ดีเดย์ 3 ส.ค. นี้ ศาลแพ่งนัดพร้อมครั้งแรกไต่สวนคดีที่สภาผู้บริโภคและผู้เสียหายฟ้อง ‘เฟซบุ๊ก’ ปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงลงทุน ให้ชดใช้ 230 ล้าน
สำนักข่าว Next News รายงานว่า สภาองค์กรของผู้บริโภค หรือสภาผู้บริโภคแจ้งความคืบหน้าการฟ้องร้องเฟซบุ๊กว่า วันที่ 3 สิงหาคมนี้ ศาลแพ่งนัดพร้อมครั้งแรกเพื่อไต่สวนคดีที่สภาผู้บริโภคและตัวแทนผู้เสียหายยื่นฟ้องเมตา (Meta) บริษัทแม่ของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง จากกรณีเปิดให้มีโฆษณาหลอกผู้บริโภคลงทุนสร้างความเสียหายหลายร้อยล้านบาท ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการขยายความรับผิดจากตัวมิจฉาชีพ ไปสู่ผู้ให้บริการที่ควบคุมระบบ ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือก่ออาชญากรรมทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงแพลตฟอร์มโฆษณา ช่องทางสื่อสาร ร้านดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน และระบบธนาคาร ดังนั้น เมื่อแพลตฟอร์มมีรายได้จากโฆษณา มีข้อมูล และมีอำนาจควบคุมระบบ จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นบนระบบของตนเอง
สภาผู้บริโภคระบุว่า สภาผู้บริโภคใช้เวลารวบรวมเรื่องร้องเรียนและผลักดันให้เกิดมาตรการป้องกันโฆษณาหลอกลวงมาอย่างต่อเนื่อง หลังผู้บริโภคจำนวนมากสูญเสียเงินจากโฆษณาลงทุนปลอม งานออนไลน์ปลอม สินค้าปลอม และเพจที่แอบอ้างหน่วยงานรัฐหรือบุคคลมีชื่อเสียง บางรายสูญเงินเก็บทั้งชีวิต ขณะที่บางรายถูกหลอกให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจนเกิดความเสียหายตามมา จนกลายเป็นจุดเริ่มต้น ที่สภาผู้บริโภค พร้อมทนายความและตัวแทนผู้เสียหาย 10 ราย ยื่นฟ้องบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้ให้บริการแอพพลิเคชัน และธนาคารที่เกี่ยวข้อง ต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เพื่อเรียกเงินคืนและค่าเสียหายรวมกว่า 230 ล้านบาท
ก่อนฟ้องคดี สภาผู้บริโภคพยายามเจรจากับบริษัทเมตา ทั้งบริษัทแม่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และบริษัทลูกในประเทศไทย เป็นเวลานานกว่า 1 ปี เพื่อขอให้ดำเนินมาตรการปิดกั้นโฆษณาหลอกลวง ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ปรากฏในเอกสารในเงื่อนไขข้อตกลงของการสมัครเข้าใช้แพลตฟอร์มดังกล่าว แต่ปัญหายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 พบเรื่องร้องเรียน 11,815 เรื่อง โดยเฟซบุ๊กมากสุด 6,986 เรื่อง หรือ 59.13%มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 397 ล้านบาท
งานวิจัยที่สภาผู้บริโภคร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิตและมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชยังพบว่า ผู้บริโภคที่ใช้เฟซบุ๊ก 54.9% เคยพบการหลอกลวง การฉ้อโกง หรือสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และ 84.7% ของผู้เสียหายไม่ได้รับเงินคืน ข้อมูลทั้งหมดสะท้อนว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เกิดจากความไม่ระมัดระวังของผู้บริโภคเท่านั้น แต่เป็นปัญหาเชิงระบบ ตั้งแต่การยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาที่ไม่รัดกุม อัลกอริทึมที่มิจฉาชีพได้ประโยชน์ในการส่งโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายหรือเหยื่อได้อย่างแม่นยำ การเปิดพื้นที่ให้เพจปลอมและสินค้าผิดกฎหมาย ไปจนถึงการไม่มีระบบคุ้มครองผู้ซื้อที่มีประสิทธิภาพและกลไกเยียวยาที่แสดงความรับผิดชอบ
