การเยือนจีนของประธานาธิบดีสหรัฐระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค. อยู่ในความสนใจของประเทศต่างๆทั่วโลก และมีการรายงานข่าวพร้อมการวิเคราะห์กันอย่างมากมาย แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่ครอบคลุมมิติต่างๆหลากหลาย จึงดูเหมือนว่ายังมีอีกหลายประเด็นสำคัญที่อาจถูกมองข้ามไป
@ คำถามที่ยังไม่ตรงจุด
ทันทีที่จบการเยือน คำถามที่สื่อทุกแขนงยกขึ้นมาเป็นประเด็นกันมากมายคือ ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมคืออะไร ใครได้-ใครเสียอะไรจากการเยือนครั้งนี้
โดยความสนใจของสื่อส่วนมากมุ่งไปที่ข้อตกลงทางการค้าและความชัดเจนเรื่องอิหร่านและไต้หวันเป็นหลัก และดูจะค่อนข้างผิดหวังว่า ยังไม่มีผลอะไรที่จับต้องได้ ยกเว้นเรื่องการซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ ซึ่งจริงๆแล้วก็ยังไม่มีการยืนยันเป็นทางการจากฝ่ายจีนด้วยซ้ำ
จริงๆ แล้วความไม่ชัดเจนในผลลัพท์รูปธรรมจากการเยือนอาจสะท้อนว่า สองฝ่ายยังไม่ต้องการผูกมัดในรายละเอียดเรื่องต่างๆ เพียงแต่ต้องการความมั่นใจว่า เรื่องอะไรที่อีกฝ่ายหนึ่งสนใจเป็นพิเศษ เพื่อหาจุดโฟกัสร่วมกันที่ถูกต้อง
เป้าหมายร่วมที่แท้จริงของการเยือนจึงอยู่ที่การสร้างรากฐานความสัมพันธ์ที่มั่นคงแข็งแกร่งและตอบโจทย์ความต้องการของทั้งสองฝ่ายในระยะยาวมากกว่า หรือตามที่เรียกกันว่า ความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์และมั่นคงยั่งยืนตามยุทธศาสตร์(constructive relations and strategic stability)
ดังนั้น แทนการจัดทำดีลเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของการเยือนครั้งสำคัญ หัวใจสำคัญของการเยือนครั้งนี้จึงมุ่งไปที่การกำหนดทิศทาง (set tone)การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกันมากกว่า และต้องถือว่าทั้งสองฝ่ายทำได้ดีระดับหนึ่ง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ส่วนบุคคลของผู้นำ ซึ่งทรัมป์ก็ดูจะตั้งใจและทำการบ้านเรื่องนี้มาดี เห็นได้จากสาระคำกล่าวในโอกาสต่างๆ ทรัมป์เน้นเรื่อง“การเคารพซึ่งกัน” (mutual respect) ซึ่งเป็นสิ่งที่สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญสูงสุดในระนาบเดียวกับ “อำนาจอธิปไตย”(sovereignty)
@ คาดหมายความคืบหน้าเฉพาะเรื่องได้หรือไม่?
ข้อเท็จจริงที่มักถูกมองข้ามไปตอนนี้ คือ การประชุมระดับผู้นำจีน-สหรัฐฯ จะมีขึ้นอีกครั้งหนึ่งในอีก 4 เดือน(ปลายก.ย. 2569 ) ซึ่งถือเป็นเวลาที่กระชั้นมากสำหรับการเยือนระดับนี้ (สมัยไบเดนไม่มีการเยือนระหว่างกันเลย)
จึงเป็นไปได้มากว่า ทั้งสองฝ่ายได้จัดเตรียมการเยือนทั้งสองครั้งให้สอดรับซึ่งกันและกัน โดยการเยือนของทรัมป์เป็นการกำหนดทิศทางและแนวทางความคาดหวังของสาธารณะ ควบคู่ไปกับการทดสอบข้อจำกัด (limits) ของแต่ละฝ่ายในเรื่องที่อ่อนไหว โดยเฉพาะเรื่อง AI ไมโครชิป ไต้หวันและอิหร่าน
ส่วนการเยือนสหรัฐฯ ของสี
จิ้นผิง ปลายเดือนก.ย.(สหรัฐฯเสนอไว้วันที่ 24 ก.ย.)นั้น จะห่างจากการเลือกตั้งกลางเทอม (midterm elections)ในสหรัฐฯ เพียง 5-6 สัปดาห์เท่านั้น ซึ่งจะเป็นโค้งสุดท้ายของการหาเสียงในการเลือกตั้งที่จะชี้เป็นชี้ตายต่ออนาคตการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์ในอีก 2 ปีที่ดำรงตำแหน่ง
ดังนั้น ดีลต่างๆ ที่ปูทางเอาไว้ในการเยือนครั้งนี้น่าจะมีการลงนามกันเป็นทางการได้ในช่วงการเยือนครั้งหน้า ซึ่งจะรวมถึงการซื้อถั่วเหลือง เนื้อสัตว์ เครื่องบินและแก๊สธรรมชาติจากสหรัฐฯ และการขยายการเข้าถึงตลาดสินค้าเทคโนฯ ของบริษัทสหรัฐฯ ซึ่งถ้าผลออกมาดีจะสามารถเป็นอาวุธลับทางการเมืองที่ทรัมป์ใช้เพื่อพลิกโผการเลือกตั้งให้พรรคริพับริกันได้
@ ส่งผลอย่างไรกับประเทศไทย
การที่ประเทศหมายเลข 1 และ 2 ของโลกแสดงเจตนารมณ์ที่จะร่วมมือเป็นหุ้นส่วนกัน เพื่อสร้างเสถียรในการเมืองโลกย่อมเป็นผลดีกับทุกประเทศ โดยผลลัพท์เฉพาะหน้าคือ เราไม่ต้องเผชิญการกดดันให้ต้องเลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ออกไปได้ระยะหนึ่ง
ในระหว่างนั้นภาระกิจสำคัญของประเทศไทยคือ ต้องพยายามมองหาและสร้างสิ่งที่จะใช้เป็นอำนาจต่อรองของประเทศ (leverages)เพื่อเป็นต้นทุนหรืออีกนัยหนึ่งคือ พยายามสะสมไพ่ในมือไว้ให้มากที่สุด เพื่อให้ทั้งจีนและสหรัฐฯ ไม่สามารถละเลยความสำคัญของไทยต่อประเทศเขาได้
อำนาจต่อรองดังกล่าว ควรต้องรวมถึงการใช้ประโยชน์สูงสุดทางยุทธศาสตร์จากที่ตั้งของประเทศ การมีบทบาทสำคัญในเรื่องการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและอาชญกรรมไซเบอร์ รวมถึงการสร้างระบบนิเวศน์ที่เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนของทุกประเทศ/ขั้วการเมือง โดยไม่แบ่งแยก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ-จีน-ญี่ปุ่น
เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความชัดเจนของนโยบายและเวลาในการบ่มเพาะอย่างต่อเนื่อง




