News Logo
หน้าแรก
‘เพาเวอร์ไลน์ฯ’ร้อง อภ.ยื้อจ่ายค่าจ้างก่อสร้างรง.ผลิตยาที่ปทุมฯ

‘เพาเวอร์ไลน์ฯ’ร้อง อภ.ยื้อจ่ายค่าจ้างก่อสร้างรง.ผลิตยาที่ปทุมฯ

19 พ.ค. 2569 16:23
ผู้ชม 201 คน

‘เพาเวอร์ไลน์ฯ’ร้องผอ.องค์การเภสัชฯ ยื้อจ่ายค่าจ้างก่อสร้างโรงงานผลิตยาที่ปทุมฯ พร้อมขอทราบผลการของด-ลดค่าปรับ ฮึ่มหากไร้คำตอบ เตรียมฟ้อง

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมว่า นายเสวก ศรีสุชาต ประธานกรรมการ บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PLE ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อขอทราบผลการพิจารณาการของด หรือลดค่าปรับ หรือขยายเวลาตามสัญญา ตามมาตรา 102(1) (ตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560) และขอร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กรณีการหน่วงเหนี่ยวการจ่ายค่าจ้าง ทำให้บริษัทเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา

หนังสือดังกล่าวระบุว่า ตามที่บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ได้รับจ้างทำงานก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิต ระยะที่สอง จ.ปทุมธานีนั้น ตามที่บริษัท ได้ขอรับตัวอย่างสำหรับทดสอบเครื่องจักรในกระบวนการผลิตมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 แต่ทาง อภ.เพิกเฉย ไม่ส่งมอบตัวอย่างทดสอบให้แก่บริษัท จนกระทั่งเดือนมีนาคม 2568 อภ.จึงขอใช้เครื่องจักรที่บริษัทได้ติดตั้งเสร็จเพื่อทำการผลิตตัวอย่างทดสอบ และ อภ.ได้มีหนังสือแจ้งการงดค่าปรับให้แก่บริษัท จำนวน 106 วัน ซึ่งบริษัทได้ขอให้ อภ.พิจารณาการงดค่าปรับอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจาก อภ.ได้ส่งมอบตัวอย่างทดสอบให้แก่บริษัทเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 อย่างไรก็ตาม หลังจากที่บริษัทได้ขอให้ อภ.ทบทวนผลการพิจารณาการของด หรือลดค่าปรับตามสัญญา ตามมาตรา 102 กรณีอภ.ไม่ส่งตัวอย่างสำหรับทดสอบเครื่องจักรแล้ว อภ.ได้มีหนังสือหารือไปที่กรมบัญชีกลาง และกรมบัญชีกลางได้ตอบข้อหารือเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 และ อภ.แจ้งให้บริษัททราบว่าการพิจารณางดค่าปรับเพิ่มเติมอยู่ในขบวนการพิจารณา ซึ่งบริษัทได้มีหนังสือขอยืนยันสิทธิที่ควรจะได้รับ และบริษัทขอส่งมอบงานจ้างเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 โดยผู้ควบคุมงานมีหนังสือรับรองเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 และคณะกรรมการตรวจรับได้มีมติตรวจรับงานงวดสุดท้ายแล้วนั้น

หนังสือระบุว่า ต่อมาบริษัทได้รับหนังสือเชิญจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องจาก อภ.มีหนังสือถึงนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอความอนุเคราะห์ให้พิจารณาและให้ความเห็นทางด้านวิศวกรรม กรณีความพร้อมของระบบลมอัดสะอาดสำหรับใช้ทดสอบเครื่องจักรในกระบวนการผลิต โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิตระยะที่ 2 จังหวัดปทุมธานีเนื่องจากอภ.มีความจำเป็นต้องพิจารณาประเด็นการงดหรือลดค่าปรับแก่ผู้รับจ้าง(บริษัท) ซึ่งมีการประชุมในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 และในที่ประชุมแจ้งว่าระบบลมอัดสะอาดสำหรับใช้ทดสอบเครื่องจักรในกระบวนการผลิตมีความพร้อมตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2567นอกจากนั้น อภ.ได้เข้าใช้ทรัพย์สินที่จ้างทั้งหมดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 อย่างสมบูรณ์

ต่อมาบริษัทได้มีหนังสือสอบถามและแสดงความจำนงขอยินยอมให้หักค่าจ้างเพื่อจ่ายเป็นค่าควบคุมงานเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยบริษัทมีเจตนารับภาระเพื่อจะได้มีข้อสรุปมูลค่างานจ้างคงเหลือหักออกด้วยค่าใช้จ่ายตามสัญญาจ้างข้อ 17 เพื่อรับเงินค่าจ้างคงเหลือมาใช้บริหารงานที่บริษัทรับจ้างงานอื่นๆ ไว้อยูแล้ว เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีเงินคงเหลือที่ยังไม่ได้ค่าจ้างจาก อภ.อีกประมาณ 400 ล้านบาท ทำให้บริษัทขาดความน่าเชื่อถือจากธนาคารผู้ให้การสนับสนุนด้านการเงินอย่างมาก แต่ อภ.ไม่มีคำตอบใดๆ ต่อบริษัท ผิดวิสัยของหน่วยงานที่มีธรรมาภิบาล

