News Logo
หน้าแรก
มาม่า...สามนาทีที่เปลี่ยนโลก

มาม่า...สามนาทีที่เปลี่ยนโลก

26 ก.ค. 2569 18:01
ผู้ชม 26 คน

หากถามว่าอาหารจานโปรดของแต่ละคนคืออะไร คำตอบก็คงแตกต่างกันไปตามรสนิยม บางคนชอบข้าวมันไก่ บางคนหลงใหลก๋วยเตี๋ยว บางคนขาดส้มตำไม่ได้สักวัน

แต่หากเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า "อาหารอะไรที่ต้องมีติดบ้านไว้ยามคับขัน" เชื่อว่าหลายคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "มาม่า" บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นอาหารที่ไม่ยุ่งยากขอเพียงมีน้ำร้อนก็สามารถเปลี่ยนความหิวให้กลายเป็นมื้ออาหารได้ภายในเวลาเพียงสามนาที

สมัยที่ผมเรียนอยู่ต่างประเทศ มาม่าคือเสบียงสำคัญที่ช่วยประทังความหิวและเยียวยาความคิดถึงบ้าน คุณป้าส่งมาให้ทางไปรษณีย์เป็นครั้งคราว แม้การขนส่งในยุคนั้นจะไม่ทะนุถนอม
ห่อบะหมี่หลายซองแตกละเอียดจนแทบกลายเป็นเศษเส้น แต่เมื่อได้ลวกกับน้ำร้อน เติมผงรสหมูสับหรือรสต้มยำกุ้ง กลิ่นหอมที่ลอยขึ้นมาก็ทำให้รู้สึกเหมือนได้กลับมานั่งอยู่ที่บ้านในเมืองไทย และอร่อยกว่าการต้องทานอาหารฝรั่งซ้ำแล้วซ้ำอีกทุกวัน

ไม่น่าเชื่อว่าอาหารธรรมดา ๆ อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะมีจุดเริ่มต้นจากช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์โลก หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ผู้คนขาดแคลนอาหารอย่างหนัก รัฐบาลต้องนำเข้าแป้งสาลีจากสหรัฐอเมริกาเพื่อบรรเทาความอดอยาก ราเม็งกลายเป็นอาหารหลักของผู้คน แต่กว่าจะได้ทานแต่ละชาม ทุกคนต้องยืนต่อแถวกลางอากาศหนาวเป็นเวลานาน1/

ภาพเหล่านั้นไปสะกิดใจชายวัย 48 ปี คนหนึ่งชื่อ โมโมฟูกุ อันโดะ (Momofuku Ando)
เขาเชื่อว่า "สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ เมื่อผู้คนมีอาหารกินอย่างเพียงพอ"

อันโดะไม่ใช่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เขาเคยทำธุรกิจทอผ้า โรงงานเกลือ เป็นนายหน้าขายอุปกรณ์โรงงาน เคยล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเคยถูกจำคุกในคดีภาษี ชีวิตเต็มไปด้วยความผิดหวัง แต่เขายังเชื่อว่าต้องมีสิ่งหนึ่งที่ตนเองทำสำเร็จได้

คำถามที่เขาเฝ้าคิดคือ "จะทำอย่างไรให้คนกินราเม็งได้รวดเร็วกว่านี้" เขาดัดแปลงกระท่อมไม้หลังเล็กให้กลายเป็นห้องทดลอง ใช้เวลาหลายเดือนหมกตัวอยู่กับหม้อ เส้นบะหมี่ และการทดลอง
นับไม่ถ้วน ความยากที่สุดไม่ใช่การทำเส้น แต่คือการทำให้เส้นเก็บไว้ได้นานและกลับมานุ่มเหมือนเดิม
เมื่อเติมน้ำร้อน

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะเดินเข้าไปในครัวเขาเห็นภรรยากำลังทอดเท็มปุระ แป้งที่จุ่มลงในน้ำมันเดือดค่อย ๆ ปล่อยไอน้ำออกมา เกิดเป็นรูพรุนจำนวนมาก ก่อนจะแห้งและกรอบ แต่เมื่อจุ่มลงในน้ำซอส แป้งกลับนุ่มขึ้นทันที ช่วงเวลาสั้น ๆ ในครัววันนั้นกลายเป็นประกายความคิดที่เปลี่ยนโลก

อันโดะนำหลักการเดียวกันมาทดลองกับเส้นราเม็ง ผลลัพธ์คือ เส้นที่ถูกทอดจนแห้งสนิท
มีรูอากาศเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ทั่วทั้งเส้น เมื่อเติมน้ำร้อน น้ำจะซึมกลับเข้าไปทำให้เส้นกลับมานุ่มได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1958 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองแรกของโลก "Chikin Ramen" จึงถือกำเนิดขึ้นภายใต้บริษัทนิชชิน2/



ห้องครัวที่อันโดะใช้ในการทดลอง

 Cup Noodles
ภายใน Instant Noodles Museum

แหล่งที่มา: https://edition.cnn.com/travel/instant-noodles-unhealthy-beloved-global-market-intl-hnk

