว่า การตีกลับสำนวนถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะสะท้อนว่าผู้มีอำนาจพิจารณาไม่ได้นิ่งเฉยต่อข้อสงสัยของสังคม
@ย้อนมหากาพย์คดี
หากย้อนเวลากลับไปถึงจุดเริ่มต้น คดีนี้ จะพบว่าเป็นหนึ่งในคดีจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากจุดเริ่มต้นข้อร้องเรียนว่าเครื่องออกกำลังกายตามศูนย์กีฬาของ กทม. มีราคาสูงผิดปกติ ก่อนขยายผลไปสู่การตรวจสอบเชิงลึกทั้งระบบ ตั้งแต่การกำหนดสเปก การจัดทำราคากลาง การประกวดราคา การพิจารณางบประมาณ ตลอดจนความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง
โดยในช่วงต้นปี 2567 มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. หลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการติดตั้งเครื่องออกกำลังกายภายในศูนย์กีฬาและศูนย์นันทนาการในสังกัด กทม.
กระแสสังคมเริ่มตั้งคำถามเมื่อพบว่าเครื่องออกกำลังกายหลายรายการมีราคาต่อหน่วยอยู่ในระดับหลายแสนบาท ขณะที่ผู้ใช้งานจริงและเครือข่ายภาคประชาชนมองว่าราคาสูงเกินความเป็นจริง
วันที่ 4 มิถุนายน 2567 กทม. ได้รับเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการผ่านสื่อมวลชน ก่อนที่ศูนย์ปฏิบัติการติดตามการต่อต้านการทุจริตของกรุงเทพมหานคร (ศตท.กทม.) จะเข้าตรวจสอบร่วมกับสำนักงานตรวจสอบภายใน
ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2567 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กำหนดกรอบเวลาตรวจสอบ 30 วัน
หนึ่งในโครงการที่ถูกจับตามากที่สุด คือ โครงการจัดซื้อครุภัณฑ์เสริมสร้างสมรรถภาพทางกายของศูนย์กีฬาวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) วงเงิน 4,999,500 บาท
โดยในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักข่าว Next News เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและพูดคุยกับประชาชนที่ใช้บริการศูนย์กีฬาเป็นประจำ ได้รับทราบข้อมูลสำคัญว่า เดิมเครื่องออกกำลังกายชุดเก่าชำรุดและเคยเรียกร้องให้ กทม. จัดซื้อเครื่องใหม่ โดยพวกเขาเคยสำรวจราคาตลาดด้วยตนเองและประเมินว่าใช้งบประมาณเพียงประมาณ 300,000-500,000 บาทก็เพียงพอ
แต่ท้ายที่สุดกลับมีการใช้งบประมาณเกือบ 5 ล้านบาท

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์

ลงพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีข้อร้องเรียนเรื่องคุณภาพอุปกรณ์ โดยบางส่วนระบุว่าเบาะหุ้มหนังฉีกขาดอย่างรวดเร็ว ต้องช่วยกันซ่อมแซมเอง รวมถึงพัดลมและอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ ก็ต้องเรี่ยไรเงินซื้อเพิ่มเติม
การตรวจสอบยังพบว่าเครื่องออกกำลังกายบางรายการเป็นสินค้าที่ผลิตจากประเทศจีน โดยโครงการศูนย์กีฬาวชิรเบญจทัศประกอบด้วยเครื่องออกกำลังกาย 11 รายการ เช่น
จักรยานนั่งเอนปั่นแบบมีพนักพิง 3 เครื่อง ราคาเครื่องละ 483,000 บาท
จักรยานนั่งปั่นแบบนั่งตรง 2 เครื่อง ราคาเครื่องละ 451,000 บาท
เครื่องบริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่และหลังแขน ราคา 483,000 บาท
เครื่องบริหารกล้ามเนื้ออเนกประสงค์ ราคา 652,000 บาท
ชุดดัมเบลพร้อมชั้นวาง ราคา 276,000 บาท
เก้าอี้ฝึกดัมเบลปรับระดับ ราคา 96,000 บาท
เก้าอี้ยกน้ำหนักแบบราบ ราคา 80,000 บาท
ตัวเลขดังกล่าวกลายเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดคำถามต่อความเหมาะสมของราคาจัดซื้อ
ขณะที่จากการตรวจสอบข้อมูลการจัดซื้อพบว่า กทม. ใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ราคากลางกำหนดไว้ที่ 4,999,500 บาท ซึ่งเท่ากับวงเงินงบประมาณพอดี
มีผู้ยื่นเสนอราคาเพียง 2 ราย ได้แก่
บริษัท แกรนด์สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด เสนอราคา 4,999,500 บาท
บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด เสนอราคา 4,998,800 บาท
ส่วนต่างระหว่างผู้เสนอราคาทั้งสองรายอยู่เพียง 700 บาท
ท้ายที่สุด บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด เป็นผู้ชนะสัญญา วงเงิน 4,998,800 บาท
ต่อมามีการตรวจสอบพบข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2564
อย่างไรก็ตาม ภายในเวลาเพียง 14 วันหลังจัดตั้ง บริษัทกลับปรากฏชื่อเป็นหนึ่งในแหล่งสืบราคากลางของโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม.
นอกจากนี้ ยังพบว่าในช่วงปี 2565-2567 บริษัทดังกล่าวได้รับงานจาก กทม. อย่างน้อย 9 โครงการ รวมวงเงินกว่า 65 ล้านบาท
ที่สำคัญ ยังมีการตรวจสอบพบข้อมูลว่านายสรวิชญ์ ศรีรัตนพัฒน์ กรรมการผู้มีอำนาจและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด ในช่วงจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯ เมื่อวันที่ 4 ต.ค.2564 แจ้งมีอายุ 28 ปี ระบุอาชีพเป็นนักธุรกิจ เหมือนกันนามสกุล ของผู้บริหารสำนักแห่งหนึ่งของ กทม. ในช่วงปี 2564
แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันการกระทำผิด แต่ถือเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบเพิ่มเติมถึงความเหมาะสมของกระบวนการสืบราคากลางและการแข่งขันในการจัดซื้อจัดจ้าง
@ เปิด 4 ประเด็นปัญหา
ก่อนที่ในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 กทม. แถลงผลการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ ใน 4 ประเด็นหลัก คือ
1. ราคาจัดซื้อสูงกว่าตลาด
เครื่องออกกำลังกายหลายรายการมีราคาสูงกว่าราคาท้องตลาด และสูงกว่าการจัดซื้อในปีก่อน ๆ อย่างมีนัยสำคัญ
2. ปรับสเปกเกินความจำเป็น
มีการเพิ่มคุณลักษณะเฉพาะของเครื่อง เช่น
เพิ่มกำลังแรงม้า
เพิ่มโปรแกรมการใช้งาน
เพิ่มความสามารถรองรับน้ำหนัก
เปลี่ยนเป็นระบบจอสัมผัส
โดยไม่พบข้อมูลยืนยันชัดเจนว่าจำเป็นต่อการใช้งานจริง
3. กำหนดเงื่อนไขประมูลเกินกว่าหลักเกณฑ์
พบการกำหนดคุณสมบัติผู้เข้าประมูลเพิ่มเติม เช่น
ต้องมีผลงานกับหน่วยงานรัฐไม่น้อยกว่า 40 สัญญา
ต้องเป็นผลงานย้อนหลังไม่เกิน 2 ปี
เงื่อนไขดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้
4. พบเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก
ผลสอบระบุว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดทำโครงการ พิจารณางบประมาณ และจัดซื้อจัดจ้างรวม 25 ราย โดยมี 1 รายลาออกจากราชการไปแล้ว
โดยภายหลังการสอบข้อเท็จจริง กทม. มีคำสั่งย้ายผู้บริหารที่เกี่ยวข้องออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง

ผลสอบกทม.

ผลสอบกทม.
จากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป
จนกระทั่งมีการเปิดเผยข้อมูลว่า คณะกรรมการสอบสวนวินัยได้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รวม 32 ราย และสรุปว่า
20 ราย ไม่มีความผิด
12 ราย มีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง
พร้อมเสนอให้ลงโทษด้วยการหักเงินเดือน 2% ซึ่งผลสอบดังกล่าวสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากหากคำนวณจากฐานเงินเดือนทั่วไป การหักเงินเดือน 2% จะมีมูลค่าเพียงประมาณ 600 บาทต่อเดือน
หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า หาก กทม. เคยแถลงเองว่าพบปัญหาราคาสูงเกินจริง การกำหนดสเปกเกินความจำเป็น และต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบทางอาญา เหตุใดบทลงโทษทางวินัยจึงอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้
จนกระทั่ง น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะออกมายืนยันว่า ผลสอบดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อยุติ และการตีกลับสำนวนถือเป็นเรื่องที่ดี ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งเฉยต่อข้อสงสัยของสังคม

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
อย่างไรก็ดี กรณีนี้ มีการตั้งข้อสังเกตจากฝ่ายสนับสนุน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่า มีความพยายามจากคนบางกลุ่ม ที่ต้องการดิสเครดิต นายนายชัชชาติ เนื่องจากอยู่ในช่วงการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.อีก 1 สมัย
แต่หากพิจารณาในรายละเอียด จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า กรณีผลสอบจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถ้ามีการตีแผ่ข้อมูลดังกล่าวออกมา สาธารณชนก็คงจะไม่ทราบข้อมูลสำคัญหลายส่วน โดยเฉพาะการระบุว่า ข้าราชการ 20 ราย ไม่มีความผิด 12 ราย มีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง มีการหักเงินเดือน 2%
เพราะที่ผ่านมา นายชัชชาติ และทีมงาน ก็ไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีนี้เป็นทางการต่อสาธารณชน
ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดผลสอบ หรือแม้กระทั่งการตีกลับผลสอบก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาไหน?
ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ถือเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ นายชัชชาติ ในการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่จริงจัง และให้ความสำคัญในการตรวจสอบปัญหาการทุจริตกทม.ยังไม่เพียงพอ
ทั้งที่กรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ความบกพร่องในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในสังกัด กทม. ที่ชัดเจนอีกหนึ่งกรณี
ผู้บริหารที่ดี จะนั่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ซุกขยะใต้พรหม ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาไม่ได้
ก่อนจะ "วาดลวดลาย" เข้ามาเป็นผู้ว่าฯ นำคนกทม.วิ่งไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอีกสมัย ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องสำคัญเหล่านี้อย่างจริงจังมากขึ้น ก็คงจะดีอยู่ไม่น้อย




