News Logo
หน้าแรก
ท่องแดนภารตะ (ตอนจบ)

ท่องแดนภารตะ (ตอนจบ)

15 มี.ค. 2569 12:04
ผู้ชม 96 คน

สัปดาห์ที่แล้ว ผมพาพวกเราย้อนรอยท่องแดนภารตะ 7 วัน 5 คืน ตระเวนเยือนวัด วัง ป้อมปราการ และสถานที่สำคัญใน 4 เมืองหลัก ตั้งแต่กรุงเดลี อุทัยปุระ ชัยปุระ ไปจนถึงอัครา เรียกได้ว่า หากพลาดสถานที่เหล่านี้ คงยังมาไม่ถึงอินเดียอย่างแท้จริง

แต่หากถามว่าสถานที่ใดทำให้ผมเผลอยืนมองอยู่นานที่สุด คำตอบคงหนีไม่พ้น City Palace พระราชวังสีขาวริมทะเลสาบแห่งเมืองอุทัยปุระ เพราะงดงามราวกับภาพฝันที่ลอยอยู่กึ่งกลางระหว่างความจริงกับจินตนาการ

ก่อนจะพาเข้าไปชมภายใน มาทำความรู้จักอุทัยปุระหรืออุไดปูร์กันสักนิด เมืองนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ห่างจากเดลีราว 700 กิโลเมตร การเดินทางโดยเครื่องบินใช้เวลาเพียงชั่วโมงครึ่ง หากนั่งรถยนต์หรือรถไฟอาจยาวนานถึง 10–12 ชั่วโมง เรียกได้ว่า ถ้าเลือกเดินทางผิดวิธี อาจได้ “ใช้ชีวิต” อยู่บนท้องถนนของอินเดียอีกหลายชั่วโมงทีเดียว

อุทัยปุระก่อตั้งโดยมหาราณาอุทัยสิงห์ที่ 2 แห่งราชวงศ์เมวาร์ พระองค์ทรงโปรดให้ขุดทะเลสาบล้อมเมืองถึง 7 แห่ง และสร้างพระราชวังฤดูหนาวกลางน้ำจนเมืองนี้ได้รับสมญา “เวนิสแห่งตะวันออก” เพราะเต็มไปด้วยทะเลสาบ พระราชวัง และอาคารสีขาวที่สะท้อนแดดระยิบระยับราวกับฉากในภาพยนตร์ย้อนยุค

ตอนแรก ผมคิดว่าเสน่ห์ของเมืองคงอยู่ที่ทะเลสาบและพระราชวังกลางน้ำ ลงทุนรอคิวลงเรือเพื่อขึ้นไปชมทั้งขาไปและขากลับเป็นชั่วโมง กว่าจะกลับก็เกือบพลบค่ำ หลายคนเริ่มอ่อนล้าอยากไป
ทานอาหารเย็นและกลับที่พักแต่มัคคุเทศก์ของเรายืนกรานอย่างหนักแน่นว่า “มาถึงแล้วต้องเข้า
City Palace ให้ได้” เพราะยังไงเป็นทางผ่านไปสู่ร้านอาหาร

ทันทีที่ก้าวผ่านประตูใหญ่เข้าไป ความเหนื่อยล้าเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ด้วยทางเดินขึ้นวังที่แคบ เพดานต่ำ ต้องก้มตัวเล็กน้อยและเดินวกวนราวกับเขาวงกต ซึ่งออกแบบเพื่อป้องกันข้าศึกไม่ให้เข้ามาโดยง่าย ผมจึงแอบจินตนาการว่า ภายในจะต้องมืดทึบคล้ายถ้ำโบราณ แต่เมื่อพ้นทางแคบเข้าสู่
พื้นที่ด้านใน ภาพที่เห็นกลับเปิดกว้างเกินคาด

 

 พระราชวังแห่งนี้สร้างและต่อเติมต่อเนื่องยาวนานกว่า 400 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1559 ผ่านกษัตริย์ถึง 22 พระองค์ จนกลายเป็น “เมืองในวัง” ที่ประกอบด้วยตำหนัก ห้องโถง ลานกว้าง ประตูชัย ระเบียง และสวนซ่อนตัวอยู่ทุกมุม แม้จะสร้างต่างยุคต่างสมัยแต่กลับกลมกลืนอย่างน่าประหลาด ราวกับมีสถาปนิกคนเดียวคอยควบคุมจังหวะความงามทั้งหมด

ความอลังการของที่นี่ไม่ใช่ทองคำเปลวอร่ามตา หากแต่อยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ลายแกะสลักหินอ่อนอย่างประณีต หน้าต่างฉลุลายแบบราชสถาน กระจกสีที่รับแสงแดดจนส่องประกาย และจิตรกรรมฝาผนังกว่า 1,500 ภาพที่บอกเล่าเรื่องราวของราชวงศ์เมวาร์

ทุกย่างก้าวจึงเหมือนเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่ยังมีชีวิต ห้องกระจกที่ประดับด้วยเศษกระจก
นับพันชิ้นสะท้อนแสงวับวาว ลานพิธีการที่เคยต้อนรับราชอาคันตุกะ ห้องทรงงานและตำหนักส่วนพระองค์ที่ยังคงกลิ่นอายของวันวาน และที่สะกดสายตาที่สุดคือ “ลานนกยูง” โมเสกรูปนกยูงสามตัว สีสันแตกต่างตามฤดูกาล ประณีตจนแทบไม่อยากละสายตา

จากระเบียงวัง เมื่อมองออกไปจะเห็นผืนน้ำกว้างใหญ่สะท้อนแสงอาทิตย์ และไกลออกไปคือพระราชวังกลางน้ำที่ดูเหมือนลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ชั่วขณะนั้น ผมรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ตรงรอยต่อของสองโลก โลกของปัจจุบัน และโลกของอดีตที่ยังไม่ยอมเลือนหาย

สำหรับผม City Palace ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว หากคือถ้อยคำที่สลักด้วยหินอ่อน บอกเราว่า “อาณาจักรนี้มีราก มีศักดิ์ศรี และมีเรื่องราว” ศิลปะที่นี่จึงไม่ใช่แค่ความงาม แต่คือภาษาของอำนาจและความศรัทธา

แน่นอนว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” การไปอินเดียครั้งแรกในชีวิตไม่ได้ให้แค่ภาพถ่ายสวย ๆ หรือบทเรียนประวัติศาสตร์เท่านั้น หากยังสอนผมเรื่องชีวิตอย่างลึกซึ้ง

อินเดียคือความวุ่นวายที่มีชีวิต เสียงแตรรถที่ดังไม่ขาดสาย ผู้คนพูดคุยกันอึงคะนึง กลิ่นอาหาร กลิ่นธูป และควันลอยปะปนกัน ตอนแรกผมรู้สึกว่ามัน “มากเกินไป” แต่เมื่ออยู่กับมันสักพักจึงเริ่มเข้าใจว่าความวุ่นวายไม่ใช่ศัตรู หากเป็นจังหวะอีกแบบหนึ่งของชีวิต ชีวิตไม่จำเป็นต้องเรียบง่ายเสมอไป
จึงจะงดงาม บางครั้งเราต้องยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบแล้วก้าวเดินต่อไป

นอกจากนั้น ผมเป็นคนชอบวางแผน อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามตารางเวลา แต่ที่อินเดีย หลายอย่างไม่เป็นไปตามแผน รถติด ตารางเปลี่ยน คนแน่น สถานที่แออัด จนผมเรียนรู้ว่าเมื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ดังนั้นสิ่งเดียวที่ควบคุมได้คือ “ใจ” ของเราเอง

อย่างไรก็ดี บทเรียนสำคัญที่สุดคือ การคิดเชิงบวกและมีสติ หากปล่อยให้อคติหรือข่าวลือครอบงำ โดยเฉพาะกระแสข่าว “ไวรัสนิปาห์” ที่ถูกขยายจนเกินจริงในโลกออนไลน์ เราอาจพลาดประสบการณ์อันล้ำค่าไปอย่างน่าเสียดาย

แม้ผมจะกลับมาพร้อมไข้หวัดและอาการไอที่ยังไม่หายดี แต่การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เพียงทำให้ผมเห็นความยิ่งใหญ่ของแดนภารตะ หากยังทำให้ผมเห็น “ความเล็ก” ของตัวเองชัดเจนขึ้น และบางที การได้ตระหนักถึงความเล็กของตัวเองนี่เอง ถือเป็นของฝากที่ล้ำค่าที่สุดจากทริปนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม
วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม