News Logo
หน้าแรก
เนรมิตประปาแม้นศรี เป็นที่อาศัยคนไร้บ้าน

เนรมิตประปาแม้นศรี เป็นที่อาศัยคนไร้บ้าน

3 เม.ย. 2569 19:12
ผู้ชม 35 คน

เช้าตรู่ในกรุงเทพฯ

แสงแดดยังไม่ทันพ้นยอดพระบรมบรรพตของ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

ชายคนหนึ่งกำลังพับผ้าห่มเก่า เก็บเสื่อ และรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดของชีวิตใส่ถุงพลาสติกใบเล็ก

เมื่อคืน ฟุตบาทคือบ้านของเขา

และเช้าวันนี้ เมืองกำลังเริ่มต้นวันใหม่โดยแทบไม่มีใครรู้ว่าเขาเคยนอนอยู่ตรงนั้น

ริม คลองหลอด ใกล้ ถนนราชดำเนินกลาง

ผู้คนจำนวนหนึ่งค่อย ๆ เก็บที่นอนชั่วคราว ก่อนจะแยกย้ายกันไปตามถนนของเมืองใหญ่ ภาพเช่นนี้เกิดขึ้นแทบทุกวัน

พวกเขาไม่มีบ้าน

และในเมืองที่มีตึกสูง ถนนกว้าง และเศรษฐกิจหมุนเวียนมหาศาล

ยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่มีแม้แต่ “ที่อยู่ในระบบ”

คนไร้บ้าน คือประชากรที่เมืองมองเห็นทุกวัน แต่สังคมแทบไม่เคยมองเห็นจริง ๆ

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะใน กรุงเทพมหานคร

มหานครระดับโลกอย่าง นิวยอร์ก ลอนดอน หรือ โตเกียว ต่างก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน

เมื่อเมืองเติบโตเร็ว

บางคนก็ “หลุดออกจากระบบ” เร็วพอ ๆ กัน

ในประเทศที่มีฤดูหนาวรุนแรง คนไร้บ้านต้องเผชิญอันตรายถึงชีวิต หลายคนต้องเข้าไปหลบหนาวในสถานีรถไฟใต้ดินหรืออาคารสาธารณะ

หลายเมืองจึงต้องจัดที่พักพิงฉุกเฉิน เปิดครัวสาธารณะ และสร้างระบบช่วยเหลือระยะยาว

เพราะเมืองที่พัฒนาแล้ว ไม่ควรวัดแค่รายได้ของคนที่ประสบความสำเร็จ

แต่ควรวัดจากการดูแลคนที่ล้มลง

ประเทศไทยเองก็เผชิญแนวโน้มเดียวกัน

เมืองใหญ่อย่าง ขอนแก่น เชียงใหม่ และ นครราชสีมา เริ่มพบปัญหาคนไร้บ้านเพิ่มขึ้น

แต่ภาพที่ชัดที่สุดยังคงอยู่ใน กรุงเทพมหานคร

ข้อมูลของ กรุงเทพมหานคร ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2566 มีคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ จำนวน 1,271 คน

หลังการระบาดของ โควิด‑19 ภาพของผู้คนที่ต่อแถวรับอาหารบริจาคตามแนวถนนราชดำเนินเริ่มปรากฏบ่อยขึ้น

 

ในยามเช้า บริเวณริมคลองหลอด หรือหน้าร้านค้าใกล้ กระทรวงมหาดไทย จะเห็นคนไร้บ้านกำลังเก็บที่นอน หลังจากใช้พื้นที่สาธารณะเป็นที่พักค้างคืน

แม้กรุงเทพมหานครจะจัดระเบียบพื้นที่หลายจุด แต่ในปี พ.ศ. 2567 ยังมีรายงานว่า ใต้ สะพานพระปิ่นเกล้า ตรอกสาเก และแนวราชดำเนิน มีคนไร้บ้านรวมกันถึง 749 คน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า

จะทำอย่างไรให้คนไร้บ้าน “หายไปจากสายตา” ของเมือง

แต่คือ

จะทำอย่างไรให้พวกเขา “กลับมายืนอยู่ในสังคมได้อีกครั้ง”

