จากการขยายผลในประเทศไทยนำไปสู่การจับกุมนายอุทัย หรือหนุ่มสวมฮู้ดน้ำเงิน ซึ่งรับสารภาพว่าไปรับของมาจากอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา และได้รับคำสั่งผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ชื่อ "แป้งที่แปลว่าแป้ง" และ "Rose Rose" ทางการออสเตรเลียระบุว่ากรณีนี้เป็นภัยคุกคามจาก "บุคคลภายในที่ได้รับความเชื่อถือ" (Trusted Insiders) ซึ่งใช้ช่องว่างจากความหละหลวมของมาตรการตรวจค้น ณ ท่าอากาศยานต้นทาง
หมายเหตุสำนักข่าว Next News: ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ สำนักข่าว Next News ได้นำเสนอรายงานข่าวหลายฉบับเกี่ยวกับกรณีที่ต่างประเทศได้ตรวจยึดยาเสพติด กวาดล้างขบวนการนำเข้ายาเสพติดและนำเข้ากัญชา ซึ่งมีที่มาต้นทางจากประเทศไทยได้หลายครั้ง
สำนักข่าว Next News จึงได้สรุปกรณีการจับกุมและตรวจยึดยาเสพติดในต่างประเทศดังกล่าว ซึ่งเชื่อมโยงกับประเทศไทยมานำเสนอมีรายละเอียดดังนี้
สหราชอาณาจักร: วิกฤตกัญชาทะลักและขบวนการล่อลวงดิจิทัล
สถานการณ์การลักลอบส่งออกกัญชาเกรดพรีเมียมจากประเทศไทยไปยังสหราชอาณาจักร (UK) มีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นประเทศที่มีอุปสงค์และราคาจำหน่ายสูงกว่าไทยถึง 10 เท่า ข้อมูลสถิติจากหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NCA) ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2567 มียอดผู้ถูกจับกุมคดีกัญชาที่เดินทางมาจากไทยพุ่งสูงถึง 801 ราย เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2566 ถึงร้อยละ 464 และในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2569 มีรายงานผู้ลำเลียงถูกจับกุมแล้วถึง 600 ราย โดยกัญชาที่ส่งออกจากไทยไปยังสหราชอาณาจักร คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 65 ของคดีกัญชาส่งออกทั้งหมดที่ตรวจพบ
แผนประทุษกรรมของเครือข่ายในอังกฤษมักใช้แอปพลิเคชันเทเลแกรมในการสื่อสารและล่อลวงเยาวชนด้วยข้อเสนอ "ทริปท่องเที่ยวพัทยาฟรี" พร้อมค่าจ้างเงินสดมูลค่าสูงถึง 450,000 บาท เพื่อแลกกับการหิ้วสัมภาระที่บรรจุกัญชาแพ็กสุญญากาศกลับไป กรณีศึกษาที่สำคัญคือคดีของนางเอมี เจน เดอร์บัน (Amy Jayne Durban) ที่ถูกจับกุม ณ ท่าอากาศยานฮีธโธรว์ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 พร้อมกัญชาคุณภาพสูงน้ำหนัก 51.2 กิโลกรัม ซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ มีมูลค่าในตลาดมืดกว่า 500,000 ปอนด์ (22,203,830 บาท)นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบเครือข่ายฟอกเงินของพี่น้องพิลไลในลอนดอนที่ใช้คริปโทเคอร์เรนซีบริหารจัดการเงินจากการขายกัญชาไทยมูลค่ากว่า 240,000 ดอลลาร์สหรัฐ (7,931,996 บาท)
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากรูปแบบการลักลอบผ่านพัสดุภัณฑ์และผู้โดยสารทั่วไปแล้ว ภัยคุกคามที่มีนัยสำคัญอีกประการคือการใช้บุคคลที่ได้รับความไว้วางใจในระบบการบินเพื่อผ่านด่านตรวจ ดังที่ปรากฏชัดเจนในกรณีของประเทศออสเตรเลีย
ประเทศออสเตรเลีย: คดี "แอร์มีนา" และรอยร้าวในระบบความมั่นคงสนามบิน
