News Logo
หน้าแรก
การแยกศาสนาออกจากรัฐเบื้องต้น

การแยกศาสนาออกจากรัฐเบื้องต้น

31 มี.ค. 2569 15:10
ผู้ชม 116 คน

สัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกศิษย์แถวท่าพระจันทร์มาปรึกษาวิทยานิพนธ์ เรื่อง “Secularism and Secularization” นัยว่านักศึกษามีที่ปรึกษาเรียบร้อยแล้ว และที่ปรึกษาแนะนำให้นักศึกษาอ่านงานของชาลส์ เทเลอร์ (Charles Taylor) เรื่อง “A Secular Age” ส่วนนักศึกษาเองก็ได้อ่านมาบ้างแล้ว จึงขอแลกเปลี่ยนกับผู้เขียนด้วยอีกคนหนึ่ง

ผู้เขียนรู้สึกดีใจที่มีคนรุ่นใหม่ ๆ สนใจเรื่องนี้ แต่อยากย้ำว่า ประเด็นที่วรรณกรรมสากลเขาสนใจนั้น เป็นการเอา “ศาสนากลับคืนมามาสู่ชีวิตประจำวัน พื้นที่สาธารณะและการเคารพพหุวัฒนธรรม” ไม่ใช่เสนอความคิด “แยกศาสนาออกไปจากรัฐ” โดยขาดมิติทางศีลธรรมและจิตวิญญาณอย่างในประเทศไทย

1. ความรู้เบื้องต้น

คำว่า “Secularism” เป็นจุดยืนทางปรัชญาที่ส่งเสริมให้เกิดการแยกศาสนาออกจากรัฐ ส่วนคำว่า “Secularization” เป็นกระบวนการทางสังคมที่ลดอิทธิพลทางศาสนาที่มีผลกระทบต่อสังคม

ความจริงหลายคนในปัจจุบัน เป็นพวกแยกตัวเองออกจากศาสนาอยู่แล้วโดยปริยาย (functional secularists) เช่น พูดว่า “ตัวเองนับถือศาสนาแต่ปาก” แต่ทางด้านการกระทำนั้น ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักศาสนา โดยเฉพาะไม่ได้ไปโบสถ์หรือเข้าวัด หรือมีกิจกรรมทางศาสนา

ในแง่ปรัชญา ความคิดการแยกศาสนาออกจากรัฐเป็นความคิดที่ก้าวร้าว ขณะที่กระบวนการแยกศาสนาออกจากรัฐในทางปฏิบัตินั้น จะนุ่มนวลกว่า หมายถึง การที่ภาคส่วนของสังคมค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวเองออกจากความคิดทางศาสนาและโบสถ์หรือวัด อันเป็นผลโดยตรงมาจากหลักวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสื่อสารสาธารณะ ที่ให้ความสำคัญต่อศาสนาน้อยลง จนกระทั่งนำไปสู่ความคิดใหม่ที่ว่า ศาสนามีความหมายต่อชีวิตน้อยลง และโบสถ์หรือวัดกลายเป็นส่วนเกินของการดำรงชีวิต

กระบวนการปลดปล่อยตัวเองออกจากศาสนาข้างต้นเป็นผลโดยตรงจากโลกสมัยใหม่ ซึ่งได้แยกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ออกจากสิ่งที่มีเหตุผล และได้แยกพระเจ้าหรือ “ธรรมะ” ออกจากการอยู่ใกล้ชิดหรืออยู่ภายในชีวิตประจำวันของผู้คน

2. งานของชาลส์ เทเลอร์

งานของชาลส์ เทเลอร์ (Charles Taylor) เรื่อง “A Secular Age” ปี ค.ศ. 2007 เป็นงานพื้นฐานของการวิพากษ์ความคิดและกระบวนการการแยกศาสนาออกจากรัฐ และเป็นที่มาของการวิพากษ์งานอื่น เช่น งานของเมลวิน ทิงเกอร์ (Melvin Tinker) เรื่อง “Secularization: Myth or Menace?” ปี ค.ศ. 2021 ซึ่งได้วิพากษ์ว่า ความคิดในการแยกศาสนาออกจากรัฐนั้น เป็นความเข้าใจผิด หรือแม้แต่เป็นความคิดที่อาจเกิดอันตรายต่อศาสนาและสังคมในโลกยุคปัจจุบัน

