News Logo
หน้าแรก
ศาลสหรัฐฯ ชี้ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B แสนดอลลาร์ของทรัมป์ ‘ผิดกฎหมาย’

ศาลสหรัฐฯ ชี้ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B แสนดอลลาร์ของทรัมป์ ‘ผิดกฎหมาย’

9 มิ.ย. 2569 10:33
ผู้ชม 29 คน

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งระงับนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B สูงถึง 100,000 ดอลลาร์ของรัฐบาลทรัมป์ โดยระบุว่า เข้าข่ายเป็นภาษีที่ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจกำหนดเอง พร้อมเปิดทางให้ภาคธุรกิจกลับมายื่นคำร้องในอัตราปกติทันที

สำนักข่าว Next News อ้างอิงรายงานของ The Wall Street Journal ระบุว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำรัฐแมสซาชูเซตส์ มีคำพิพากษาเพิกถอนนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.28 ล้านบาท สำหรับการยื่นคำร้องขอวีซ่า H-1B ใหม่ ซึ่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้เมื่อเดือนกันยายน 2568 โดยคำสั่งของศาลมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศเป็นการชั่วคราว

Reuters และ Forbes รายงานว่า ผู้พิพากษาลีโอ ที. โซโรคิน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในสมัยอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา เห็นว่า นโยบายดังกล่าวเกินขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหาร ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจตามรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นไปตาม Administrative Procedure Act (APA) ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดกระบวนการออกกฎระเบียบของหน่วยงานรัฐบาลกลาง

ในคำพิพากษาความยาว 42 หน้า ผู้พิพากษาโซโรคินระบุว่า การเรียกเก็บเงินจำนวนดังกล่าวมีลักษณะเป็นภาษีโดยสาระสำคัญ ไม่ใช่ค่าปรับหรือมาตรการกำกับดูแลตามที่รัฐบาลอ้าง พร้อมระบุว่ารัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดภาษีและนโยบายหลักด้านการเข้าเมือง ไม่ใช่ประธานาธิบดีเพียงฝ่ายเดียว

นโยบายดังกล่าวมีที่มาจากคำประกาศของประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 โดยทรัมป์ให้เหตุผลว่า มีการใช้โครงการ H-1B ในทางที่ไม่เหมาะสม และจำเป็นต้องปกป้องแรงงานชาวอเมริกันจากแรงกดดันด้านค่าจ้าง โครงการ H-1B เปิดทางให้บริษัทในสหรัฐฯ จ้างบุคลากรต่างชาติในสาขาวิชาชีพเฉพาะทาง เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ การแพทย์ และวิศวกรรมศาสตร์

ข้อมูลจากทำเนียบขาวระบุว่า ค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ จะถูกเรียกเก็บกับคำร้องใหม่สำหรับผู้สมัครจากนอกสหรัฐฯ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2568 เป็นระยะเวลา 12 เดือน และสามารถขยายเวลาได้ ขณะที่ค่าธรรมเนียมตามปกติเดิมอยู่ที่ประมาณ 2,000-8,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคำร้อง

คดีนี้เกิดจากการฟ้องร้องของ 20 รัฐ นำโดยรัฐแคลิฟอร์เนีย ภายใต้การดำเนินการของ ร็อบ บอนตา อัยการสูงสุดของรัฐ ร่วมกับรัฐแมสซาชูเซตส์ โดยฝ่ายโจทก์ระบุว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนบุคลากรทักษะสูงในโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และโรงเรียนของรัฐ

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ผู้พิพากษา เบริล ฮาวเวลล์ ศาลรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เคยมีคำพิพากษาสนับสนุนรัฐบาลทรัมป์ในคดีที่ยื่นโดยหอการค้าสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างศาลรัฐบาลกลางต่างเขต

คำพิพากษาล่าสุดของผู้พิพากษาโซโรคินส่งผลให้มาตรการดังกล่าวถูกระงับการบังคับใช้ทั่วประเทศเป็นการชั่วคราว บริษัทต่างๆ สามารถกลับมาชำระค่าธรรมเนียมในอัตราปกติได้ทันที ขณะที่โควตาวีซ่า H-1B ยังคงอยู่ที่ 85,000 ฉบับต่อปี แบ่งเป็น 65,000 ฉบับสำหรับผู้สมัครทั่วไป และอีก 20,000 ฉบับสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไปจากสถาบันในสหรัฐฯ

ทำเนียบขาวและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ (DHS) ออกแถลงการณ์วิจารณ์คำตัดสินดังกล่าวว่าเป็นการแทรกแซงเชิงตุลาการ พร้อมยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์ทันที โดยคาดว่าคดีอาจเข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาคที่ 1 และอาจไปถึงศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในที่สุด

ข้อมูลจาก USCIS ระบุว่า โครงการ H-1B ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Google และ Microsoft รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีจากอินเดียจำนวนมาก มักยื่นคำร้องขอวีซ่าประเภทนี้เป็นจำนวนมากในแต่ละปี

ด้าน American Immigration Council ระบุว่า การกำหนดค่าธรรมเนียมในระดับสูงเช่นนี้จะสร้างภาระอย่างมากต่อธุรกิจขนาดเล็กและบริษัทเกิดใหม่ ขณะที่ภาคสาธารณสุขอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนแพทย์และพยาบาลจากต่างประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนนโยบายของทรัมป์เห็นว่า การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราสูงจะช่วยลดการใช้แรงงานต่างชาติทดแทนแรงงานอเมริกัน และกระตุ้นให้ภาคธุรกิจลงทุนพัฒนาทักษะแรงงานภายในประเทศมากขึ้น

โครงการ H-1B มีจุดเริ่มต้นจากกฎหมาย Immigration and Nationality Act (INA) เมื่อปี 2495 และได้รับการปรับปรุงหลายครั้งตามความต้องการแรงงานทักษะสูงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในซิลิคอนแวลลีย์

สถิติของ USCIS แสดงให้เห็นว่าผู้ได้รับวีซ่า H-1B จำนวนมากเป็นพลเมืองอินเดีย จีน และประเทศอื่นๆ โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีการถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการใช้โครงการในทางที่ไม่เหมาะสมและข้อกล่าวหาเรื่องการจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าแรงงานในประเทศ

อ้างอิง: 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข้าราชการอินเดียใกล้เกษียณสูญเงิน 34 ล้าน ถูกหลอกจับกุมออนไลน์
ข้าราชการอินเดียใกล้เกษียณสูญเงิน 34 ล้าน ถูกหลอกจับกุมออนไลน์