News Logo
หน้าแรก
สภาพัฒน์เผย'จีดีพี'ไตรมาสแรกปี 69 โตพุ่ง 2.8% คาดทั้งปีขยายตัว 2%

สภาพัฒน์เผย'จีดีพี'ไตรมาสแรกปี 69 โตพุ่ง 2.8% คาดทั้งปีขยายตัว 2%

18 พ.ค. 2569 14:05
ผู้ชม 10 คน

สภาพัฒน์เปิดตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกปี 69 โตแรง 2.8% ได้การส่งออก-ท่องเที่ยว-ลงทุนหนุน คาดทั้งปีขยายตัว 2% แนะรัฐบาลใช้เงินกู้ 4 แสนล้านให้ตรงเป้า

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เผยแพร่รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569 ว่า ขยายตัวร้อยละ 2.8 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 2.5 ในไตรมาสที่สี่ของปี 2568 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวจากไตรมาสที่สี่ของปี 2568 ร้อยละ 0.7 (QoQ_SA)

รายงานสภาพัฒน์ระบุว่า ด้านการใช้จ่าย การลงทุนรวม การส่งออกสินค้าและการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเร่งขึ้น การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกบริการกลับมาขยายตัว โดยการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวในเกณฑ์ดีร้อยละ 3.2 ต่อเนื่องจากร้อยละ 3.3 ในไตรมาสก่อนหน้า การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาล ขยายตัวร้อยละ 3.4 เร่งขึ้นจากร้อยละ 1.3 ในไตรมาสก่อน โดยค่าซื้อสินค้าและบริการ อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 22.0 ต่ำกว่าอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 39.3 ในไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 22.7 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

รายงานระบุว่า การลงทุนรวม ขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 9.9 เร่งขึ้นจากร้อยละ 8.1 ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 10.1 เร่งขึ้นจากร้อยละ 6.5 ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการลงทุนภาครัฐ ขยายตัวร้อยละ 9.4 ชะลอลงจากร้อยละ 13.3 ในไตรมาสก่อน อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 15.1 ต่ำกว่าอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 19.0 ในไตรมาสก่อนหน้า

รายงานระบุว่า การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 95,096 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 17.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 9.4 ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่การนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 95,399 ล้านเหรยญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 33.1 เร่งขึ้นจากร้อยละ 17.5 ในไตรมาสก่อน และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส เป็นการขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส 0.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (6.9 พันล้านบาท)

รายงานระบุว่า ด้านการผลิต สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 เร่งขึ้นจากร้อยละ 0.6 ในไตรมาสก่อนหน้า รายได้เกษตรกร ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ร้อยละ 6.3 ส่วนสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 0.9 ปรับตัวดีขึ้นจากร้อยละ 0.4 ในไตรมาสก่อนหน้า อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 61.26 สูงกว่าร้อยละ 57.50 ในไตรมาสก่อนหน้า สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 เร่งขึ้นจากร้อยละ 0.6 นักท่องเที่ยวชาวไทย 71.12 ล้านคน-ครั้ง (เพิ่มขึ้น 2.0%) นักท่องเที่ยวต่างชาติ 9.317 ล้านคน (คิดเป็น 91.48% ของช่วงก่อนโควิด) รายรับรวมจากการท่องเที่ยว 7.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% อัตราการเข้าพักเฉลี่ย ร้อยละ 74.90

รายงานระบุว่า ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.91 สูงกว่าร้อยละ 0.70 ในไตรมาสก่อนหน้า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ร้อยละ -0.5 ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.6 ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (101.6 พันล้านบาท) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 280.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.38 ของ GDP

รายงานระบุว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.5 - 2.5 (ค่ากลางการประมาณการ ร้อยละ 2.0) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย (1) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน (2) การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ และ (3) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก

ทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวร้อยละ 2.4 และร้อยละ 3.7 ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกในรูปเหรียญสหรัฐ จะขยายตัวร้อยละ 9.6 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 2.0 – 3.0 และ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 1.0 ของ GDP

รายงานระบุว่า ประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับ

1) ดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยให้ความสำคัญกับ (1) การบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงาน มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งสำรองหลากหลาย เพื่อทดแทนการนำเข้าจากตะวันออกกลาง การเพิ่มกำลังการผลิตจากแหล่งผลิตภายในประเทศ รณรงค์ประหยัดพลังงานเชิงรุกทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน (2) การดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงแบบมุ่งเป้า (Targeted) เพื่อดูแลผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสัดส่วนการพึ่งพิงพลังงานสูงและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง อาทิ ภาคขนส่ง ภาคประมง และภาคก่อสร้าง รวมทั้งให้ความสำคัญกับ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น (3) ดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบในภาคการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน (4) ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของพลังงานและการปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าผ่านการเร่งกระบวนการซื้อกระแสไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) การขายไฟฟ้าส่วนเกินในราคาขายปลีก (Net metering)

  2) การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้าให้เกิดการลงทุนจริง โดย (1) อำนวยความสะดวกและการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐและปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคของการประกอบธุรกิจผ่านการเร่งดำเนินการระบบ Thailand FastPass (2) พัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน ประกอบด้วย การส่งเสริมการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดิจิทัล ซอฟต์แวร์ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ (3) การสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศโดย การกำหนดเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ

  3) การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดย (1)ลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเตรียมความพร้อมต่อกระบวนการไต่สวนตามมาตรา 301 โดยเร่งส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศ (2) การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ได้แก่ สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ ปากีสถาน ตุรกี ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว (3) สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 - 2570 ได้แก่ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และข้อกฎหมายด้านการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนในการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรป

4) การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดย (1) เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90.7 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบลงทุนที่ควรเร่งรัดให้เบิกจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด (2) จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 บังคับใช้ได้ตามกำหนด พร้อมทั้งเร่งรัดให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมดำเนินการโครงการลงทุน ควรให้งบลงทุนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2570 มีการเบิกจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด (3) การบริหารจัดการงบประมาณภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัดกุม (4) รักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต

5) การดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดย (1) เร่งจัดหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยการนำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรีย จากตะวันออกกลาง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยสั่งตัดหรือปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า จากต่างประเทศ (2) บริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะการสำรองน้ำให้มีเพียงพอต่อการเพาะปลูก และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงของภาวะฝนทิ้งช่วง/ภัยแล้ง อันเนื่องมาจากผลกระทบของปรากฏการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าวนาปีในปีการเพาะปลูก 2569/2570

6)การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญแก่(1) การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน โดยเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้รายย่อยที่เข้ารับการปรับโครงสร้างหนี้และปิดจบหนี้ (2) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้า (3) การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'SPRC' แจงพร้อมร่วมมือตรวจสอบคดีน้ำมัน ยันโปร่งใส
'SPRC' แจงพร้อมร่วมมือตรวจสอบคดีน้ำมัน ยันโปร่งใส