News Logo
หน้าแรก
ค่าการกลั่น : กลไกรักษาสมดุลอุปสงค์-อุปทานในตลาดน้ำมัน

ค่าการกลั่น : กลไกรักษาสมดุลอุปสงค์-อุปทานในตลาดน้ำมัน

3 เม.ย. 2569 22:25
ผู้ชม 39 คน

ในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน ค่าการกลั่นมักถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นสาธารณะอยู่เสมอ

แต่การทำความเข้าใจเรื่องนี้จำเป็นต้องมองให้ครบทั้งระบบ เพราะตัวเลขที่เห็นในแต่ละช่วงเวลา ไม่ได้สะท้อนเพียงผลประกอบการของโรงกลั่น หากเป็นผลลัพธ์ของกลไกตลาดพลังงานโลกที่เชื่อมโยงกันหลายชั้น

ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin: GRM) เป็นส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับต้นทุนน้ำมันดิบในตลาดอ้างอิง โดยในภาวะปกติ ค่าการกลั่นในตลาดเอเชียมักเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงประมาณ 2–5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (หรือราว 0.5–1.2 บาทต่อลิตร)

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ตลาดตึงตัว เช่น ต้นปี 2569 ค่าการกลั่นที่ถูกพูดถึงในประเทศไทยอาจอยู่ในระดับประมาณ 10–15 เหรียญต่อบาร์เรล (ราว 2–3 บาทต่อลิตร) หรือเมื่อแปลงในบางโครงสร้างราคา อาจถูกสะท้อนเป็นตัวเลขระดับ ประมาณ 14 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นเพียงภาพของช่วงเวลา ไม่ใช่ระดับที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขค่าการกลั่นจึงขึ้นลงตามอุปสงค์และอุปทานของผลิตภัณฑ์น้ำมันในแต่ละช่วงเวลา เช่น หากเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หรือมีข้อจำกัดด้านการขนส่งผ่านเส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันมากกว่า 20% ของปริมาณการค้าทางทะเลของโลก ต้นทุนน้ำมันดิบอาจปรับตัวเร็ว ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์ตอบสนองตามความต้องการของตลาดปลายทาง

ตัวเลขค่าการกลั่นจึงเป็นเพียงภาพสะท้อนของแรงกดดันเหล่านี้ ไม่ใช่ตัวเลขกำไรที่สามารถแยกออกมาดูได้โดยลำพัง

สถานการณ์หนึ่งที่เห็นชัดคือช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกลดลงอย่างรุนแรงกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงอย่างหนัก โดยน้ำมันดิบ WTI เคยลดลงไปถึง –37 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในเดือนเมษายน 2563 ขณะที่ความต้องการน้ำมันเครื่องบินลดลงมากกว่า 50% ส่งผลให้ค่าการกลั่นในหลายภูมิภาค รวมถึงตลาดเอเชีย ปรับลดลงจนอยู่ในระดับ ใกล้ศูนย์หรือแม้แต่ติดลบ ในบางช่วง

เมื่อค่าการกลั่นอยู่ในระดับต่ำหรือเป็นลบ โรงกลั่นจำนวนมากจึงต้องลดกำลังการผลิตลงจากระดับปกติราว 90–100% เหลือ 60–70% หรือหยุดเดินเครื่องชั่วคราว เนื่องจากการผลิตต่อไปยิ่งเพิ่มภาระขาดทุน

ภาพนี้สะท้อนว่าค่าการกลั่นทำหน้าที่เป็น “สัญญาณราคา” ที่กำหนดพฤติกรรมของผู้ผลิตโดยตรง

ในอีกด้านหนึ่ง มีตัวอย่างจากบางประเทศที่เลือกใช้ มาตรการแทรกแซงราคาในระบบพลังงานอย่างเข้มข้น เช่น เม็กซิโกหรืออาร์เจนตินา ซึ่งมีการควบคุมราคาผลิตภัณฑ์ภายในประเทศในบางช่วงเวลา ผลที่เกิดขึ้นคือส่วนต่างระหว่างต้นทุนกับราคาขายถูกบีบจนไม่สะท้อนสภาพตลาด โรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ และในบางช่วงเกิดภาวะขาดแคลนในประเทศ หรือภาครัฐต้องใช้งบประมาณอุดหนุนพลังงานในระดับ หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี

เมื่อกลไกตลาดมีการบิดเบือน สัญญาณที่ควรจะส่งไปยังผู้ผลิตก็ไม่ทำงานตามปกติ

หากค่าการกลั่นไม่สามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โรงกลั่นจะไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพว่าจะเพิ่มหรือลดการผลิต ในระยะยาวอาจกระทบต่อการลงทุนในระบบพลังงานทั้งหมด ซึ่งอุตสาหกรรมโรงกลั่นต้องใช้เงินลงทุนสูงระดับ 3–5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อโครงการ (หรือมากกว่า 100,000 ล้านบาท)

อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาคือโครงสร้างของการจัดหาน้ำมันดิบ โรงกลั่นไม่ได้ใช้น้ำมันดิบชนิดเดียว และไม่ได้ซื้อจากแหล่งเดียว หากเกิดสถานการณ์ที่ต้องเปลี่ยนแหล่งจัดหา เช่น ความตึงเครียดในบางภูมิภาค หรือข้อจำกัดด้านการขนส่ง โรงกลั่นอาจต้องหันไปใช้น้ำมันดิบจากแหล่งอื่นที่มีต้นทุนสูงขึ้น โดยส่วนต่างราคาน้ำมันดิบอาจเพิ่มขึ้นอีก 2–5 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนโดยรวมทันที

เมื่อเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น โรงกลั่นย่อมต้องปรับตัวตามกลไกเศรษฐศาสตร์ หากต้นทุนไม่สอดคล้องกับราคาขาย การเดินเครื่องในระดับเดิมอาจไม่เหมาะสม

โรงกลั่นบางแห่งอาจลดกำลังการกลั่น เช่น จากระดับการใช้กำลังการผลิต 90–100% เหลือ 70–80% ผลที่ตามมาอาจทำให้ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดตึงตัวมากขึ้น

เมื่ออุปทานในตลาดตึงตัว ราคาผลิตภัณฑ์ย่อมมีแรงกดดันให้ปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาด ซึ่งจะสะท้อนมาถึงราคาขายปลีกในที่สุด และผู้บริโภคในประเทศจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ว่าจะผ่านต้นทุนการเดินทาง ค่าขนส่งสินค้า หรือค่าครองชีพโดยรวม

ในอีกด้านหนึ่ง หากมีการแทรกแซงอย่างต่อเนื่อง จนต้นทุนไม่สอดคล้องกับราคาขาย โรงกลั่นบางแห่ง โดยเฉพาะผู้ประกอบการต่างชาติ อาจเลือกที่จะลดกำลังการผลิต หรือหยุดเดินเครื่องชั่วคราว เพราะการดำเนินการต่อไปไม่สอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน

เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่โรงกลั่น แต่จะส่งต่อไปทั้งระบบ ตั้งแต่ความตึงตัวของอุปทาน ไปจนถึงแรงกดดันด้านราคาที่ผู้บริโภคต้องเผชิญในระยะถัดไป

ค่าการกลั่นจึงควรถูกมองในฐานะ “กลไกตลาด” ที่ทำหน้าที่ปรับสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน มากกว่าจะถูกตีความเป็นตัวเลขที่แยกออกมาพิจารณาเพียงด้านเดียว

การรักษากลไกนี้ให้ทำงานได้อย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะยาว มากกว่าการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยมาตรการที่อาจสร้างผลกระทบต่อเนื่องในภายหลัง

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เนรมิตประปาแม้นศรี เป็นที่อาศัยคนไร้บ้าน
เนรมิตประปาแม้นศรี เป็นที่อาศัยคนไร้บ้าน