งานของชาลส์ เทเลอร์ หนา 700 กว่าหน้าเป็นการอธิบายประวัติความเชื่อทางศาสนา แต่มีแก่นความคิดหลักอยู่สองเรื่อง

เรื่องแรก คือ กระบวนการแยกรัฐออกจากศาสนาในยุคปฏิรูปศาสนา ซึ่งแยกสังคมออกเป็น 2 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ภาครัฐ และพื้นที่ภาคเอกชน และจัดให้ “ศาสนา” อยู่ในพื้นที่ภาคเอกชน ซึ่งที่จริง เราก็ทราบกันดีว่า “ศาสนาในยุคมืด” นั้น เข้าไปครอบงำ “รัฐ” จนกระทั่งเกิดสงครามศาสนา ขณะนั้นจึงจำเป็นต้องแยกอิทธิพลการครอบงำของศาสนาออกไปจากรัฐ

เรื่องที่สอง คือ ความเสื่อมของความนับถือศาสนา อันเนื่องมาจากความเจริญเติบโตของหลักวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และหลักเหตุผลของโลกสมัยใหม่ เช่น อิทธิพลของออกุส ค้องต์ (August Comte) ซึ่งเชื่อว่าสังคมได้เคลื่อนที่ออกจากความเชื่อในหลักเทววิทยาไปสู่วิทยาศาสตร์ หรือปีเตอร์ เบอร์เกอร์ (Peter Berger) ที่ทำนายว่าศาสนาจะเสื่อมลงจนกลายเป็นเพียงนิกายเล็ก ๆ ในศตวรรษที่ 21 รวมไปถึงหลักเหตุผล (rationalization) ของโลกสมัยใหม่ของเวเบอร์ (Weber) และหลักการจำแนกแจกแจงหน้าที่และโครงสร้างทางสังคม (differentiation) ของเดิร์กไคม์ (Durkheim)

การแยกศาสนาออกจากรัฐนี้มี 4 แนวทาง คือ (1) การกดทับศาสนาให้หายไป (disappearance thesis) ซึ่งเป็นแนวทางที่เชื่อว่าศาสนาจะไม่มีอิทธิพลต่อสังคมอีกต่อไป (2) การจำแนกหน้าที่ (differentiation thesis) ซึ่งเป็นแนวทางที่เชื่อว่าศาสนาจะเป็นเพียงระบบย่อยของสังคม เหมือนกันกับระบบย่อยอื่น ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์หรือการศึกษา โดยจะสูญเสียความสำคัญทางวัฒนธรรมไป (3) การลดความสำคัญลง (deintensification thesis) ซึ่งเป็นแนวทางที่เชื่อว่า ศาสนายังคงมีอยู่ต่อไป แต่มีอำนาจน้อยลง และมีรูปแบบที่เข้มงวดน้อยลง และ (4) การอยู่ร่วมกัน (coexistence thesis) ซึ่งเป็นแนวทางที่เชื่อว่า ศาสนายังคงมีอยู่ต่อไป เคียงคู่กับการแยกศาสนาออกจากรัฐ

แนวทางทั้งสี่นี้ล้วนลดผลกระทบที่มีต่อสังคมของศาสนาและลดอิทธิพลของศาสนาต่อพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ แนวทางทั้งหมดที่กล่าวยังคงแข่งขันกันอธิบายและมีอำนาจต่อโลก ขณะที่ศาสนาเองก็พยายามฟื้นฟูตัวเองเพื่อต่อสู้กับอิทธิพลดังกล่าว