เพราะการซ่อนปัญหา ไม่ใช่การแก้ปัญหา

ในหลายประเทศ การจัดการคนไร้บ้านถือเป็นภารกิจสำคัญของผู้บริหารเมือง

ไม่ใช่เพียงเรื่องความสงบเรียบร้อยของเมือง

แต่เป็นเรื่องศักดิ์ศรีของมนุษย์ 

หากใช้เพียงมาตรการกฎหมาย ปัญหามักหายไปเพียงชั่วคราว

เมื่อมีการกวดขัน คนไร้บ้านก็ย้ายไปอีกพื้นที่หนึ่ง

และไม่นานก็กลับมาอีก

เมืองอาจสะอาดขึ้นชั่วคราว

แต่ปัญหายังคงอยู่เหมือนเดิม

การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยทั้งความรู้ ความร่วมมือ และระบบสนับสนุนทางสังคม

แนวคิดเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นในโครงการสำคัญของ กรุงเทพมหานคร

คือการพัฒนาพื้นที่ “ประปาแม้นศรี” ใน เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

 

โครงการ“บ้านอิ่มใจ”

โครงการ“บ้านอิ่มใจ”

โครงการนี้ใช้งบประมาณประมาณ 35 ล้านบาท เพื่อพัฒนาพื้นที่กว่า 44 ไร่ ให้เป็นทั้งพื้นที่สาธารณะของเมือง และพื้นที่รองรับคนไร้บ้าน

อ้างอิง เว็บไซต์ ของ กรุงเทพมหานคร

https://opencontract.bangkok.go.th/main.html?itemId=0032

หัวใจของโครงการคืออาคาร “บ้านอิ่มใจ”

ซึ่งเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับคนไร้บ้าน รองรับได้ประมาณ 200 คน

ภายในมีบริการพื้นฐาน เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ โรงอาหาร และลานกิจกรรม

รวมถึงบริการที่ช่วยให้คนกลับเข้าสู่ระบบสังคมได้อีกครั้ง เช่น การตัดผม การซักผ้า การทำบัตรประชาชน และการตรวจสุขภาพ

นอกจากนี้ยังมีแผนปรับปรุงอาคารสูง 6 ชั้นให้เป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้เริ่มต้นทำงาน และอนุรักษ์อาคารโบราณให้เป็นพื้นที่สาธารณะของเมือง

ในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569 ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมในงาน การจัดกิจกรรมศึกษาเรียนรู้ด้านสุขภาวะของประชากรกลุ่มเฉพาะ ณ บ้านอิ่มใจ ประปาแม้นศรี

 

โครงการ“บ้านอิ่มใจ”

โครงการ“บ้านอิ่มใจ”

ภายใต้ความร่วมมือของ

กรุงเทพมหานคร

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

และ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการช่วยเหลือคนไร้บ้าน

ในระยะต่อไป กรุงเทพมหานครมีแผนชักชวนคนไร้บ้านจากพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ใต้สะพานปิ่นเกล้า ตรอกสาเก และแนวราชดำเนิน เข้ามาใช้บริการบ้านอิ่มใจ

เพื่อให้ได้รับการดูแลด้านสุขภาพ การฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และโอกาสในการเริ่มต้นใหม่

นี่ไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้างอาคาร

แต่คือการทดลองสำคัญของการบริหารเมือง

หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ บ้านอิ่มใจอาจกลายเป็นต้นแบบของการจัดการปัญหาคนไร้บ้านในเมืองอื่น ๆ ของประเทศไทย

และอาจเป็นตัวอย่างของเมืองที่พัฒนาโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว

คนไร้บ้านไม่ใช่เพียงภาพหนึ่งบนฟุตบาทของเมือง

แต่คือกระจกสะท้อนว่า เมืองนั้นให้คุณค่ากับความเป็นมนุษย์เพียงใด

และบางที ความยิ่งใหญ่ของเมือง

อาจไม่ได้วัดจากตึกที่สูงที่สุด

แต่อยู่ที่ว่า

“เมืองที่ดี ไม่ใช่เมืองที่ไม่มีคนล้มลง

แต่คือเมืองที่ทำให้คนที่ล้มลง ยังมีที่ให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง”

โครงการ“บ้านอิ่มใจ”

โครงการ“บ้านอิ่มใจ”

โครงการ“บ้านอิ่มใจ”

โครงการ“บ้านอิ่มใจ”

โครงการ“บ้านอิ่มใจ”

โครงการ“บ้านอิ่มใจ”

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ค่าการกลั่น : กลไกรักษาสมดุลอุปสงค์-อุปทานในตลาดน้ำมัน
ค่าการกลั่น : กลไกรักษาสมดุลอุปสงค์-อุปทานในตลาดน้ำมัน