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ ท่าอากาศยานเมลเบิร์น เมื่อเจ้าหน้าที่พรมแดนออสเตรเลีย (ABF) ตรวจค้นพนักงานต้อนรับสาวชาวไทยวัย 26 ปี พบเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัม มูลค่า 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (11,607,555 บาท)ซุกซ่อนในซับในกระเป๋าผ้าลายช้างไทยจำนวน 12 ใบ จากการขยายผลในประเทศไทยนำไปสู่การจับกุมนายอุทัย หรือหนุ่มสวมฮู้ดน้ำเงิน ซึ่งรับสารภาพว่าไปรับของมาจากอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา และได้รับคำสั่งผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ชื่อ "แป้งที่แปลว่าแป้ง" และ "Rose Rose" ทางการออสเตรเลียระบุว่ากรณีนี้เป็นภัยคุกคามจาก "บุคคลภายในที่ได้รับความเชื่อถือ" (Trusted Insiders) ซึ่งใช้ช่องว่างจากความหละหลวมของมาตรการตรวจค้น ณ ท่าอากาศยานต้นทาง
นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังพบกรณีผู้โดยสารสัญชาติไต้หวันลักลอบขนยาไอซ์เหลวและเกลือสปาขัดผิวรวม 21.2 กิโลกรัมจากไทย รวมถึงชายชาวนิวซีแลนด์ที่ลักลอบขนเฮโรอีน 21 กิโลกรัมใส่ในถุงพลาสติกสุญญากาศปะปนกับเสื้อผ้า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ออสเตรเลียต้องปรับระดับความเสี่ยงของทุกเที่ยวบินที่มาจากไทยให้เป็น "พื้นที่เฝ้าระวังสีแดง" ทำให้มีการตรวจสัมภาระเข้มงวด 100% ซึ่งนำไปสู่การตรวจพบยาเสพติดชนิดอื่นเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

อินโฟกราฟฟิกเทียบความสะดวกการตรวจลูกเรือกับผู้โดยสารทั่วไป
ประเทศอินโดนีเซีย: การขนส่งระดับอุตสาหกรรมด้วยเอกสารที่ดูถูกต้อง
สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติอินโดนีเซีย (BNN) ได้ทลายเครือข่ายลักลอบค้ากัญชาครั้งใหญ่ ยึดของกลางได้ 3.37 ตันที่ท่าเรือจาการ์ตา เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ขบวนการนี้ใช้วิธีนำส่งผ่านตู้คอนเทนเนอร์ทางเรือซึ่งมีเอกสารศุลกากรจากฝั่งไทยระบุว่าสินค้าถูกต้องทุกประการ แต่ภายในซุกซ่อนกัญชาไว้ในกระเป๋าเดินทาง 500 ใบ เครือข่ายนี้มีตัวการใหญ่เป็นชาวมาเลเซียชื่อนายซีเคเอฟ และชาวจีนชื่อนายแซดแอล ที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อสกัดเป็นสาร THC สำหรับเติมน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า การมีเอกสารที่ "ดูเหมือนถูกกฎหมาย" สะท้อนถึงการเปลี่ยนสถานะประเทศไทยจาก "ทางผ่าน" สู่ "แหล่งกำเนิดหลัก" ของยาเสพติดแปรรูป
ประเทศโปแลนด์และเยอรมนี: นวัตกรรมการซุกซ่อนในอิฐศิลาแลง
ช่วงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา กองกำลังพิทักษ์ชายแดนโปแลนด์ร่วมกับทางการเยอรมนีสกัดจับกัญชาจากไทยน้ำหนักรวมกว่า 1.2 ตัน มูลค่าตลาดมืดประมาณ 425-450 ล้านบาท แผนประทุษกรรมในกรณีนี้มีความซับซ้อนด้วยการใช้เทคนิคเชิงวิศวกรรมนำกัญชาอัดแท่งซุกซ่อนในช่องลับภายใน "อิฐศิลาแลง" ที่ได้รับการดัดแปลงเป็นพิเศษเพื่อตบตาเครื่องสแกนและหลบเลี่ยงกลิ่นสัมผัสของสุนัขตำรวจ สินค้าลอตนี้ถูกส่งผ่านตู้คอนเทนเนอร์มาลงที่ท่าเรือฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ก่อนจะมีปลายทางที่ประเทศโปแลนด์เพื่อกระจายเข้าสู่ตลาดในยุโรป
ประเทศอุซเบกิสถาน: เส้นทางบินอ้อมพรางประวัติจากไทย
ทางการอุซเบกิสถานรายงานการจับกุมยาเสพติดจากไทยรวมกว่า 34 กิโลกรัมในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม พ.ศ. 2569 เครือข่ายนี้ใช้วิธีการพรางเส้นทางต้นทาง (Transit Route) โดยให้ผู้ขนส่งเดินทางอ้อมผ่านประเทศที่สาม เช่น เวียดนาม เกาหลีใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินเดีย เพื่อเลี่ยงระบบวิเคราะห์ประวัติผู้เดินทางจากไทยที่มีความเสี่ยงสูง ยาเสพติดที่ตรวจพบประกอบด้วยกัญชา น้ำมันกัญชา และสารสังเคราะห์ "เมเฟโดรน" (Mephedrone) ซึ่งซุกซ่อนในบรรจุภัณฑ์นมผง ขวดแชมพู และภาชนะซอสมะเขือเทศ โดยผู้ลำเลียงระบุว่ารับจ้างผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรมแลกกับเงิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (33,049 บาท)

กราฟฟิกแสดงยาเสพติดในรูปแบบของจำนวนที่สามารถตรวจยึดได้ในต่างแดน
ประเทศศรีลังกา: ภัยเงียบต่อกลุ่มผู้แสวงบุญและพระสงฆ์
กรมศุลกากรศรีลังกาเปิดเผยว่ามียอดการยึดยาเสพติดจากไทยพุ่งสูงถึง 396 กิโลกรัมในครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2569 และแจ้งเตือนว่าเครือข่ายเริ่มใช้อุบายหลอกลวงกลุ่มเป้าหมายใหม่ เช่น พระสงฆ์ที่เดินทางไปแสวงบุญ เยาวชน และนักท่องเที่ยว ให้ช่วยรับฝากหิ้วสัมภาระข้ามพรมแดนโดยไม่รู้ตัว สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าไทยกำลังถูกเชื่อมโยงกับสิ่งที่ทางการศรีลังกาเรียกว่า "เส้นทางยาเสพติดใหม่"
แนวทางการแก้ไขและข้อเสนอแนะจากนานาประเทศ
จากปัญหาดังกล่าว หน่วยงานต่างประเทศได้เสนอแนวทางเชิงรุกหลายประการเพื่ออุดช่องโหว่ความมั่นคงพรมแดน เพื่อป้องกันปัญหายาเสพติดที่มีต้นตอมาจากไทย มีรายละเอียดดังนี้
ศรีลังกา: นายนูวัน อเบย์นายาเก โฆษกศุลกากรศรีลังกา ระบุว่าได้นำระบบบริหารความเสี่ยงขั้นสูงมาใช้คัดเลือกตู้คอนเทนเนอร์เพื่อตรวจสอบ และกำหนดให้สินค้าทุกชนิดต้องผ่านกระบวนการสแกนและรักษาความปลอดภัยอย่างละเอียดก่อนผ่านพิธีการ พร้อมบูรณาการข้อมูลข่าวกรองร่วมกับทั้งประเทศต้นทางและผู้ส่งออกก่อนสินค้าเข้าพอร์ต
สหราชอาณาจักร: หน่วยงาน NCA ได้ประสานความร่วมมือกับกรมศุลกากรไทยในการสนับสนุนอุปกรณ์ตรวจค้น ชุดทดสอบยาเสพติด และส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ร่วมปฏิบัติการคัดกรองผู้โดยสารตั้งแต่สนามบินต้นทางในประเทศไทย
ออสเตรเลีย: มีการดำเนินมาตรการส่งเจ้าหน้าที่มาฝึกอบรมนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลและการสืบสวนไซเบอร์ให้แก่เจ้าหน้าที่ไทยกว่า 1,000 นาย เพื่อยกระดับการตรวจจับเครือข่ายสั่งการ
โดยผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงพรมแดนออสเตรเลียเสนอไทยให้ปรับปรุงซอฟต์แวร์เครื่องเอกซเรย์สนามบินให้สามารถตรวจจับสารอินทรีย์และความหนาแน่นของยาเสพติดที่ถูกแบนราบไปกับสิ่งทอหรือซับในกระเป๋าได้แม่นยำยิ่งขึ้น แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงวัตถุระเบิดตามมาตรฐานความปลอดภัยการบินทั่วไป
อย่างไรก็ตาม คำแนะนำมาตรการจากต่างประเทศที่นำเสนอมาเบื้องต้นนั้น จะไม่มีผลเลย ถ้าหากทางการไทยยังคงไม่มีความจริงจังในการบังคับใช้ในทุกระดับ เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้ยาเสพติดเล็ดรอดออกไปนอกประเทศได้อย่างจริงจัง




