ส่องรอยรั่ววิกฤตน้ำท่วม กทม. ปี 2569 เมื่อระบบแจ้งเตือนภัยติดขัดในขั้นตอน อุโมงค์ยักษ์ทำงานได้ไม่เต็มร้อย ตอกย้ำถึงเวลาปฏิรูปการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างจริงจัง
‘เหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2569’ แม้จะไม่รุนแรงเท่ามหาอุทกภัยปี 2554 แต่ก็สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนเป็นจำนวนมาก มีข้อมูลระบุว่า น้ำท่วมระลอกนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 29,000 ครัวเรือน หรือราว 700,000 คน โดยเขตที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ลาดกระบัง บางกะปิ และคันนายาว ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบริหารจัดการภาวะวิกฤตที่ประเทศไทยมักเผชิญอยู่บ่อยครั้ง
หนึ่งในปัญหาซ้ำๆ คือ ‘การแจ้งเตือนภัยที่ล่าช้า’ ย้อนกลับไปในวันที่ 23 กันยายน 2569 มีรายงานว่า ฝนตกตกหนักและตกแช่ในหลายพื้นที่ ส่งผลให้น้ำเริ่มท่วมขังและสัญจรได้ลำบาก โดยก่อนหน้านั้นวันที่ 22 กันยายน 2569 กรมอุตุนิยมได้ออกประกาศเตือนว่า ระหว่างวันที่ 23-27 กันยายน 2569 ฝนจะตกหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออก
หลังจากฝนตกหนักต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมสูงหลายจุด เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 กรมกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับ กทม. ได้ยิงสัญญาณแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินระดับวิกฤต (Cell Broadcast) เข้าโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่ กทม. เป็นครั้งแรก เพื่อแจ้งเตือนระดับน้ำในคลองเข้าขั้นวิกฤต พร้อมเตือนให้ระวังน้ำท่วมขังและเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง อย่างไรก็ตาม การแจ้งเตือนที่ล่าช้าเช่นนี้ไม่ต่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ในปี 2568 ซึ่งประชาชนต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า สัญญาณ Cell Broadcast ดังขึ้นในจังหวะที่น้ำเริ่มไหลทะลักเข้าบ้านแล้ว จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะขนย้ายทรัพย์สินได้ทัน
ทั้งนี้ หากถามต่อว่า ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้า เหตุใดการแจ้งเตือนภัยพิบัติถึงยังล่าช้า เรื่องนี้ ‘ทวิดา กมลเวชช’ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกมายอมรับว่า การแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast ในรอบนี้ล่าช้าจริง ซึ่งสาเหตุมาจากช่องว่างและความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการทำงานร่วมกันกับ ปภ. เนื่องจากไม่แน่ใจว่า หลังจาก กทม. ประเมินว่าสถานการณ์เข้าสู่ภาวะวิกฤตแล้ว มีสิทธิ์ส่งสัญญาณแจ้งเตือนได้ทันทีเลยหรือไม่ หรือจำเป็นต้องผ่านเกณฑ์อนุมัติของ ปภ. ก่อน ซึ่งในอนาคตจะมีการปรับปรุงกระบวนการทำงานร่วมกัน โดยอาจให้ กทม. เป็นผู้ประเมินและส่งสัญญาณแจ้งเตือนได้โดยตรง
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นนี้ทางด้าน ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า นักวิชาการด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า หาก กทม. รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดฝนตกหนักกว่า 300 มิลลิเมตร และมีการจำลองสถานการณ์น้ำท่วมจริง เหตุใดการประเมินเพื่อรับมือสถานการณ์ถึงดูต่ำกว่าความเป็นจริง และเหตุใดการแจ้งเตือนจึงถึงมือประชาชนล่าช้า
นอกจากประเด็นดังกล่าวแล้ว อีกหนึ่งคำถามสำคัญที่ตามมาคือ กทม. มีอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่หรือ ‘อุโมงค์ยักษ์’ กระจายตามจุดสำคัญอย่างน้อย 5 แห่ง ได้แก่ ระบบผันน้ำคลองเปรมประชากร, อุโมงค์บึงมักกะสันลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา, อุโมงค์คลองแสนแสบและคลองลาดพร้าว, อุโมงค์ใต้คลองบางซื่อ และอุโมงค์บึงหนองบอนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งรวมโครงการแล้วใช้งบประมาณก่อสร้างสูงนับแสนล้านบาท ทั้งยังมีศักยภาพในการระบายน้ำรวมถึง 255 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่เหตุใดจึงยังเกิดปัญหาน้ำท่วมขังอย่างหนัก?
เรื่องนี้ทางด้าน ผศ.ดร.สิตางศุ์ ระบุว่า อุโมงค์ยักษ์หรืออุโมงค์ระบายน้ำของ กทม. ไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ทั้งหมด เพราะน้ำเกิดท่วมขังตั้งแต่ก่อนจะไหลไปถึงอุโมงค์ ขณะเดียวกันท่อระบายน้ำของ กทม. ถูกออกแบบมาให้รองรับปริมาณน้ำฝนได้ราว 70 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง แต่ด้วยสภาพการใช้งานที่เก่า รวมถึงปัญหาขยะอุดตันท่อ จึงส่งผลให้ประสิทธิภาพในการรับน้ำจริงเหลือเพียงประมาณ 60% จนทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังขึ้น
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมอภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจาในทิศทางเดียวกันว่า การเตรียมรับมือน้ำท่วมครั้งนี้ขาดการพร่องน้ำให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ อีกทั้งอุโมงค์ยักษ์ยังทำงานได้เพียง 60% จึงเกิดคำถามว่าเหตุใดจึงไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนส่งผลให้คลองทุกสายใกล้อุโมงค์ยักษ์มีน้ำเอ่อล้น
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีปัญหาด้านการบริหารจัดการและการบัญชาการที่เป็นระบบ ซึ่งสะท้อนผ่านภาพความเดือดร้อนของประชาชนบริเวณแฟลตคลองจั่นและเคหะร่มเกล้า ที่ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาอาสาสมัครและการช่วยเหลือกันเองในชุมชน พร้อมกันนี้ นายอภิสิทธิ์ยังระบุด้วยว่า ต่างจังหวัดที่มีผู้บริหารท้องถิ่นของตนเอง สามารถจัดการปัญหาได้ดีกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใน กทม.
อย่างไรก็ตาม วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยสาธารณภัยครั้งใหญ่ เพื่อสร้างกลไกการบัญชาการ การประสานงาน และการบริหารจัดการภาวะวิกฤตที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง เพราะเมื่อขาดโครงสร้างเหล่านี้ การจัดการกับภาวะวิกฤตก็จะมีผลลัพธ์ที่ตามมาจึงเป็นความเสียหายเป็นวงกว้างดังเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน




