News Logo
หน้าแรก
ป.ป.ช.ภาค 1 เผย ปี 67-69 มีเรื่องร้องเรียน 666 เรื่อง

ป.ป.ช.ภาค 1 เผย ปี 67-69 มีเรื่องร้องเรียน 666 เรื่อง

21 พ.ค. 2569 15:09
ผู้ชม 7 คน

ป.ป.ช.ภาค 1 เผย ปี 67-69 มีเรื่องร้องเรียน 666 เรื่อง-ร้องละเว้นปฏิบัติหน้าที่-จัดซื้อจัดจ้างมากสุด-เลขาฯป.ป.ช. ย้ำบทบาทสื่อมวลชนสำคัญต่อการนำเสนอข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจปัญหาการทุจริตอย่างแท้จริง

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 สำนักงาน ป.ป.ช. จัดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ ครั้งที่ 1 ประจําปี 2569 ระหว่างวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมลพบุรี อินน์ รีสอร์ท อ๋าเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี โดยมีนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 1 พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานราชการภายในจังหวัดลพบุรี ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ภายในจังหวัดสระบุรี และสื่อมวลชนเข้าร่วมโครงการ

ทั้งนี้โครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ สํานักงาน ป.ป.ช. เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ สื่อมวลชนทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่ ได้รับทราบถึงผลการดําเนินงานด้านป้องก้นและปราบปราม การทจริต ของสํานักงาน ป.ป.ช. ซึ่งจะเป็นผลดีทั้งในด้านการเสริมสร้างความเข้าใจในกระบวนการทํางาน ที่ถูกต้อง แล้วนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สู่สาธารณชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้เปิดโอกาส ให้สื่อมวลชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการต่อต้านการทุจริต และการลงไปศึกษาดูงานในพื้นที่ สามารถนำความรู้ ข้อเท็จจริงที่ได้รับไปเผยแพร่สู่สาธารณชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหา และผลกระทบที่เกิดขึ้นของการทุจริตร่วมกัน ตลอดจนการได้รับมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับแนวทางการดําเนินงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสํานักงาน ป.ป.ช. ด้วย

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวในพิธีเปิดโครงการฯ ว่า บทบาทของสื่อมวลชนมีความสำคัญอย่างมากในการนำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงให้สังคมและประชาชนเข้าใจปัญหาคอร์รัปชันที่แท้จริง ทั้งนี้ สื่อมวลชนจำเป็นต้องลงไปดูเนื้อหาและข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียดว่าตรงกับความจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการใช้ความรู้สึก ซึ่งในส่วนของนโยบายรัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อต่อต้านการทุจริตขึ้นมา เพื่อสร้างกลไกใหม่ ๆ ในการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนและการเร่งผลักดันกฎหมายต่าง ๆ

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชันจำเป็นต้องเริ่มจากการรู้รากเหง้าของปัญหา ซึ่ง ป.ป.ช. ได้แยกแยะว่าเกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย การใช้อำนาจหน้าที่ไปเรียกรับทรัพย์สินหรือแสวงหาผลประโยชน์ และปัญหาในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งมีสัดส่วนกว่า 60% ของคดีที่ ป.ป.ช. รับไว้และชี้มูลไป ปัญหานี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับประเทศไทยมานานและถูกยกระดับเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจในระดับสากล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชน

ในด้านการปฏิบัติงาน ป.ป.ช. ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาคี เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรมบัญชีกลาง เพื่อดำเนินมาตรการป้องกันในเชิงรุก โดยเฉพาะการตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ การตรวจสอบความเหมาะสมของราคากลาง ป้องกันการล็อกสเปก และการตรวจสอบการสมยอมราคาของผู้เสนอราคา รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายในมิติต่าง ๆ เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ รถบรรทุก การจัดระเบียบเมือง และป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ โดยมุ่งเน้นให้กลไกการทำงานมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ทั้งการฟ้องคดีอาญาและมาตรการทางจริยธรรม

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังมีแผนการดำเนินงานที่ครอบคลุม ทั้งการเสนอมาตรการทางกฎหมายต่อรัฐบาล เช่น กฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และมาตรการชะลอการไต่ส่วนนิติบุคคล โดยมีความร่วมมือกับ ก.ล.ต. เพื่อสร้างกลไกบรรษัทภิบาล ให้บริษัทหรือนิติบุคคลที่เสนอราคาประมูลงานรัฐต้องมีมาตรการควบคุมภายในหรือแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC: Private Sector Collective Action Against Corruption)

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การป้องกันและปราบปรามการทุจริตไม่ใชภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นปัญหาของประเทศที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันค้นหาสาเหตุและสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่วมกัน เพื่อควบคุมและจำกัดการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐให้ระบุอยู่ในขอบเขต และทำให้คอร์รัปชันไม่เติบโตในสังคมไทย

@ ป.ป.ช. ภาค 1 เผย 'ละเว้นปฏิบัติหน้าที่-จัดซื้อจัดจ้าง' เป็นเรื่องที่ถูกร้องเรียนมากสุดในช่วงปี 2567-2569

นอกจากนี้ภายในงานมีการเสวนาในประเด็นมาตรการเฝ้าระวังการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐ

นายวิวัฒน์ เจริญฉ่ำ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 1 กล่าวว่า สถิติเรื่องร้องเรียน 3 ปีย้อนหลัง (2567-2569) ของป.ป.ช. ภาค 1 มี 666 เรื่อง

เรื่องร้องเรียน ที่มีการร้องเรียนมากที่สุด คือ เรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ม.157 ส่วนเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างมากเป็นอันดับ 2 โดยหน่วยงานที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

เมื่อมาโฟกัสเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องที่มีคนร้องเรียนมากที่สุด คือ การล็อกสเปก นอกจากนี้ยังมีเรื่องการที่นายกในอปท.บางแห่งใช้นอมินีมาเข้าร่วมการจัดซื้อจัดจ้าง

นายสุทธิ สุนทรานุรักษ์ ผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค 1 กล่าวว่า ทางสตง. ตรวจสอบมาก็เจอปัญหาไม่ต่างจากที่ป.ป.ช. เจอ โดยรายงานการตรงจสอบการจัดซื้อจัดจ้างมี 2 ลักษณะ 1.ถ้าไม่มีข้อสังเกต ก็คือปกติ 2.ถ้ามีข้อสังเกต ก็ต้องมาดูว่าผู้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อมีเจตนาพิเศษหรือไม่ แล้วก็เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

นอกจากนี้ก็ยังมีความเห็นว่าโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เกี่ยวกับการก่อสร้างต่าง ๆ บางแห่งก็ไม่คุ้มค่า เพราะสร้างแล้วถูกทิ้งร้าง

"นวัตกรรมบางอย่างของการทุจริตบางอย่างก็ไม่ต่างจากเดิม ทุกคนช่วยกันป้องกันได้ แต่บางอย่างก็เปลี่ยนไป ในฐานะของสตง.มีสิ่งที่เรียกว่า Real time audit ที่ตรวจสอบทันทีที่พบปัญหา" นายสุทธิ กล่าว

นายสุทธิ ยังเสนอแนวทางการปรับปรุงการจัดซื้อจัดจ้างให้ดีขึ้นใน 3 มิติ 1.นำเทคโนโลยีมาช่วย นำ AI มาช่วยในการตรวจสอบในด้านต่าง ๆ ทั้งในด้านความสัมพันธ์ของเอกชนกับนักการเมือง แต่ก็ไม่ได้พึ่ง AI ทั้งหมด มนุษย์ยังต้องมีส่วนร่วมด้วย

2.การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานตรวจสอบที่มีแนวทางที่ต่างกันตามกฎหมายของแต่ละองค์กร จึงหาทางร่วมที่ทำให้หน่วยงานเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้

3.ประชาชนทุกคนควรรู้ว่าเงินของพวกเขาถูกนำไปใช้อย่างไร และประชาชนทุกคนต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้

นางแก้วใจ คดีธรรม คลังจังหวัดลพบุรี กล่าวว่า ปัญหาที่พบมากที่สุด คือ การขอคำปรึกษาเรื่อง การกำหนด TOR และการอุทธรณ์จากผู้เสนอราคา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติอาจขาดประสบการณ์หรือตีความระเบียบคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะงานที่มีความซับซ้อน เช่น งานอีเวนต์แสดงแสงสีเสียง หรือการจัดซื้อรถขยะ ซึ่งทางสำนักงานคลังก็ให้คำแนะนำไป

นางแก้วใจ กล่าวว่า ฝากส่วนราชการและอปท. ในการจัดซื้อจัดจ้างต้องยึดความคุ้มค่าเป็นอันดับแรก ว่าจัดซื้อแล้วนำมาใช้งานหรือไม่ อันดับต่อมาคือความโปร่งใส ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เสนอราคาเข้าแข่งขันอย่างเป็นธรรม เปิดเผยข้อมูลตั้งแต่การจัดทำร่าง TOR ประชาชนสามารถเข้าไปตรงจสอบข้อมูลได้ และต้องเก็บเอกสารหลักฐานไว้ให้หน่วยงานตรวจสอบและคำนึงถึงประสิทธิภาพประสิทธิผล และตรวจสอบได้

ภายหลังการเสวนาเสร็จสิ้น นายกอบต.รายหนึ่ง แสดงความคิดเห็นต่อเวทีเสวนาว่า อปท.โดนจับผิดมากที่สุด แต่บางครั้งเมื่อชาวบ้านในพื้นที่เผชิญปัญหา แล้วต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็ต้องในเงินส่วนตัวออกไปก่อน เพราะไม่สามารถรอทำตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างได้ จึงอยากให้เข้าใจปัญหาที่ต้องเผชิญด้วยฟ

นอกจากนี้ตัวแทนภาคประชาชนที่เจ้าร่วมงานเสวนากล่าวข้อเสนอแนะว่า ต้องเปิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอความคิดเห็นเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตร.แถลงคดี 'หมิงเฉิน ซัน'เอี่ยวสแกม 'เฉิน จื้อ'ชี้ M4 ปืนประกอบตลาดมืด
ตร.แถลงคดี 'หมิงเฉิน ซัน'เอี่ยวสแกม 'เฉิน จื้อ'ชี้ M4 ปืนประกอบตลาดมืด