ชาลส์ เทเลอร์ เป็นคริสต์ศาสนิกชน และเคยบรรยายในการประชุมสาธารณะที่แคนาดา ค.ศ. 1991 เรื่อง “ความป่วยไข้ของโลกสมัยใหม่” (the malaise of modernity) ว่า โลกสมัยใหม่ทำให้คนเป็นปัจเจก และสูญเสียความเป็นชุมชน

เขาแยกอิทธิพลของความคิดการแยกศาสนาออกจากรัฐที่มีต่อโลกปัจจุบันออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรก คือ การแยกศาสนาออกจากพื้นที่สาธารณะ ส่วนที่สอง คือ ความเสื่อมของการปฏิบัติทางศาสนา และส่วนที่สาม คือ การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในเงื่อนไขของความเชื่อ โดยวิพากษ์ว่าเรื่องเล่าของการแยกศาสนาออกจากรัฐที่ผ่านมาในยุโรปนั้น เน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างทางด้านความคิดเกี่ยวกับการมีตัวตนของคน ศีลธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างกัน เนื่องจากโลกสมัยใหม่ได้หันไปหาสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น ความรู้สึกมีตัวตนของคน การมีตัวแทน ระเบียบสังคมที่เสมอภาค จนกระทั่งก่อให้เกิดรูปแบบของความหมายใหม่ ๆ แทนศาสนา

แต่ชาลส์ เทเลอร์ เห็นว่าศาสนายังเป็นสิ่งจำเป็น เขาเน้นความเชื่อในพระเจ้าหรือบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เหนือธรรมชาติ เขาเน้นว่าศาสนาเป็นมากกว่าความเชื่อเกี่ยวกับหลักคำสอนเฉพาะหรือเป็นการยึดถือหลักการร่วมกันของชุมชน

เขาเห็นว่าการแยกเหตุผลออกจากวัฒนธรรมและชุมชนทางสังคม นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โดยเน้นที่การทำความดีสูงสุด ซึ่งเป็นการยึดมั่นการทำดีร่วมกันที่อยู่เลยไกลไปกว่าหลักเหตุผล

สาเหตุที่สังคมสมัยใหม่ได้ลดความสำคัญของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็เนื่องมาจากปัญหาการแสวงหาประโยชน์ทางวัตถุของนักบวชในยุคมืด จึงเกิดความไม่พอใจแก่ผู้คน และหันมาให้ความสำคัญกับศรัทธาภายในตัวเองมากกว่าพิธีกรรม จนคนหันมาเน้นการมีวินัยในตัวเอง ศีลธรรมในตัวเอง และศีลธรรมที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา เช่น ความเชื่อเรื่องพระเจ้าตายแล้ว (god is dead) ของนิทเช่ (Nietzsche)

แต่การแยกเช่นนั้น ทำให้ตัวตนของคนกับจิตวิญญาณแยกออกจากกัน ซึ่งต่างจากคนสมัยก่อนที่เชื่อว่ามีความลื่นไหลภายในระหว่างจิตใจและความรู้สึกกับโลกภายนอกหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ ปัจเจกจึงสามารถรับอิทธิพลจากพลังอำนาจจากภายนอกได้ตลอดเวลา ซึ่งเขาเรียกว่า “the porous self” แต่สมัยใหม่ได้สร้าง “buffered self” คือ ตัวตนที่มีกำแพงขวางกั้นระหว่างพลังอำนาจภายนอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับอิทธิพลที่มีต่อตัวตนภายใน อันทำให้พิธีกรรมและศีลศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาหายไป แต่ชาลส์ เทเลอร์ เห็นว่าพิธีกรรมและศีลศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนามีความสำคัญต่อจิตวิญญาณของผู้คน เพราะเป็นความเชื่อมโยงระหว่างกัน

เมื่อมนุษยสมัยใหม่แยก “วัตถุ” ออกจาก “จิตใจ” เขาจึงกลายเป็น “คนดิบ” ไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้สึกร่วมกันระหว่างตัวเองกับคนอื่น และเชื่อมโยงความรู้สึกของตัวเองกับพระเจ้าหรือศาสนาได้ โลกของจิตวิญญาณหายไป ซึ่งเรียกว่าการขาด “enfleshment”