          แต่ความสำเร็จไม่ได้มาทันที ในช่วงแรกบะหมี่หนึ่งซองมีราคาแพงกว่าราเม็งตามร้านถึงหกเท่า หลายคนมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย กระทั่งเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัว ผู้คนทำงานหนักขึ้น เวลากลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจึงไม่ได้ขายเพราะความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ขาย "เวลา" และเมื่อเวลามีราคา ผู้คนก็พร้อมจ่าย

อันโดะไม่เคยหยุดพัฒนา ปี ค.ศ. 1966 ระหว่างเดินทางไปสำรวจตลาดในสหรัฐฯ เขาสังเกตเห็นพนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตหักเส้นราเม็งใส่แก้ว เทน้ำร้อน แล้วใช้ส้อมรับประทาน เขาไม่ได้หัวเราะกับวิธีการแปลก ๆ นั้น แต่กลับตั้งคำถามว่า เหตุใดเราต้องบังคับให้คนทั้งโลกกินบะหมี่แบบญี่ปุ่น

คำถามนั้นนำไปสู่การคิดค้น Cup Noodles ในปี ค.ศ. 1971 บะหมี่ที่บรรจุอยู่ในถ้วย
พร้อมรับประทานได้ทุกที่ และกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก ปัจจุบัน โลกบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากกว่า 100,000 ล้านหน่วยต่อปี หรือเฉลี่ยกว่า 13 ห่อต่อประชากรโลกหนึ่งคน

ในจีน มีการบริโภคมากกว่า 42,000 ล้านหน่วยต่อปี เพราะสำหรับแรงงานอพยพที่อาศัยอยู่ในหอพักแออัด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคืออาหารที่ง่ายที่สุด ระหว่างการเดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาล ภาพผู้โดยสารถือถ้วยบะหมี่เดินขึ้นรถไฟ พร้อมน้ำร้อนที่จัดไว้ทุกโบกี้ กลายเป็นภาพที่พบเห็นได้
จนชินตา

ส่วนในเรือนจำของสหรัฐอเมริกา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีสถานะเหนือกว่าอาหาร มันกลายเป็น
"สกุลเงิน" นักโทษใช้แลกเสื้อผ้า หนังสือ การซักรีด หรือแม้แต่ใช้ชำระหนี้พนัน จนบางครั้งนำไปสู่
การทะเลาะวิวาทเพื่อแย่งชิงบะหมี่เพียงไม่กี่ซอง

สำหรับคนไทย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็คงหนีไม่พ้นคำว่า "มาม่า" แม้จะไม่ใช่ผู้บุกเบิกตลาดรายแรก แต่กลับกลายเป็นชื่อสามัญของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในบ้านเรา จนหลายคนเรียกสินค้าทุกยี่ห้อว่า "มาม่า" ความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างบริษัทเพรซิเดนท์ เอ็นเตอร์ไพรส์ ของไต้หวัน กับบริษัท
สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และได้รับการผลักดันอย่างมากจาก คุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ที่เพิ่งจากไปเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในวัย 87 ปี ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างให้มาม่ากลายเป็นสินค้า
คู่ครัวของคนไทย

 

ทุกวันนี้ ทางเลือกในการรับประทานอาหารมีมากขึ้น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอาจไม่ได้เติบโตหวือหวาเหมือนในอดีต แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นมันยังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ เหนือกว่ารถไฟความเร็วสูงและคาราโอเกะเสียอีก

เมื่อมองย้อนกลับไป เรื่องราวของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้เป็นเพียงประวัติของอาหารชนิดหนึ่ง แต่มันคือเรื่องของการมองเห็น "ปัญหา" ในวันที่คนอื่นเห็นเพียง "ความเคยชิน"

โมโมฟูกุ อันโดะไม่ได้ประดิษฐ์บะหมี่ขึ้นมาเพราะอยากรวย เขาเพียงอยากให้ผู้คนไม่ต้องยืนต่อแถวกลางอากาศหนาวเพื่อรออาหารหนึ่งชาม ความตั้งใจเล็ก ๆ ของชายคนหนึ่งกลับช่วยให้หลายพันล้านคนทั่วโลกได้มีอาหารกินในวันที่เงินมีน้อย เวลาไม่พอ หรือชีวิตกำลังลำบาก

บางครั้งนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกไม่จำเป็นต้องซับซ้อนที่สุดแต่แค่ช่วยให้ชีวิตของผู้คน "ง่ายขึ้น" ก็อาจเพียงพอที่จะเปลี่ยนโลกได้แล้วครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘อนุทิน‘ประชุม คตท. นัดแรก คุยอะไรกันบ้างที่ไม่ได้อยู่ในข่าว
‘อนุทิน‘ประชุม คตท. นัดแรก คุยอะไรกันบ้างที่ไม่ได้อยู่ในข่าว