แผ่นดินไหวรุนแรง 7.8 แมกนิจูดนอกชายฝั่งเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ คร่าชีวิตอย่างน้อย 37-41 ราย บาดเจ็บเกือบ 500 คน ขณะที่อาฟเตอร์ช็อกกว่า 1,100 ครั้งยังขัดขวางภารกิจกู้ภัยและค้นหาผู้สูญหาย
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 สำนักข่าว Rappler รายงานโดยอ้างข้อมูลจาก National Disaster Risk Reduction and Management Council (NDRRMC) ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.8 แมกนิจูดนอกชายฝั่งจังหวัดซารังกานี ทางตอนใต้ของเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 8 มิถุนายน เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 37 ราย และอาจสูงถึง 41 ราย ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบ 500 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 4 ราย โดยปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อเนื่อง ท่ามกลางอาฟเตอร์ช็อกที่เกิดขึ้นแล้วมากกว่า 1,100 ครั้ง
ข้อมูลจาก Philippine Institute of Volcanology and Seismology (PHIVOLCS) และ United States Geological Survey (USGS) ระบุว่า แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.37 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากชายฝั่งราว 20-32 กิโลเมตร ที่ความลึกประมาณ 33 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนรุนแรงถึงระดับ 7 ตามมาตราวัดความรุนแรงของฟิลิปปินส์ หรือระดับที่ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง ในเมืองเจเนอรัล ซานโตส ส่งผลให้อาคารหลายแห่งพังถล่ม
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากอาคารถล่มและดินถล่ม โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดซารังกานีและเมืองเจเนอรัล ซานโตส มีรายงานอาคารพาณิชย์หลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก รวมถึงร้านอาหาร ศูนย์การค้า โรงเรียน โรงแรม และบ้านเรือนประชาชน ขณะที่ภาพจากพื้นที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นประชาชนจำนวนมากวิ่งหลบเศษซากอาคารที่ร่วงหล่นลงมา
NDRRMC ระบุว่า ในภูมิภาคซอกสก์ซาร์เจน มีผู้เสียชีวิต 33 ราย บาดเจ็บ 456 ราย และสูญหาย 4 ราย ส่วนภูมิภาคดาเวามีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 23 ราย โดยความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากเศษซากอาคารและดินถล่มในพื้นที่ภูเขาและชนบท
PHIVOLCS รายงานเพิ่มเติมว่า เกิดคลื่นสึนามิสูงประมาณ 1-1.4 เมตรตามแนวชายฝั่งหลายจุด รวมถึงในเขตมาซิมและเคียมบา จังหวัดซารังกานี และอีกหลายพื้นที่ใกล้เคียง ส่งผลให้มีการอพยพประชาชนในพื้นที่ชายฝั่งมากกว่า 10,000 ครอบครัว ก่อนที่ทางการจะยกเลิกคำเตือนสึนามิในเวลาต่อมา
ผู้รอดชีวิตในเมืองเจเนอรัล ซานโตสให้ข้อมูลกับสื่อท้องถิ่นว่า แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนรู้สึกเหมือนพื้นดินกำลังแตกออก หลายคนซึ่งกำลังเริ่มต้นวันแรกของปีการศึกษาใหม่ต้องรีบวิ่งออกจากอาคารเรียนเพื่อความปลอดภัย ขณะที่บางโรงเรียนยังมีนักเรียนไม่เต็มจำนวน ทำให้สามารถลดความสูญเสียได้บางส่วน
หลังผ่านไป 24 ชั่วโมง PHIVOLCS ระบุว่า ยังคงเกิดอาฟเตอร์ช็อกอย่างต่อเนื่อง โดยบางครั้งมีขนาดสูงถึง 6.5 แมกนิจูด ส่งผลให้การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยและการค้นหาผู้ติดค้างใต้ซากอาคารเป็นไปด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้สุนัขค้นหาและเครื่องจักรหนักในการปฏิบัติงาน
Office of Civil Defense รายงานว่า มีประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรงหลายหมื่นคน ระบบไฟฟ้าขัดข้องเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ ขณะที่ถนนและสะพานบางแห่งได้รับความเสียหาย ทำให้การลำเลียงความช่วยเหลือเป็นไปอย่างล่าช้า โรงพยาบาลหลายแห่งต้องจัดตั้งเต็นท์ชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ได้รับบาดเจ็บที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ด้านประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลัง พร้อมส่งกำลังทหารและหน่วยกู้ภัยเข้าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
PHIVOLCS ระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากกระบวนการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกบริเวณร่องลึกโคตาบาโต ซึ่งเป็นแนวรอยเลื่อนสำคัญทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวสูงของประเทศ
ขณะเดียวกัน การประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยมีรายงานว่าอาคารและโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายแล้วมากกว่า 20 แห่ง รวมถึงโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานประกอบการทางธุรกิจหลายแห่ง
ประชาชนจำนวนมากยังคงอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว เนื่องจากกังวลต่ออาฟเตอร์ช็อกที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเข้าใช้อาคารที่อาจได้รับความเสียหายทางโครงสร้างจนกว่าจะผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัย
สถานการณ์ในพื้นที่ยังอยู่ในช่วงวิกฤตของการค้นหาและกู้ภัย โดยหน่วยงานจากส่วนกลางของฟิลิปปินส์ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศบางส่วน เริ่มทยอยเข้าร่วมสนับสนุนการช่วยเหลือและการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย
เกาะมินดาเนาซึ่งมีประชากรราว 26 ล้านคน ตั้งอยู่ในเขตที่มีการเคลื่อนไหวของแผ่นเปลือกโลกอย่างต่อเนื่องและเผชิญเหตุแผ่นดินไหวเป็นประจำ โดย PHIVOLCS ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดที่ฟิลิปปินส์เผชิญในรอบหลายทศวรรษ
ฟิลิปปินส์เคยประสบแผ่นดินไหวรุนแรงหลายครั้งในอดีต รวมถึงเหตุการณ์ใหญ่เมื่อปี 2533 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้ประเด็นเรื่องมาตรฐานการก่อสร้างและการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากเกิดโศกนาฏกรรมครั้งล่าสุด
ทั้งนี้ หน่วยงานด้านภัยพิบัติของฟิลิปปินส์ระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และมูลค่าความเสียหายยังอาจเพิ่มขึ้นได้อีก เนื่องจากหลายพื้นที่ยังไม่สามารถเข้าถึงเพื่อสำรวจความเสียหายได้อย่างสมบูรณ์
อ้างอิง:




