การเล่นพนันฝังรากอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การพนันพื้นบ้านอย่างแข่ง
กัดจิ้งหรีด กัดปลา ชนไก่ วิ่งวัว วิ่งควาย แข่งเรือ ไปจนถึงแทงห่วง ไพ่งา เรียกได้ว่าเป็นสารพัดรูปแบบ
ที่สรรหามาเล่นกันอย่างไม่รู้จบ ต่อมาเมื่อชาวต่างชาติอพยพเข้ามาในสยามมากขึ้น การพนันรูปแบบใหม่ ๆ ก็หลั่งไหลตามเข้ามาด้วย ดังปรากฏเป็นหลักฐานในบันทึกของมองสิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ (Monsieur de La Loubère) เอกอัครราชทูตพิเศษของฝรั่งเศส ผู้เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปี พ.ศ. 2230 ที่ได้บันทึกไว้ว่า “ชาวสยามค่อนข้างรักการเล่นการพนันเสียเหลือเกิน จนยอมผลาญตัวเองให้หายนะได้ ทั้งเสียอิสรภาพ ความชอบธรรมของตัวเองหรือลูกเต้า เมืองนี้ใครไม่มีเงินพอจะใช้เจ้าหนี้ต้องขายลูกใช้หนี้สิน แม้ถึงเช่นนี้แล้วยังมิพอเพียง ตัวเองต้องกลายตกเป็นทาส…” สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาการพนันมิใช่เรื่องใหม่ หากเป็นเงาที่ทอดยาวคู่สังคมไทยมาตั้งแต่อดีตกาล
กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อพระองค์เสด็จประพาสยุโรปและทรงประจักษ์ถึงโทษมหันต์ของบ่อนเบี้ยพนัน ที่บั่นทอนทั้งเศรษฐกิจและศีลธรรมของประชาชน ทำให้คนเกียจคร้าน สูญเสียเงินทองและเวลาในการทำมาหากิน อีกทั้งยังก่อให้เกิดอาชญากรรมตามมา จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกบ่อนการพนันในภาคใต้ทั้งหมด และจำกัดจำนวนบ่อนพนันทั่วประเทศ1/
อย่างไรก็ดี การพนันยังคงดำรงอยู่คู่สังคมไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะ “หวย” หรือ “ลอตเตอรี่”
ที่เรียกได้ว่าเป็นการพนันมวลชน วันหวยออกตลาดสดแทบจะเงียบเหงาเพราะไม่ว่าจะพ่อค้าแม่ค้าหรือลูกค้าต่างพากันใจจดใจจ่อรอฟังผลสลากทุก ๆ สองสัปดาห์ เพียงถูกรางวัลเลขท้ายสองตัวได้เงิน 2,000 บาท ก็สุขใจลิงโลดแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริงโอกาสถูกรางวัลมีเพียงร้อยละ 1 หรือ 1 ใน 10,000 เท่านั้น
และหากคิดอย่างมีเหตุมีผลหากต้องการ “ถูกแน่นอน” ทุกงวดก็ต้องซื้อสลากเป็นเงินถึง 10,000 บาท เพื่อให้ได้ถูกสักหนึ่งใบ ทั้งที่ลืมไปว่าหากเลือกไม่เสี่ยงและเก็บเงินงวดละ 100 บาท เพียง 10 เดือน หรือ 20 งวด เงินก้อนนั้นก็เปรียบเสมือนถูกรางวัลเลขท้ายสองตัวแล้วเช่นกัน
ในขณะเดียวกัน รูปแบบการพนันก็พัฒนาควบคู่ไปกับเทคโนโลยี กลายเป็นการพนันออนไลน์ ไม่ต้องเข้าบ่อน ไม่ต้องคอยหลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่ เล่นกันผ่านโทรศัพท์มือถือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ราวกับร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven จนกลายเป็นธุรกรรมสีเทาที่สร้างความสูญเสียต่อประเทศ ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและสังคม
งานวิจัยด้านพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กและเยาวชน (ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน, พ.ศ. 2565) ระบุว่า เด็กไทยกว่าร้อยละ 20 เคยทดลองเล่นการพนันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และเยาวชนจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นจากเกมพนันเบา ๆ ตามงานวัด ก่อนจะขยับไปสู่การพนันออนไลน์ที่มีความรุนแรงมากขึ้น นักจิตวิทยาอธิบายว่า เกมพนันมีลักษณะของ “แรงเสริมแบบไม่แน่นอน” (Variable Reinforcement) คือบางครั้งได้รางวัล บางครั้งเสีย ทำให้สมองเกิดความตื่นเต้น หลั่งสารโดพามีน และอยากกลับไปสัมผัสความรู้สึกนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนนำไปสู่การเสพติดโดยไม่รู้ตัว2/
ด้วยโชคชะตาที่เหมือนถูกลิขิตไว้ หลังเกษียณอายุผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการกำกับทิศทางแผนการลดปัญหาการพนัน ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นการแปลงบทบาทจากนายธนาคารกลางมาเป็นนักรณรงค์ต่อต้านการพนัน เปิดมุมมองให้ผมได้เห็นสภาพปัญหาของสังคมอย่างลึกซึ้ง และมีโอกาสรู้จักหน่วยงาน รวมถึงบุคคลที่อุทิศตนทำงานด้านนี้มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน
คุณสุจิตรา ฝาวสันเทียะ หรือ “คุณแอร์” ผู้จัดการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนันเล่าให้ฟังว่า มูลนิธิฯ
ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2559 จากสถานการณ์การติดพนันที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในหมู่เยาวชน
จนคุณธนากร คมกฤส จากมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และคุณชูวิทย์ จันทรส แกนนำเครือข่ายรณรงค์ปัจจัยเสี่ยง ตัดสินใจรวมพลังกันจัดตั้งมูลนิธิฯ เพื่อรณรงค์หยุดพนัน กิจกรรมในระยะแรกมุ่งให้ความรู้กับผู้ปกครอง ณ ศูนย์ฝึกอบรมวีเทรน เพื่อสร้างแกนนำไปสื่อสารต่อในวงกว้าง


จากนั้น มูลนิธิฯ ได้จัดเวทีรณรงค์ที่หน้าห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก เพื่อชวนสังคมตั้งคำถามกับการพนันฟุตบอล ซึ่งในเวลานั้น ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างรู้สึกประหลาดใจ เพราะกิจกรรมดังกล่าว สวนทางกับความเชื่อที่ฝังแน่นว่า “การพนันฟุตบอลเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย”
ต่อมา เครือข่ายได้ขยายการทำงานไปยังต่างจังหวัด แต่กลับพบว่า ความหลากหลายของวิธีการและเครื่องมือรณรงค์ ทำให้ประสิทธิผลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันในการพัฒนา “เครื่องมือการเรียนรู้” เพื่อให้เครือข่ายต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้ และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ซึ่งยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ ผมยังได้มีส่วนร่วมให้ความเห็นต่อโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์หยุดพนัน ทั้งในมิติของงานวิจัย การจัดการความรู้ และการเผยแพร่ ทำให้ได้รู้จักเครือข่ายที่ทำงานกับเด็กและเยาวชนในต่างจังหวัด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก ๆ ห่างไกลจากอบายมุข ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ เหล้า หรือ
การพนัน
“กลุ่มไม้ขีดไฟ” และ “กลุ่มกิ่ง ก้าน ใบ” เป็นสองเครือข่ายที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยด้วย ทั้งสองกลุ่ม
มีจุดเริ่มต้นคล้ายกันคือ มาจากกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงที่เคยร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาชนบท ได้มองเห็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคม และตระหนักว่าแทนที่จะเป็นเพียง “นักก่อสร้าง” สิ่งปลูกสร้างทางกายภาพ การเป็น “นักคิด” ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาให้เด็กและเยาวชนไทย
อาจเป็นคำตอบที่ยั่งยืนกว่า สัปดาห์หน้าเรามาทำความรู้จักกับทั้งสองกลุ่มนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกันครับ
รณดล นุ่มนนท์
2 กุมภาพันธ์ 2569
แหล่งที่มา:
1/ พัชรี บอนคำ ย้อนรอยเรื่องราว “การพนัน" ในสังคมไทย Urban Tales, January 25, 2021
https://urbancreature.co/city-gambling/
2/ คัดลอกจากบทความที่กลุ่มไม้ขีดไฟได้ลงใน Facebook ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0348Z2jQ6VfP11W56N5R8c1D3DwZ7t2gS2FCcm3kR8AMPGX4CYVS4Ykm7JVuTupy9Ul&id=100066791905162&_rdr
หมายเหตุ:
ขอขอบคุณ คุณชามานันท์ สุจริตกุล ที่ได้ทาบทามให้ผมเข้าร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการกำกับทิศทางแผนการลดปัญหาการพนัน




