นาย มาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาได้กล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวสถานะการณ์โลกที่เข้าสู่ภาวะไร้ระเบียบ และทางออกสำหรับประเทศขนาดเล็ก/กลาง ในการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา เป็นสุนทรพจน์ที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในรอบทศวรรษและได้รับการกล่าวถึงและอ้างอิงในสื่อและเวทีระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง
สิ่งที่นายกรัฐมนตรีแคนาดาพูดครั้งนี้เป็นการตีแสกหน้าสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเอ่ยชื่อประเทศว่า เป็นผู้สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนในเวทีโลกจนนำไปสู่การแตกสลายของระเบียบโลกที่มีกฏกติกา จารีตประเพณี และกฏหมายระหว่างประเทศเป็นที่ตั้ง (rules-based order)และได้ยึดถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาสู่ระบบที่มหาอำนาจสามารถทุกอย่างตามอำเภอใจเพื่อประโยชน์ของตน โดยปราศจากแรงทัดทานจากประเทศที่ได้รับผลกระทบทั้งหลาย
ทั้งนี้ ความรุนแรงยิ่งถมทับทวีขึ้นเมื่อมหาอำนาจต่างขั้วมีความขัดแย้งกันและแต่ละฝ่ายก็พยายามเบ่งกล้ามของตนเพื่อให้ประเทศอื่นยอมคล้อยตาม
ดังนั้น เพื่อความอยู่รอดประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศขนาดกลางที่มีศักยภาพในตัวเองในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะคัดค้านอำนาจมหาอำนาจโดยลำพัง ต้องรวมตัวกันเพื่อรักษาผลประโยชน์และค่านิยมที่ดีเอาไว้ให้ได้ โดยคำเปรียบเทียบที่ว่า “หากเราไม่มีที่นั่งในโต๊ะ เราก็จะกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในเมนู” เป็นคำกล่าวที่มีพลังและช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจน
การรวมตัวของประเทศขนาดกลางให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับประโยชน์และค่านิยมของประเทศที่ร่วม ในรูปแบบของกลุ่มประเทศที่คิดคล้ายๆกัน หรือ like-minded group
หรือกล่าวอย่างอย่างหนึ่งก็คือ เป็นพันธมิตรเฉพาะกิจเป็นเรื่องๆ ไป ในรูปแบบกลุ่มเล็กในกลุ่มใหญ่(ไม่จำเป็นว่าสมาชิกในกลุ่มทุกประเทศต้องเข้าร่วม)และสามารถทำข้ามกลุ่มก็ได้
อย่างเช่นที่แคนาดาพยายามเชื่อมโยงกลุ่มความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ที่ตนเองเป็นสมาชิกเข้ากับสหภาพยุโรป (EU) ทั้งนี้ แคนาดามองว่า การรวมตัวเป็นกลุ่มประเทศในรูปแบบภูมิภาคนิยม (Regionalism)ที่เคร่งครัด ที่มาทดแทนโลกแบบโลกาภิวัฒน์นั้น จะส่งผลให้เกิดการแบ่งฝักฝ่ายเป็นก๊กเป็นหมู่ซึ่งไม่ส่งผลดีในระยะยาว
ในกระบวนการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายประเทศขนาดกลาง ต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างความเข็มแข็งของเศรษฐกิจภายในของแต่ละประเทศด้วย ตัวอย่างเช่น แคนาดาซึ่งมีการออกมาตรการลดภาษีด้านต่างๆ เพิ่มการลงทุนในสาขาที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ อาทิ AI พลังงาน ธุรกิจดิจิตัล ควบคู่ไปกับการเสริมความเข้มแข็งของกองทัพ โดยเพิ่มอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธเองในประเทศ
ข้อสังเกต