ชาลส์ เทเลอร์ จึงเห็นว่า โลกปัจจุบันได้เข้าสู่ยุคหลังการแยกศาสนาออกจากรัฐ (post-secularism) แล้ว ซึ่งเป็นยุคที่คนตระหนักว่าความคิดการแยกศาสนาออกจากรัฐได้สร้างความบอบช้ำให้กับศาสนาและสังคมเป็นอย่างมาก

จึงควรหันมาท้าทายความคิดเรื่องการแยกรัฐออกจากศาสนาเสียใหม่ โดยหันมาให้ความสำคัญกับบทบาทของศาสนาที่มีต่อสังคมต่อไป จนกระทั่งกลายเป็นความคิดของสำนักหลังการแยกศาสนาออกจากรัฐในปัจจุบัน ทั้งนี้ มีนักคิดชั้นนำของโลกสนับสนุน เช่น ฮาเบอร์มาส (Habermas) เป็นต้น

สรุปว่า สำนักหลังการแยกศาสนาออกจากรัฐได้ท้าทายอิทธิพลของความคิดการแยกศาสนาออกจากรัฐในยุโรป อันเป็นความคิดที่ส่งผลเสียให้กับสังคม เพราะก่อให้เกิดความแตกแยกและกระจัดกระจายเป็นส่วนย่อย เนื่องจากสังคมขาดสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ จึงจำเป็นที่จะต้องปรับแก้ความเข้าใจผิดจากฐานคติของการแยกศาสนาออกจากรัฐที่ผ่านมา โดยการเน้นการอยู่ร่วมกันของศาสนากับหลักเหตุผลทางด้านการแยกศาสนาออกจากรัฐ

3. งานยุคปัจจุบัน

งานการศึกษาการแยกศาสนาออกจากรัฐในปัจจุบัน สอดคล้องกับความคิดและข้อเสนอของชาลส์ เทเลอร์ เช่น การศึกษาของเมลวิน ทิงเกอร์ พบว่า ข้อมูลในยุโรปยังสรุปไม่ได้ว่าคนนับถือศาสนาน้อยลง เพราะคนไปโบสถ์ในไอร์แลนด์ยังสูงถึงร้อยละ 81 ขณะที่อิตาลีร้อยละ 40 ส่วนฝรั่งเศสมีเพียงร้อยละ 10 ส่วนสหรัฐอเมริกา คนไปโบสถ์สม่ำเสมอมีประมาณร้อยละ 40

ข้อมูลจากที่ผ่านมาช่วง ค.ศ. 1800-1900 คนยังนับถือศาสนาไม่ได้ลดลง ส่วนความเชื่อทางศาสนายังมีสูงอยู่ แม้ไปโบสถ์น้อยลง สำหรับนักวิทยาศาสตร์ยังคงนับถือศาสนาอยู่ ผลสำรวจปี ค.ศ. 1914 นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อในพระเจ้า และคนอ้างว่าตัวเองมีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเพิ่มขึ้น แม้ว่าอัตราการไปโบสถ์ที่เป็นทางการลดลง ดังนั้น ความคิดเรื่องการแยกศาสนาออกจากรัฐ และเชื่อว่าคนจะนับถือศาสนาน้อยลง จึงอาจกล่าวเกินจริง และไม่ได้สนใจความเชื่อและการมีส่วนร่วมทางศาสนาที่ยังคงดำเนินอยู่จนปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสำคัญ เช่น ฮาร์วีย์ ค็อก (Harvey Cox, 1984) พบว่า มีการฟื้นฟูศาสนาและคนหันกลับมานับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระเจ้ามากขึ้น หรือปีเตอร์ เบอร์เกอร์ (Peter Berger, 1997) พบว่าทฤษฎีการแยกศาสนาออกจากรัฐนั้น เป็นความเข้าใจผิด ประเทศส่วนใหญ่ในโลกยังนับถือศาสนาเป็นอย่างมาก เขาตั้งข้อสังเกตว่า การที่คนอเมริกันนับถือศาสนาน้อยลงมากกว่าที่เห็นนั้นเป็นเพราะอิทธิพลจากวัฒนธรรมการแยกศาสนาออกจากรัฐ ส่วนยุโรป การแยกศาสนาออกจากรัฐมีน้อยลงในทางปฏิบัติ เนื่องมาจากคนนิยมประกอบกิจกรรมทางศาสนานอกโบสถ์

การที่คนนับถือศาสนาคริสต์น้อยลงที่เริ่มในทศวรรษ 1960 นั้น ไม่ได้เนื่องมาจากความพ่ายแพ้ทางความคิดต่อทฤษฎีการแยกศาสนาออกจากรัฐ แต่เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและกฎหมายมากกว่า เช่น คนในโลกสมัยใหม่ไม่มีเวลา การเดินทางไปโบสถ์หรือวัดไม่สะดวก หรือต้องทำงานเพื่อประกอบอาชีพ ถึงกระนั้นคนในปัจจุบันเลือกข้างว่าจะใช้ชีวิตโดยการนับถือศาสนาหรือแยกศาสนาออกไป โดยลงทะเบียนว่าตนนับถือศาสนาคริสต์น้อยลง

ศาสนาในปัจจุบันได้ต่อสู้กับความคิดการแยกศาสนาออกจากรัฐมาอย่างยาวนาน โดยผ่านการสร้างศรัทธาและการต่อสู้กับความคิดที่ต่อต้าน โดยสร้างความสมดุลระหว่างการศรัทธากับการทำตามพิธีกรรม

การรักษาจุดเด่นของความเชื่อทางศาสนาเอาไว้เป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเป็นประจักษ์พยานความสำเร็จของการพัฒนาประเทศ เช่น กรณีการพัฒนาของประเทศตะวันตก

ยิ่งกว่านั้น ศาสนาสมัยใหม่ยังมีบทบาทสำคัญในด้านการพัฒนาประเทศโดยตรง โดยการเป็นพื้นที่สาธารณะ และสร้างการประนีประนอมรอมชอมความแตกต่างทางวัฒนธรรม เช่น โบสถ์เป็นศูนย์กลางการพัฒนาสังคมตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีจอร์จ บุช เป็นต้นมา หรือสังคมไทยสร้างแนวคิดความร่วมมือกันระหว่าง “บ้าน วัด โรงเรียน” ในการพัฒนาชุมชน

ประเทศไทยไม่เคยมีปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เบียดขับศาสนาออกไปจากรัฐเหมือนประวัติศาสตร์ยุโรป ทั้งยังสามารถธำรงศาสนาและการนับถือศาสนาเอาไว้ได้ในระดับหนึ่ง การที่รัฐไทยไม่บรรจุศาสนาใดเป็นหลักในรัฐธรรมนูญก็ย่อมเป็นการวางตัวเป็นกลางอย่างเพียงพอแล้ว

ส่วนปัญหาศาสนาที่อาจเกิดขึ้นจากภายใน ย่อมเป็นปัญหาทางการบริหารขององค์กรทางศาสนาที่จะต้องเร่งแก้ไขเยียวยา หากไม่เช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดความเสื่อมเสียต่อศาสนา

แต่สำหรับการเสนอความคิดให้แยกศาสนาออกจากรัฐในไทย อาจเป็นความเข้าใจผิดและเป็นอันตรายอย่างมากแก่สังคมไทย เพราะเท่ากับเป็นการย้อนกลับไปสู่ข้อเสนอที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยยุคมืดและยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และเป็นการทำลายคุณค่าทางศาสนา เนื่องจากขาดมิติทางศีลธรรมและจิตวิญญาณ ดังที่ชาลส์ เทเลอร์ วิพากษ์เอาไว้ว่า โลกเราได้มาถึงยุคหลังการแยกศาสนาออกจากรัฐแล้ว..

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม
วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม