News Logo
หน้าแรก
ท่องแดนภารตะ (ตอนสอง)

ท่องแดนภารตะ (ตอนสอง)

1 มี.ค. 2569 11:37
ผู้ชม 103 คน

หลังการเตรียมตัวมาอย่างยาวนานกว่า 6 เดือน ท่ามกลางกระแสข่าวการระบาดของ “ไวรัสนิปาห์”
ในอินเดียที่กระจายไปทั่วทุกกลุ่มไลน์เร็วพอ ๆ กับไฟลามทุ่งและเร็วกว่าเชื้อจริงเสียอีก เพราะผู้ติดเชื้อ
มีเพียง 5 คนเท่านั้น ในที่สุดวันที่พวกเรา “9 ชีวิต”1/ เฝ้ารอก็มาถึง วันเดินทางไปเยือนแดนภารตะ
ดินแดนที่ขึ้นชื่อทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความอลังการที่ไม่เหมือนใคร

แน่นอนว่าเราไม่ได้ไปแบบชะล่าใจแต่ไปแบบ “ยอมรับความเสี่ยงเพื่อแลกกับความสุขในวัยเกษียณ”
และแต่ละคนมีวิธีบริหารความเสี่ยงในสไตล์ของตัวเอง ตั้งแต่หน้ากากชนิดเสริมแผ่นสำลีเพื่อซับฝุ่น น้ำเกลือไว้กลั้วคอ ยาฆ่าเชื้อสารพัดชนิด ไปจนถึงเวชภัณฑ์เต็มกระเป๋า เรียกได้ว่า ยอมทิ้งเสื้อผ้าสวย ๆ ไว้ที่บ้านแบบไม่เสียดาย ถ่ายรูปไม่สวยไม่เป็นไรขอแค่กลับมาให้คนที่บ้านได้เห็นหน้าก็พอแล้ว

“เครื่องบินออกตี 3 นะคะ” เจ้าหน้าที่โทรมาย้ำก่อนวันเดินทาง ทำให้ผมเริ่มรู้สึกทันทีว่าทริปนี้คงไม่ธรรมดาเพราะปกติแค่ไฟลต์ตี 1 หรือตี 2 ก็ว่าทรมานแล้ว แต่นี่ตี 3 เรียกว่าทดสอบความแข็งแรงของวัยเกษียณตั้งแต่ยังไม่ทันได้เหยียบอินเดีย แต่ด้วยระยะเวลาบินที่ไม่ไกล และเวลาที่อินเดียช้ากว่าไทย
1 ชั่วโมงครึ่ง หากต้องการไปถึงกรุงเดลีตอนเช้าตรู่ต้องออกเดินทางในยามวิกาลเช่นนี้

สนามบินสุวรรณภูมิในเวลานั้นแทบไม่มีผู้โดยสารหลงเหลืออยู่ ข้อดีคือเช็คอินเร็ว ผ่านด่านเร็ว ทุกอย่างรวดเดียวจบ แถมยังมีเวลานั่งงีบหลับได้อีกเล็กน้อยก่อนขึ้นเครื่อง ใช้เวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมง เราก็มาถึงจุดหมายปลายทาง แม้ผู้โดยสารขาเข้าจะไม่มากเพราะยังเช้ามืดแต่กลับต้องใช้เวลานานกับด่านตรวจ
คนเข้าเมืองซึ่งเจ้าหน้าที่ดูจะ “จริงจังแบบละเอียด” ถึงขั้นกรอกข้อมูลด้วยการจิ้มทีละตัวอักษร ถ่ายรูป พิมพ์ลายนิ้วมือซ้ำแล้วซ้ำอีก

กว่าจะผ่านด่านมาได้เล่นเอาหายใจไม่ทั่วท้อง ทั้ง ๆ ที่พวกเรากรอก E-Visa กันมาเรียบร้อยแล้วแท้ ๆ ก้าวแรกหลังออกจากด่านตรวจศุลกากร คือร้านขายของปลอดภาษี และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดไม่ใช่น้ำหอม ไม่ใช่เครื่องสำอางแต่คือ “คนขาย” พนักงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชายใส่เสื้อแขนยาวสีขาวกางเกงสีเข้ม
แต่งตัวเนี้ยบผมเรียบแปล้ พร้อมยืนยิ้มแย้มตลอดทาง หน้าตาหล่อชนิดที่ถ้าหยิบไปใส่ในหนังบอลลีวูดได้เลย แค่ภาพแรกสามารถสัมผัสได้ทันทีว่า อินเดียมีอะไรให้เซอร์ไพรส์กว่าที่คิด

“พะวัน” มัคคุเทศก์ของพวกเรายืนรออยู่ด้านหน้า พร้อมทักทายด้วยภาษาไทยอย่างคล่องแคล่วชนิดแทบไม่มีสำเนียงอินเดียหลงเหลือ สาเหตุเพราะเขาเคยทำงานที่เมืองไทยมากว่า 10 ปี ทำให้พวกเรารู้สึกอุ่นใจขึ้นทันที อย่างน้อยหากเกิดเหตุฉุกเฉินยังมีคนที่สื่อสารกันรู้เรื่องเพราะถ้าให้ผมที่หน้าตาละม้าย
คนอินเดียไปจัดการเองคงทำได้แค่ส่ายหน้าแต่เอาตัวไม่รอดแน่นอน

พอขึ้นรถมินิบัสเข้าเมืองเดลีทุกอย่างเป็นไปตามที่ผมศึกษาไว้ เสียงแตรดังสนั่นไม่ขาดสายราวกับเป็นเพลงประกอบเมือง แต่แปลกตรงที่เสียงแตรไม่ได้มีไว้ด่ามันเหมือนเสียงเตือนให้ระวังกันมากกว่า
สีหน้าคนขับรถแต่ละคันไม่ได้บ่งบอกความหงุดหงิดหรือพร้อมทะเลาะ กลับดูเหมือนเป็น “วิธีอยู่ร่วมกัน” แบบหนึ่งของเมืองนี้บนฟุตบาทที่บางช่วงยังเป็นพื้นดิน ผู้คนเดินกันสบาย ๆ ไม่ได้เร่งรีบ บางคนยังโบกมือให้พร้อมรอยยิ้มเหมือนรู้ทันทีว่า พวกเราคือแขกจากต่างถิ่นเพราะรถมินิบัสของเราวิ่งผ่านไปอย่างโดดเด่น
และแน่นอน สิ่งที่ทำให้ผมรู้ว่า “มาถึงอินเดียจริง ๆ แล้ว” คือการเห็นวัวเดินปะปนอยู่บนถนนแบบไม่มีใครไล่เพราะสำหรับชาวฮินดูวัวคือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนแม่และเทพเจ้าที่มีชีวิต ใครจะกล้าไปยุ่ง

พะวัน หรือช่วงหลังเราพากันเรียกเขาว่า “ปลาวาฬ” เพื่อให้ออกเสียงง่ายลิ้นไม่พันกันพาพวกเราไปชม “กุตบมีนาร์” (Qutub Minar) เป็นสถานที่แรก หอคอยสูงที่สร้างจากหินทรายสีแดงตั้งตระหง่านอย่างสง่างามจนผมต้องอ้าปากค้างเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง แค่ได้เห็นรู้ทันทีว่าประเทศนี้ไม่ธรรมดาแต่ที่ไม่ธรรมดากว่า อาจเป็นพวกเราเองเพราะเดินชมกันแบบ “ใส่หน้ากากเต็มพิกัด” จนกลายเป็นจุดสนใจของคนรอบข้างแม้แต่นักท่องเที่ยวชาติอื่นยังไม่ใส่ ทำให้คนที่เดินมาใกล้ ๆ ต้องค่อย ๆ เลี่ยงออกไปไม่รู้เหมือนกันว่าใครกลัวใคร พวกเราถ่ายรูปกันทุกมุม ทุกท่า ทุกองศา จนพะวันต้องเอ่ยเตือนแบบยิ้ม ๆ “พี่ ๆ กรุงเดลียังมีอย่างอื่นให้ดูครับ”

ระหว่างนั่งรถไปจุดหมายถัดไป พะวันค่อย ๆ เดินออกมายืนหน้ารถพร้อมพูดเสียงอ่อย ๆ ว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ หรือ Republic Day พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติปิดทำให้พวกเราอดเข้าไปกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ขณะเดียวกันบริเวณประตูชัยและถนนในเดลีใหม่ถูกปิดเพื่อเตรียม
พิธีสวนสนาม หมายความว่าเราอาจได้แค่นั่งในรถแล้วชะเง้อมอง แต่แปลกที่หลายคนไม่ได้แสดงความผิดหวังมากนักเพราะลึก ๆ แล้วทุกคนยังรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ กับความแออัดของผู้คนที่เริ่มหลั่งไหลเข้ามาในเมือง คนที่น่าจะผิดหวังที่สุดคงหนีไม่พ้นภัทรดา (ตุ้ย) แม่งานใหญ่ที่ตั้งใจมั่นเหมาะจะขอเข้าไปกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุสักครั้งในชีวิต

อย่างไรก็ตาม ไฮไลต์ของวันแรกเกิดขึ้นในมื้อค่ำ เพราะพวกเราได้ลิ้มรสอาหารอินเดียมื้อแรกอย่างเป็นทางการ และสิ่งที่ทำให้มื้อนั้นพิเศษยิ่งขึ้นคือโต๊ะใกล้ ๆ มีแขกวีไอพีระดับ “ประธานสหภาพยุโรป” นั่งรับประทานอยู่ด้วยเรียกได้ว่า ไม่ใช่แค่อาหารที่เข้มข้นแต่บรรยากาศเข้มข้นไม่แพ้กัน

ผมเล่าภาพของกรุงเดลีไว้ตรงนี้เพื่อให้พวกเราได้นึกภาพถึงเมืองที่มีชีวิตชีวาแทบตลอด 24 ชั่วโมง เหมือนเมืองที่ไม่เคยหลับไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว แต่ในความวุ่นวายนั้นกลับแฝงด้วยเสน่ห์ ทั้งรอยยิ้มของผู้คน ความเป็นมิตรและความรู้สึกว่า “เขายินดีต้อนรับ” มากกว่าที่ผมเคยคิดไว้ก่อนมา เดลีจึงเป็นเหมือนประตูบานแรกที่เปิดเข้าสู่ดินแดนเก่าแก่ประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และอารยธรรมที่ส่งอิทธิพลต่อโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 


          แน่นอน การเดินทางของพวกเราไม่ได้สิ้นสุดที่เดลี เรายังมีเวลาอีก 7 วัน 5 คืน เพื่อทำความรู้จักประเทศนี้ให้มากขึ้นเราเดินทางต่อไป “อุทัยปุระ” เมืองที่ได้รับสมญานามว่า “เวนิสตะวันออก” เยี่ยมชมพระราชวังอุทัยปุระ พระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นราชาสถาน จากนั้นมุ่งหน้าไป “ชัยปุระ” นครสีชมพูเมืองที่บ้านเรือนถูกทาด้วยสีชมพูอมส้ม เพื่อถวายการต้อนรับเจ้าฟ้ามกุฎราชกุมารของอังกฤษ และเป็นที่ตั้งของแอมเบอร์ฟอร์ต ป้อมปราการที่มีแม่น้ำล้อมรอบมีกำแพงขนาดใหญ่ทอดยาวกว่า 13 กิโลเมตร ก่อนจะปิดท้ายที่ “อัครา” เมืองแห่งทัชมาฮาล อนุสรณ์แห่งความรักของจักรพรรดิชาห์จาฮานที่มีต่อ
พระมเหสีผู้สิ้นพระชนม์หลังให้กำเนิดธิดาองค์ที่ 14 ทัชมาฮาลแห่งนี้ใช้แรงงานกว่า 20,000 คน และใช้เวลาสร้างนานถึง 22 ปี เพียงเพื่อพิสูจน์ว่าความรักของบางคนยิ่งใหญ่กว่ากาลเวลา

อีกหนึ่งความตื่นเต้นของทริปนี้ คือรูปแบบการเดินทางระหว่างเมืองเรานั่งเครื่องบินจากเดลีไป
อุทัยปุระ และต่อจากอุทัยปุระไปชัยปุระ ไฮไลต์คือการได้นั่ง “เครื่องบินเล็กสองใบพัด” และผมได้ที่นั่ง 1A ซึ่งตอนแรกนึกว่าเป็นที่นั่งชั้นธุรกิจเพราะอยู่หน้าสุด แต่ที่ไหนได้กลับเป็นที่นั่งที่หันหน้าไปทางท้ายเครื่อง นั่งสบตากับผู้โดยสารทั้งลำตลอดเส้นทางเรียกว่า ความพรีเมียมที่ได้คือเป็นจุดสนใจแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

        

แต่ถ้าจะให้ตื่นเต้นที่สุดจริง ๆ คงต้องยกให้การนั่งรถมินิบัสจากชัยปุระไปอัครา Google Map ระบุว่าใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมง แต่การเดินทางจริงกลับลากยาวไปถึง 7 ชั่วโมงเต็ม เพราะเส้นทางปกคลุมด้วยหมอก รถหนาแน่นทั้งที่เป็นถนนหลวง รถบรรทุกส่วนใหญ่เลือกวิ่งเลนขวาเพื่อหลีกเลี่ยงมอเตอร์ไซค์และรถเล็กที่วิ่งชิดซ้ายทำให้รถมินิบัสของเราต้องแซงซ้ายแซงขวาแบบลุ้นกันตลอดทาง คนขับต้องมีสติ
ส่วนผู้โดยสารอย่างเราต้องมีศรัทธา

สัปดาห์หน้า ผมจะมาเฉลยว่า สถานที่ใดในอินเดียที่ผมชื่นชอบมากที่สุด และบทเรียนสำคัญ
ที่ได้รับจากการท่องแดนภารตะครั้งนี้คืออะไรเพราะการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ให้แค่ภาพถ่ายและความทรงจำ แต่ได้มอบ “บางอย่าง” ที่มากกว่านั้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม
วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม