News Logo
หน้าแรก
อินทรีย์เล่นหมากล้อม:นโยบายต่างประเทศใหม่ของสหรัฐ

อินทรีย์เล่นหมากล้อม:นโยบายต่างประเทศใหม่ของสหรัฐ

19 พ.ค. 2569 17:12
ผู้ชม 11 คน

หากเปรียบเทียบยุทธศาสตร์บนกระดาน หมากรุกและหมากล้อมคือโลกสองใบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

หมากรุกคือเกมแห่งการเผชิญหน้าโดยตรง ตัวหมากแต่ละตัวมีบทบาทตายตัว ราชินีคือผู้ทรงพลังสูงสุด อัศวินเดินในแบบของตนเอง ทุกอย่างมุ่งสู่เป้าหมายเดียวคือการรุกฆาต “ขุน” ของอีกฝ่าย เส้นแบ่งระหว่างมิตรและศัตรูชัดเจน การโจมตีคือการบดขยี้ทำลายหมากของคู่แข่งอย่างเด็ดขาด หมากรุกจึงสะท้อนแนวคิดที่เน้นชัยชนะเบ็ดเสร็จ เร็ว และใช้กำลังเหนือกว่าอย่างท่วมท้น

หมากล้อมกลับตรงกันข้าม บนกระดานที่ว่างเปล่าในตอนเริ่ม ไม่มีหมากตัวใดมีอำนาจพิเศษ ไม่มีขุนให้ล้ม ไม่มีเส้นแบ่งแดนถาวร จุดแข็งอยู่ที่การควบคุมพื้นที่ การล้อมวงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการตัด “ลมหายใจ” ของหมากอีกฝ่ายทีละจุดโดยไม่จำเป็นต้องปะทะซึ่งหน้า ชัยชนะเกิดจากการสะสมความได้เปรียบทีละน้อย การวางหมากที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยในวันนี้ อาจกลายเป็นจุดพลิกกระดานในอีกสามสิบปีข้างหน้า หมากล้อมจึงเป็นศาสตร์แห่งความอดทน การปิดล้อมเงียบ และการเปลี่ยนดุลอำนาจโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว

เป็นที่ยอมรับกันมานานแล้วว่า สหรัฐอเมริกายึดหลักคิดแบบ “หมากรุก” ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ขณะที่จีนใช้หลัก “หมากล้อม” เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์การผงาดขึ้นมาอย่างสันติและแนบเนียน

คำถามสำคัญที่ต้องขบคิดก็คือ หากวันหนึ่งวอชิงตันตระหนักว่าการเล่นหมากรุกต่อไปบนกระดานโลกปัจจุบันไม่อาจนำไปสู่ชัยชนะได้อีกต่อไป และตัดสินใจหันมาเรียนรู้วิถีแห่งหมากล้อม นโยบายและแผนงานการต่างประเทศของสหรัฐจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างไร?

---

ในโลกของหมากรุก สหรัฐมีระบบพันธมิตรที่ชัดเจนราวกับกำแพงสูง ไม่ว่าจะเป็น NATO หรือสนธิสัญญาทวิภาคีกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ พันธกรณีเหล่านี้ผูกมัดให้อเมริกาต้องปกป้องพันธมิตรหากถูกรุกราน มีการขีดเส้นแบ่งชัดเจนว่าใครคือมิตรใครคือศัตรู

แต่ภายใต้หลักคิดแบบหมากล้อม ภาพนั้นจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สหรัฐจะเลิกกดดันให้ทุกประเทศต้องเลือกข้างแบบ “ไม่อยู่กับเราก็เป็นศัตรู” แต่จะหันมาใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ ข้อตกลงการค้าทวิภาคี การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการซ้อมรบร่วมอย่างต่อเนื่อง เพื่อผูกโยงประเทศต่างๆ เข้ากับระบบของตนโดยไม่ต้องมีข้อผูกมัดทางการทหารที่แข็งทื่อ วิธีนี้จะทำให้ศัตรูยากจะคาดเดาว่า “แนวรบ” ที่แท้จริงอยู่ตรงไหน ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือแนวคิด "พหุภาคีนิยมแบบยืดหยุ่น" (Flexible Multilateralism) ที่สหรัฐจะสร้างกลุ่มพันธมิตรเฉพาะกิจเป็นภารกิจๆ ไป แทนการผูกมัดถาวร เช่น รวมกลุ่มกับออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินเดียเพื่อรับมือปัญหาแร่หายากในแปซิฟิก แต่แยกอีกกลุ่มหนึ่งกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียเพื่อจัดการเส้นทางเดินเรือ โดยไม่จำเป็นต้องให้ทุกประเทศเห็นพ้องต้องกันในทุกเรื่อง ปล่อยให้ศัตรูปวดหัวกับการแกะรอยเครือข่ายที่ซ้อนทับกันหลายชั้น

ยิ่งไปกว่านั้น แทนที่จะประกาศสถานะ “พันธมิตรหลักนอกนาโต” ให้ประเทศใหญ่อย่างเปิดเผย สหรัฐอาจหันไปลงทุนสร้างความสัมพันธ์เชิงลึกกับประเทศขนาดกลางและเล็กที่เป็น “จุดคอขวด” ทางภูมิศาสตร์หรือทรัพยากร อาทิ ปาปัวนิวกินี ศรีลังกา หรือประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก เพื่อตัดเส้นทางของคู่แข่งแบบเงียบๆ โดยไม่ต้องสร้างข่าวใหญ่ นี่คือการใช้ประเทศจุดยุทธศาสตร์ดั่งหมากบนกระดาน

หลักนิยมทางทหารแบบหมากรุกยึดมั่นในชัยชนะที่รวดเร็วและเด็ดขาด ดังเช่นหลักการของพาวเวลล์ที่เน้นการใช้กำลังเหนือกว่าอย่างท่วมท้น มุ่งตรงไปที่ “ขุน” ของศัตรู

ทว่าหมากล้อมสอนให้เห็นคุณค่าของการบีบทางอ้อม สหรัฐอาจไม่ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าไปประจันหน้าอย่างท้าทายในทะเลจีนใต้อีกต่อไป แต่จะหันไปใช้ปฏิบัติการใต้ผิวน้ำ สงครามไซเบอร์ การตัดสายเคเบิลใต้ทะเล หรือการฝึกทหารให้กองกำลังท้องถิ่น เพื่อสร้าง “ต้นทุน” ให้คู่แข่งในทุกย่างก้าวโดยไม่ต้องเปิดฉากยิง นี่คือการปฏิบัติการในพื้นที่สีเทาที่สร้างม่านหมอกแห่งความไม่แน่นอน

ในเชิงยุทธศาสตร์ หมากล้อมสอนให้รู้ว่าจุดตัดบนกระดานสำคัญกว่าการกวาดพื้นที่ทั้งหมด สหรัฐจึงอาจลดการตั้งฐานทัพใหญ่ที่เสี่ยงต่อขีปนาวุธ แต่หันไปสร้าง “ฐานทัพเม่น” ขนาดเล็กจำนวนมาก กระจายตัวตามเกาะต่างๆ ในแนวโค้งแรก วิธีนี้ทำให้ศัตรูไม่อาจรู้ว่าจะโจมตีจุดไหนดี และยากที่จะประเมินกำลังที่แท้จริงของสหรัฐได้ ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐอาจปรับโฉมกองกำลังอวกาศให้กลายเป็น "หมากตาที่มองไม่เห็น" ด้วยการส่งดาวเทียมขนาดเล็กที่ดูเหมือนขยะอวกาศจำนวนมหาศาลขึ้นไปโคจรแซมกับดาวเทียมของคู่แข่ง ไม่ใช่เพื่อทำลาย แต่เพื่อรบกวนการสื่อสารหรือเฝ้าติดตามทุกย่างก้าวแบบเงียบๆ โดยที่อีกฝ่ายไม่อาจประท้วงได้เพราะยากจะแยกแยะว่าดาวเทียมดวงไหนคือภัยคุกคามที่แท้จริง

การคว่ำบาตรเต็มรูปแบบต่อรัสเซียหรือการขึ้นภาษีแบบสายฟ้าแลบต่อจีน คือการรุกที่หวังผลเร็วเฉกเช่นหมากรุก แต่มันสร้างภาระให้พันธมิตรและก่อให้เกิดแรงต้านมหาศาล

ในทางกลับกัน วิถีแห่งหมากล้อมคือการควบคุม “จุดชีพจร” ของระบบนิเวศเทคโนโลยี แทนที่จะห้ามขายสินค้าทั้งหมด สหรัฐจะเน้นควบคุมเพียง “เทคโนโลยีคอขวด” ไม่กี่อย่างที่จำเป็นต่อห่วงโซ่อุปทานของอีกฝ่าย เช่น ซอฟต์แวร์ออกแบบชิป เครื่องจักรการผลิตขั้นสูง หรือส่วนประกอบสำคัญของ AI การปิดกั้นจุดเล็กๆ นี้จะทำให้ระบบใหญ่ของคู่แข่งค่อยๆ หยุดชะงักลงเอง

อีกกลเม็ดหนึ่งคือการเปลี่ยนการพึ่งพาให้กลายเป็นอาวุธทีละน้อย สหรัฐจะใช้จุดแข็งอย่างตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ เม็ดเงินลงทุน และสถาบันการศึกษาเป็น “เหยื่อล่อ” ให้ประเทศอื่นเข้ามาพึ่งพาระบบของตนมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น การทำให้กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดีอาระเบียผูกพันแน่นหนากับตลาดเทคโนโลยีสหรัฐ จนไม่สามารถถูกดึงออกจากวงโคจรได้อีก นี่คือการ “ล้อมโดยไม่ต้องรบ” อย่างแท้จริง

การทูตสหรัฐในยุคหมากรุกมักมาพร้อมกับบทเรียนเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และข้อเรียกร้องให้ปฏิรูป

แต่ภายใต้แนวคิดหมากล้อม ความนิ่งหรือความอดทนเชิงยุทธศาสตร์จะกลายเป็นอาวุธ สหรัฐอาจเลือกไม่ตอบโต้ทุกคำท้า หรือลดการใช้เวทีสหประชาชาติในการประณามคู่แข่ง แต่จะหันไปทุ่มเทกับการ “ทำงานล่าง” ผ่านการเจรจาระดับล่างแทน ขณะเดียวกัน การเล่าเรื่องจะเปลี่ยนจากการประกาศสู่การกระทำ นโยบายอย่าง “Build Back Better World” ซึ่งเป็นคู่แข่งของ BRI จีน จะถูกขับเคลื่อนอย่างเงียบๆ ด้วยการสร้างโครงการต้นแบบที่ประสบความสำเร็จสูงในบางประเทศ เพื่อให้ชาติอื่นๆ เห็นและอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงโคจรนี้โดยไม่ต้องโฆษณาชวนเชื่อ

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือภาพในอุดมคติ แต่ความจริงแล้วโครงสร้างภายในของสหรัฐเองกลับเป็นอุปสรรคเสียเอง

หนึ่ง คือระบบการเมืองที่เป็นวัฏจักร การเลือกตั้งทุกสี่ปีทำให้นักการเมืองต้องการ “ชัยชนะ” ที่เห็นผลทันตาเพื่อนำไปหาเสียง การเล่นหมากล้อมที่ต้องใช้เวลายี่สิบถึงสามสิบปีโดยไม่มีสกู๊ปข่าวใหญ่ ยากจะเกิดขึ้นได้ เพราะฝ่ายค้านและสื่อจะโจมตีว่าผู้นำ “อ่อนแอ” หรือ “ไม่ทำอะไรเลย” แต่ในความมืดมนนั้นยังมีแสงสว่างอยู่บ้าง เพราะระบบตรวจสอบถ่วงดุลของสหรัฐก็มีจุดที่ "ต่อเนื่องเกินการเมือง" ได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประจำกระทรวงต่างประเทศ กองทัพ และหน่วยข่าวกรอง ที่อยู่ยงคงกระพันข้ามรัฐบาล สถาบันเหล่านี้อาจกลายเป็นผู้ถือคบเพลิงระยะยาวให้ยุทธศาสตร์แบบหมากล้อม โดยที่ฝ่ายการเมืองที่เปลี่ยนหน้าทุกสี่ปีทำหน้าที่เพียง "ปรบมือ" หรือ "ปรับรายละเอียด" ให้เข้ากับฐานเสียงของตน โดยที่แก่นแท้ของหมากล้อมไม่เคยถูกแตะต้อง

สอง คือวัฒนธรรมแห่งความโปร่งใส สังคมอเมริกันและสภาคองเกรสเรียกร้องความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ซึ่งขัดกับหลักการของหมากล้อมที่เน้นความคลุมเครือและความไร้รูปร่างของกลยุทธ์

สหรัฐภายใต้ผู้นำแบบหมากล้อมจะไม่ใช่ผู้พิทักษ์โลกที่ตะโกนประกาศก้องอีกต่อไป แต่จะเป็น “สถาปนิกเงียบ” ผู้คอยออกแบบสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ให้เอื้อประโยชน์ต่อตัวเองในระยะยาว โดยที่ศัตรูไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังถูกปิดล้อม จนกว่าเกมจะจบลงแล้วเท่านั้นเอง

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เก็บตกจากการเยือนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์
เก็บตกจากการเยือนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์