หนังสือระบุอีกว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 บริษัทได้เข้าประชุมร่วมกับคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนของ อภ.รับทราบว่าทาง อภ.จะส่งข้อหารือกลับไปยังกรมบัญชีกลางและสำนักงานอัยการสูงสุดอีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆ ที่ได้ขอหารือไปครั้งหนึ่งแล้ว และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ อภ.ได้มีการขอความอนุเคราะห์ไปยังวิสวกรรมสถานแห่งประเทศไทย แต่ไม่สอบถามไปยังกรมบัญชีกลางและสำนักงานอัยการสูงสุดในคราวเดียวกัน นอกจากนั้นบริษัทมั่นใจว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุของ อภ.ได้ดำเนินการตามพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ พ.ศ.2560 แล้วโดยกรรมการทุกท่านย่อมเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอในการบริหารสัญญาจ้างให้เป็นไปตามพ.ร.บ. แต่ท่านกลับยืดเวลาออกไปอีก 2 เดือน แล้วจึงขอหารือไปยังกรมบัญชีกลางและสำนักงานอัยการสูงสุด ที่เคยหารือและเคยได้รับคำตอบแล้ว

“บริษัทเห็นว่าผู้อำนวยการ อภ. ที่มีคำสั่งให้ส่งเรื่องไปหารือต่อกรมบัญชีกลางและสำนักงานอัยการสูงสุดในครั้งนี้มีเจตนาหน่วงเหนี่ยวการจ่ายค่าจ้าง และอาจมีเจตนาให้บริษัทขาดสภาพคล่องจนธนาคารผู้ให้การสนับสนุนด้านการเงินไม่อนุมัติเงินกู้ให้บริษัททำงานรับจ้างอื่นทำให้ทำงานไม่สำเร็จ และทำให้บริษัทเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ประกอบด้วยการต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้เป็นระยะเวลามากกว่า 4 เดือน ความเสียหายจากการขาดสภาพคล่องที่ธนาคารผู้ให้การสนับสนุนด้านการเงินขาดความเชื่อถือ ความเสียหายที่คู่ค้าขาดความเชื่อถือ และความเสียหายด้านชื่อเสียง เป็นต้น” หนังสือระบุ

หนังสือยังระบุว่า บริษัทขอเรียนว่าบริษัท ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และมีความตั้งใจทำงานที่รับจ้างให้สำเร็จ การไม่ได้รับตัวอย่างทดสอบเครื่องจักรมีผลกระทบต่อการส่งมอบงานจ้างตามสัญญาอย่างแท้จริง หากอภ. ส่งมอบตัวอย่างสำหรับทดสอบตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 บริษัทยังมีเวลาสำหรับการดำเนินการทดสอบการทำ Site Acceptance Test (SAT) เครื่องผลิตยาฉีดและดำเนินงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น 1. Samples for Formats manufacturing

2.Samples for Mechanical Test

3.Samples for Validation System

4.Samples for Packaging Line

5.มีผลกระทบต่อการส่งมอบงานส่วนที่ 2 งวดที่ 3 ของทุกเครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง

6.มีผลกระทบต่อการส่งมอบงานส่วนที่ 3 ซึ่งสัญญาจ้างกำหนดงวดงานให้ส่งต่อเนื่องกันไม่สามารถส่งงานข้ามงวดงานได้ซึ่งต้องส่งงานส่วนที่ 2 งวดที่ 3 ก่อนจึงจะสามารถส่งงานส่วนที่ 3 ได้ และเอกสารทั้งหมดต้องนำมาแนบในเอกสารส่งมอบงานส่วนที่ 3 ด้วย

“บริษัทขอความกรุณาพิจารณาการงดค่าปรับเพิ่มเติมตามเอกสารหลักฐานที่ได้ส่งต่อคณะกรรมการตรวจรับพัสดุไปแล้วรวมทั้งความเห็นของผู้เชี่ยวชาญซึ่งเพียงพอต่อการใช้ประกอบการพิจารณา และโปรดพิจารณาพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 93 ประกอบการพิจารณา เพื่อการอ่านสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายลงนามไว้ต่อกัน บริษัทหวังว่าจะได้รับการพิจารณาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และ หากภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 องค์การเภสัชกรรมยังไม่สามารถมีข้อสรุปที่เป็นธรรมได้ บริษัทขอยกเลิกการยินยอมให้หักค่าจ้างเพื่อจ่ายเป็นค่าควบคุมงาน และไม่รับเป็นผู้จ่ายค่าควบคุมงานงวดที่ 36 ถึงงวดที่ 43 และบริษัท สงวนสิทธิในการดำเนินการทางกฎหมายทางปกครองและกฎหมายอื่นๆ ต่อไป”หนังสือระบุ

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'SPRC' แจงพร้อมร่วมมือตรวจสอบคดีน้ำมัน ยันโปร่งใส
'SPRC' แจงพร้อมร่วมมือตรวจสอบคดีน้ำมัน ยันโปร่งใส