"...แม้กฎหมายจะไม่กำหนดให้ต้องสอบสวนทางวินัยก่อนออกคำสั่งให้ออกจากราชการ แต่ผู้มีอำนาจต้องมีพยานหลักฐานที่เพียงพอรองรับการใช้ดุลพินิจ การพิสูจน์ได้เพียงว่า "การสอบมีการทุจริต" ยังไม่เพียงพอ ต้องมีพยานหลักฐานที่ชี้ได้ว่า "บุคคลนั้นเป็นผู้กระทำการทุจริต"..."
จากกรณีข่าวการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 มีมติยกเลิกบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ทั้งหมด และเพิกถอนการบรรจุข้าราชการท้องถิ่นจำนวน 5,924 ราย เนื่องจากตรวจพบว่าผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นบัญชีจำนวนดังกล่าว (จากผู้สอบผ่านทั้งหมด 55,753 คน) มีคะแนนสอบคลาดเคลื่อนหรือผิดปกติ ซึ่งอาจส่อไปในทางทุจริต
คำถาม
การที่ กสถ. มีมติดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข่าวเพียงเท่านี้ ยังไม่อาจสรุปได้ว่ามติของ กสถ. ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่มีแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่สามารถใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาได้ คือ คดีหมายเลขดำที่ 2479/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 657/2559
คดีดังกล่าวเป็นกรณีครูผู้ช่วยที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการสอบบรรจุ
ข้อเท็จจริงของคดี
นาย ส. สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 สอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ
ต่อมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจพบว่าการสอบครูผู้ช่วยมีการทุจริต จึงรับเป็นคดีพิเศษ ขณะเดียวกัน ก.ค.ศ. ได้พิจารณาจากรายงานวิเคราะห์คะแนนสอบและรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนมีมติให้ผู้มีอำนาจออกคำสั่งให้นาย ส. ออกจากราชการ โดยอ้างว่าเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีและเป็นผู้กระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ
นาย ส. ไม่เห็นด้วย จึงยื่นร้องทุกข์และฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
ศาลวินิจฉัยเป็น 3 ประเด็น
1. ขั้นตอนการออกคำสั่ง
ศาลเห็นว่า คำสั่งให้ออกจากราชการเป็นคำสั่งทางปกครอง ไม่ใช่คำสั่งลงโทษทางวินัย จึงไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบก่อนออกคำสั่ง และเข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง จึงไม่จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาโต้แย้งก่อนมีคำสั่ง
กล่าวคือ ในประเด็นขั้นตอนการออกคำสั่ง ศาลเห็นว่าหน่วยงานดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมาย
2. เหตุผลของคำสั่ง
ศาลเห็นว่า คำสั่งให้ออกจากราชการได้ระบุข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเหตุผลในการใช้ดุลพินิจไว้อย่างครบถ้วน ทำให้ผู้ถูกสั่งทราบว่าเหตุใดจึงถูกให้ออกจากราชการ
ดังนั้น เหตุผลของคำสั่งจึงชอบด้วยกฎหมาย
3. การใช้ดุลพินิจ
ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่การใช้ดุลพินิจ
พยานหลักฐานที่ผู้มีอำนาจใช้ประกอบการออกคำสั่ง มีเพียง
รายงานวิเคราะห์คะแนนสอบของผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติ
รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงศึกษาธิการ
รายงานทั้งสองฉบับชี้ให้เห็นว่า การสอบครูผู้ช่วยมีการทุจริตจริง มีคะแนนผิดปกติ มีการรั่วไหลของเฉลยข้อสอบ และมีขบวนการทุจริตเกิดขึ้น
แต่ศาลเห็นว่า รายงานดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานที่ยืนยันว่า การสอบมีการทุจริตในภาพรวม มิใช่หลักฐานที่แสดงว่า นาย ส. เป็นผู้ร่วมกระทำการทุจริต
ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใดที่เชื่อมโยงนาย ส. กับการซื้อข้อสอบ การรับเฉลย หรือการร่วมขบวนการทุจริต
ขณะที่คำสั่งให้ออกจากราชการเป็นคำสั่งที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลอย่างร้ายแรง เพราะทำให้ต้องพ้นจากราชการทันที และขาดคุณสมบัติในการสมัครเข้ารับราชการในอนาคต
ศาลจึงวางหลักไว้ว่า
ก่อนออกคำสั่งในลักษณะนี้ หน่วยงานต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานให้ถูกต้อง ชัดเจน และเพียงพอ จนสามารถรับฟังได้ว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กระทำการทุจริตจริง มิใช่อาศัยเพียงข้อสงสัย หรือหลักฐานที่แสดงว่าการสอบโดยรวมมีการทุจริต
เมื่อผู้มีอำนาจรับฟังเพียงรายงานวิเคราะห์คะแนนสอบและรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งยังไม่สามารถชี้เฉพาะได้ว่านาย ส. เป็นผู้ทุจริต จึงถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยข้อเท็จจริงยังไม่ถูกต้อง ชัดเจน และครบถ้วน อันเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลจึงพิพากษาว่า คำสั่งให้นาย ส. ออกจากราชการไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ต่อมาหน่วยงานได้เพิกถอนคำสั่งและรับนาย ส. กลับเข้ารับราชการ แต่ไม่ได้กำหนดให้มีผลย้อนหลัง ศาลจึงเพิกถอนคำสั่งเดิมในช่วงเวลาที่มีผลใช้บังคับ เพื่อให้นาย ส. ได้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ย้อนหลังครบถ้วน
หลักกฎหมายที่ได้จากคำพิพากษา
คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญไว้ว่า
แม้กฎหมายจะไม่กำหนดให้ต้องสอบสวนทางวินัยก่อนออกคำสั่งให้ออกจากราชการ แต่ผู้มีอำนาจต้องมีพยานหลักฐานที่เพียงพอรองรับการใช้ดุลพินิจ
การพิสูจน์ได้เพียงว่า "การสอบมีการทุจริต" ยังไม่เพียงพอ ต้องมีพยานหลักฐานที่ชี้ได้ว่า "บุคคลนั้นเป็นผู้กระทำการทุจริต"
หากพยานหลักฐานยังไม่สามารถเชื่อมโยงผู้ถูกกล่าวหาเข้ากับการทุจริต การออกคำสั่งให้ออกจากราชการย่อมเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
อีกแนวคำพิพากษาที่ควรพิจารณา
อีกกรณีหนึ่งคือ คำพิพากษาศาลปกครอง คดีหมายเลขแดงที่ อบ.342/2566 ซึ่งวางหลักเกี่ยวกับ "คำสั่งทางปกครองที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง"
หากคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งเป็นคำสั่งที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง กฎหมายถือว่าคำสั่งนั้นไม่มีผลทางกฎหมายมาตั้งแต่ต้น เสมือนว่าไม่เคยมีคำสั่งเกิดขึ้น หน่วยงานสามารถเพิกถอนได้ทุกเมื่อ หรือแม้ไม่เพิกถอน ก็ถือว่าคำสั่งนั้นไม่มีผลในทางกฎหมายอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม การจะนำหลักดังกล่าวมาใช้ได้ จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าคำสั่งบรรจุเดิมเข้าลักษณะเป็น "คำสั่งทางปกครองที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง" ตามหลักกฎหมาย
ข้อสังเกตต่อกรณี กสถ.
เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของ กสถ. หากเหตุผลในการเพิกถอนการบรรจุเป็นเพียงการตรวจพบว่าคะแนนสอบผิดปกติ หรือมีการทุจริตเกิดขึ้นในการสอบโดยรวม แต่ยังไม่มีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่ชี้เฉพาะเจาะจงว่าผู้ได้รับการบรรจุแต่ละรายเป็นผู้ร่วมกระทำการทุจริต ก็อาจมีประเด็นเรื่องความชอบด้วยกฎหมายตามแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว
แต่หาก กสถ. มีพยานหลักฐานอื่นที่สามารถพิสูจน์ได้เป็นรายบุคคลว่าผู้ใดเกี่ยวข้องกับการทุจริต หรือสามารถพิสูจน์ได้ว่าคำสั่งบรรจุเดิมเป็นคำสั่งทางปกครองที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง ก็อาจเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและฐานกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข่าวเพียงอย่างเดียว ยังไม่อาจสรุปได้ว่ามติของ กสถ. ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย การวินิจฉัยต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และฐานอำนาจตามกฎหมายที่ กสถ. ใช้ในการออกคำสั่งเป็นสำคัญ
เขียนโดย.... ข้าราชการพลัดถิ่น