•เป้าหมายเบื้องต้นของแคนาดาจากสุนทรพจน์นี้น่าจะอยู่ที่ประเทศยุโรป เพราะเป็นการกล่าวที่สวิตเซอร์แลนด์และยุโรปมีชะตากรรมร่วมกับแคนาดาในหลายเรื่อง ทั้งการเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐฯ เป็นประเทศพัฒนาแล้ว เป็นประเทศเสรีประชาธิปไตยแบบเดียวกัน และต่างตกเป็นเป้าหมายการวิภาควิจารณ์อย่างไม่เกรงใจโดยทรัมป์ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการประกาศควบรวมแคนาดามาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ หรือการแสดงความพร้อมที่จะยึดกรีนแลนด์โดยกำลังทหาร ทั้งที่เป็นดินแดนในการดูแลของเดนมาร์ก รวมถึงการแสดงความเข้าใจเหตุผลของรัสเซียในการบุกยูเครน ล้วนทำให้ประเทศยุโรปไม่แน่ใจในความจริงใจในการเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ
•แนวความคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แคนาดาได้เสนอการรวมตัวภายใต้โมเดลที่เรียกว่า “รูปทรงที่แปรผัน” หรือ variable geometry ที่เน้นความร่วมมือในลักษณะยืดหยุ่น แต่มีหลักการ (principled and pracmatic) มาแล้วระยะหนึ่ง และในข้อเท็จจริง แคนาดาได้ทดสอบแนวความคิดนี้กับสิงคโปร์และออสเตรเลียในการจัดตั้งความร่วมมือเรื่องการจัดหาแร่ธาตุที่สำคัญยิ่ง (critical minerals) โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิตัล และ AI ซึ่งก็มีประเทศเข้าร่วมพอสมควร
•อาเซียนเองก็มีการพูดถึงหลักการเรื่อง อาเซียน-1 หรือ อาเซียน-2 ซึ่งผลักดันโดยสิงคโปร์มาหลายปีแล้ว และจากข้อเท็จจริงที่สิงคโปร์ก็มีความร่วมมือกับแคนาดาและออสเตรเลียในรูปแบบนี้อยู่แล้ว
ดังนั้น เมื่อหลักการดังกล่าวได้รับกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในวงการการทูตในปัจจุบัน จึงมีความเป็นไปได้ที่สิงคโปร์จะพยายามผลักดันเรื่องนี้ในกรอบอาเซียนอีกครั้ง
•ในการเสนอเรื่องนี้แคนาดาย้ำว่า การสร้างพันธมิตรการค้าและความมั่นคงต้องดำเนินไปควบคู่กัน โดยแคนาดาได้กำหนดเป้าที่จะเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 2 เท่าก่อนสิ้นทศวรรษนี้
•อนึ่ง การจัดตั้งแนวร่วมระหว่างประเทศขนาดกลางนี้ไม่ใช่แนวทางเดียวที่จะเป็นเกราะป้องกันตัว การขยายความร่วมมือกับจีนและอินเดียเพื่อถ่วงดุลย์กับสหรัฐฯ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ประเทศต่างๆ เลือกที่จะใช้ เห็นได้จากการเยือนทั้งสองประเทศนี้โดยประเทศตะวันตกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็นับว่าได้ผลพอสมควร โดยสหรัฐฯ ซึ่งแม้ว่า พยายามกีดกันไม่ให้แคนาดามีความตกลงการค้ากับจีน แต่ทรัมป์ก็มีกำหนดเยือนจีนในเดือนเม.ย. ขณะเดียวกัน หลังจากสหภาพยุโรปลงนามความตกลงการค้าเสรีกับอินเดียไม่กี่วันทรัมป์ก็ประกาศลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียจาก 50% เหลือ 18% โดยข้ออ้างว่า อินเดียยอมที่จะเลิกซื้อน้ำมันจากรัสเซียแล้ว
•โดยสรุป แนวทางที่ “ไม่ประกาศเป็นศัตรู แต่ไม่ยอมศิโรราบ” กับมหาอำนาจที่เสนอโดยแคนาดานี้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ของไทยที่จะเข้ามาบริหารประเทศหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 นำไปพิจารณาโดยละเอียด เพื่อเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งท่ามกลางบริบทการเมืองระหว่างประเทศที่ร้อนแรง
•กรอบความร่วมมือที่เหมาะสมสำหรับไทยแรกสุดคงหนีไม่พ้นอาเซียน ซึ่งเราสามารถจับมือกับสิงคโปร์เพื่อริเริ่มประเด็นความร่วมมือเรื่องสแกมเมอร์ก่อนเลย ด้วยเหตุผลของความสำคัญเร่งด่วนและมีผลร้ายที่มูลค่าสูง ประเทศไหนไม่พร้อมรอก่อนได้ ขณะที่แคนาดาเจ้าของทฤษฏีก็น่าจะพร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ประเทศยุโรปต่อไป
บทความ โดย
เจษฎา กตเวทิน
07.02.69




