สื่อเขมรตีข่าวเวียดนามผงาดรับอานิสงส์ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา ฮานอยตั้งเป้าขึ้นแท่นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค หลังผู้นำไทย-กัมพูชาเข้าพบ ด้านนักวิเคราะห์เขมรเตือนเวียดนามควรหยุดกดดัน-แสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน สำนักข่าวขแมร์ไทม์สของกัมพูชาได้ออกบทวิเคราะห์ว่าเวียดนามอาจจะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างราชอาณาจักรทั้งสองทำให้ทั้งกัมพูชาและไทยหันมาพยายามกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับฮานอยมากขึ้น ส่งผลให้เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากการทูตเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างชัดเจน เวียดนามได้แสดงบทบาทที่โดดเด่นในฐานะศูนย์กลางการค้าและการลงทุน โดยดึงดูดความสนใจทั้งในระดับธุรกิจและการทูตจากทั้งสองประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเผชิญกับความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากการปิดจุดผ่านแดนบางส่วนระหว่างกัมพูชาและไทย สินค้าอุปโภคบริโภคจากเวียดนามที่ไหลเข้าสู่กัมพูชาก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายเล มิง ฮุง (Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น บนพื้นฐานของจิตวิญญาณแห่งความสัมพันธ์เพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพแบบดั้งเดิม ความร่วมมือที่ครอบคลุม และความมั่นคงระยะยาว การหารือทวิภาคีมีขึ้นที่กรุงฮานอย ระหว่างที่ พล.อ.ฮุน มาเนต เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 การพูดคุยเน้นย้ำถึงความร่วมมือในหลากหลายด้าน เช่น การเมือง การค้าและการลงทุน ความมั่นคงและการป้องกัน การศึกษาและการฝึกอาชีพ สาธารณสุข การท่องเที่ยว วัฒนธรรม พลังงาน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน พล.อ.ฮุน มาเนต ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเร่งเชื่อมต่อทางด่วนพนมเปญ-บาเว็ต เข้ากับทางด่วนโฮจิมินห์ซิตี้-หมอกบ่าย รวมถึงปรับปรุงเส้นทางการขนส่งทางน้ำและขยายเส้นทางการบินระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้มีการปรับขั้นตอนการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนเพื่อลดระยะเวลาการจัดส่งและเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งสองประเทศมีเป้าหมายที่จะบรรลุการค้าทวิภาคีมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 658,000 ล้านบาท ภายในปี 2573
ในทำนองเดียวกัน ประเทศไทยก็กำลังดำเนินวาระทางเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกับเวียดนาม มีรายงานจากสื่อไทยว่าการเยือนเวียดนามของนายกรัฐมนตรีไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าพบผู้นำระดับสูงของเวียดนาม และหารือกับนักลงทุน นอกเหนือจากการเข้าร่วมการประชุม AFF ครั้งที่ 3 รัฐมนตรีไทยยังคาดว่าจะเข้าร่วมงาน 'Thailand-Vietnam Investment and Business Forum' ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทย เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างมุ่งหวังที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีเป็น 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 822,500 ล้านบาท หลังจากที่นายโต เลิม (Tô Lâm) เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม ได้เยือนกรุงเทพฯ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ในระหว่างการเยือนดังกล่าว เวียดนามและไทยได้ลงนามข้อตกลงสี่ฉบับ ครอบคลุมแผนปฏิบัติการสำหรับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมในช่วงปี 2569-2574 ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความเชื่อมโยงทางวิชาการระหว่างสถาบันบริหารรัฐกิจและธรรมาภิบาลของเวียดนามกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น และบันทึกความเข้าใจเพื่อพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา
อย่างไรก็ตาม หลังจากนายโต เลิม เดินทางกลับจากประเทศไทย เวียดนามได้บังคับใช้ข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับกิจกรรมการค้าข้ามพรมแดนกับกัมพูชา ส่งผลให้รถบรรทุกสินค้าของกัมพูชาจำนวนมากติดค้างอยู่ที่ด่านตรวจชายแดน และก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการเชื่อมโยงทางการค้าในภูมิภาค นายแซม เซือน (Sam Seun) นักวิเคราะห์นโยบายจากราชบัณฑิตยสภากัมพูชา (RAC) แสดงความเห็นกับขแมร์ไทม์สว่า การพัฒนาล่าสุดได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับการเชื่อมโยงทางการค้าในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่กัมพูชาพยายามกระจายห่วงโซ่อุปทานท่ามกลางความตึงเครียดกับประเทศไทย
นายแซมกล่าวเสริมว่ารัฐบาลกัมพูชาได้พยายามอย่างแข็งขันในการกระจายแหล่งนำเข้าและอุปทานจากประเทศต่างๆ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน เพื่อตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดจากความตึงเครียดกับไทย เขาย้ำว่าเวียดนามควรหลีกเลี่ยงการสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อกัมพูชา หรือพยายามแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ควรทำงานร่วมกันเพื่ออำนวยความสะดวกในการไหลเวียนของการค้าและเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในฐานะพันธมิตรอาเซียน
ที่มา https://www.khmertimeskh.com/501915829/vietnam-emerges-beneficiary-of-cambodia-thailand-tensions/