คดีที่ยื่นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ไม่ได้มุ่งเอาผิดเฉพาะผู้เปิดบัญชีม้าหรือผู้รับโอนเงิน แต่ขยายความรับผิดไปยังผู้ให้บริการที่ควบคุมระบบซึ่งมิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือ จำเลยจึงไม่ใช่เฉพาะบริษัทเมตา เจ้าของเฟซบุ๊ก แต่รวมถึงบริษัทผู้ให้บริการไลน์ (LINE) บริษัทผู้ให้บริการดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน รวมถึงธนาคารที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของผู้เสียหายแต่ละราย รูปแบบความเสียหายเริ่มต้นจากการที่ผู้บริโภคค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นหรือการลงทุนบนแพลตฟอร์ม จากนั้นอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มจะแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้องรวมถึงเพจปลอมของมิจฉาชีพที่แอบอ้างผู้เชี่ยวชาญหรือบุคคลมีชื่อเสียง ก่อนชักชวนให้เข้ากลุ่มไลน์ ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันลงทุนปลอม และโอนเงินเข้าบัญชีม้า
หากผู้ให้บริการส่วนใดส่วนหนึ่งตรวจสอบตามหน้าที่ความรับผิดชอบ และหยุดความผิดปกติได้ทัน ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองผู้ลงโฆษณา การตรวจสอบแอพพลิเคชัน หรือการระงับธุรกรรมที่ผิดปกติ ความเสียหายอาจไม่เกิดขึ้น หรืออย่างน้อยอาจไม่ขยายตัวจนผู้เสียหายบางรายสูญเงินมหาศาล การฟ้องคดีจึงเป็นการส่งสารที่สำคัญว่า ผู้ที่สร้างรายได้จากระบบ มีข้อมูล มีเทคโนโลยี และมีอำนาจควบคุมระบบ ต้องมีหน้าที่ป้องกันความเสียหายและร่วมรับผิดชอบเมื่อระบบของตนถูกใช้ก่ออาชญากรรม
สภาผู้บริโภค ยังระบุด้วยว่า สภาผู้บริโภคยังสื่อสารสาธารณะ โดยรณรงค์ “#ฉันก็โดนเหมือนกัน” เพื่อให้ผู้เสียหายจากเพจปลอม โฆษณาหลอกลวง ออนไลน์ปลอม การหลอกลงทุน และการซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับของ ไม่โทษตนเองเมื่อเกิดความเสียหาย ที่ไม่ใช่เกิดจากความไม่เท่าทัน แต่เกิดจากระบบที่หละหลวม ให้มาเล่าประสบการณ์ของตนเองเพื่อกระตุ้นให้ภาครัฐและสังคมสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกลไกที่รัดกุมของแพลตฟอร์ม รวมถึงธนาคารต่างๆ และกฎระเบียบภาครัฐที่ต้อง รัดกุม และเท่าทันกับกลลวงมิจฉาชีพ เรื่องราวเหล่านี้ช่วยยืนยันว่า ผู้เสียหายมีทั้งประชาชนทั่วไป พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ข้าราชการ และผู้ที่มีความรู้ด้านการเงิน การตกเป็นเหยื่อจึงไม่ใช่เครื่องชี้วัดความฉลาดหรือความรอบคอบ แต่เป็นผลจากขบวนการที่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล อัลกอริทึม ภาพปลอม และเทคนิคการตลาดสร้างความน่าเชื่อถืออย่างแนบเนียน คนที่มีชื่อเสียง ผู้ประกอบการและคนขายของออนไลน์ก็เป็นผู้เสียหายได้เช่นกัน ทั้งจากการถูกแอบอ้างชื่อ ถูกขโมยภาพสินค้า แอบอ้างชื่อร้าน สร้างเพจปลอม มิจฉาชีพที่ใช้สินค้าราคาต่ำผิดปกติดึงลูกค้าไปหลอกลวง ปัญหานี้จึงกระทบทั้งผู้ซื้อ ผู้ขายสุจริต และความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวม
การขับเคลื่อนแคมเปญนี้ขยายไปสู่เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคในหลายจังหวัด รับฟังประสบการณ์ผู้เสียหาย ประสานความช่วยเหลือ ช่วยให้ประชาชนที่อยู่ห่างจากส่วนกลางสามารถเข้าถึงข้อมูล รู้ช่องทางร้องเรียน และเห็นว่าความเสียหายของตนเองไม่ใช่เรื่องที่ต้องเผชิญตามลำพัง และยังช่วยนำข้อเท็จจริงจากพื้นที่กลับเข้าสู่การขับเคลื่อนระดับประเทศ ทั้งรูปแบบกลโกงใหม่ ปัญหาการแจ้งความ อุปสรรคในการอายัดเงิน และความยากลำบากในการประสานงานกับแพลตฟอร์มหรือธนาคาร สิ่งเหล่านี้ทำให้การฟ้องคดี พัฒนาเป็นการรณรงค์สาธารณะที่เชื่อมโยงผู้เสียหาย องค์กรผู้บริโภค นักกฎหมาย นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และประชาชนทั่วประเทศเข้าด้วยกัน
ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ตั้งคำถามต่อบทบาทของเมตาในการจัดการโฆษณาหลอกลวงบนแพลตฟอร์ม หลายประเทศเริ่มใช้ทั้งมาตรการทางกฎหมายและการดำเนินคดี เพื่อให้แพลตฟอร์มดิจิทัลต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ในสหราชอาณาจักร รัฐบาลประกาศใช้กฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Act) กำหนดให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ประเมินและลดความเสี่ยงจากเนื้อหาและโฆษณาที่เป็นอันตราย รวมถึงต้องมีระบบตรวจสอบโฆษณา การจัดการความเสี่ยง และการตอบสนองต่อการแจ้งเหตุอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมีการรวมตัวของผู้เสียหายดำเนินคดีกับเมตา จากกรณีโฆษณาหลอกลงทุนและสแกมบนเฟซบุ๊ก แม้จะมีการแจ้งลบโฆษณาแล้ว แต่โฆษณาในลักษณะเดียวกันยังกลับมาเผยแพร่ซ้ำได้อีก
ส่วนออสเตรเลีย หน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันและผู้บริโภค (ACCC) ดำเนินคดีกับเมตาจากกรณีโฆษณาที่ใช้ภาพและชื่อของบุคคลมีชื่อเสียงเพื่อหลอกลวงให้ประชาชนลงทุนในโครงการปลอม พร้อมผลักดันให้แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบผู้ลงโฆษณาและจัดการโฆษณาหลอกลวงอย่างเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่ สหภาพยุโรป (EU) ได้ออกกฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Services Act : DSA) ซึ่งกำหนดให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ต้องเปิดเผยข้อมูลผู้ลงโฆษณา มีระบบติดตามโฆษณา และต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วเมื่อพบเนื้อหาหรือโฆษณาที่ผิดกฎหมาย หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปรับเป็นมูลค่าสูง
กรณีเหล่านี้สะท้อนว่า หลายประเทศไม่ได้มองแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นเพียง “พื้นที่กลาง” แต่กำลังผลักดันให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ในการดูแลผู้ใช้ (duty of care) และร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นบนระบบของตนเอง บทเรียนจากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาโฆษณาหลอกลวงไม่สามารถพึ่งพาความระมัดระวังของผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน การเปิดเผยข้อมูลผู้ลงโฆษณา ระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และมาตรการเยียวยาผู้เสียหายที่เข้าถึงได้จริง หลักการเหล่านี้จึงถูกนำมาใช้ผลักดันให้ประเทศไทยมีมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคดิจิทัลที่เข้มแข็งมากขึ้น และเป็นเหตุผลสำคัญที่สภาผู้บริโภคเดินหน้าฟ้องเมตา ควบคู่ไปกับการเสนอปฏิรูปกฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัลของไทย
สภาผู้บริโภค ย้ำว่า จากวันที่ 8 มิถุนายน 2569 จนถึงการเข้าพบหน่วยงาน การเผยแพร่งานวิจัย การถอดบทเรียนจากต่างประเทศ และการขยายแคมเปญสู่พื้นที่ต่างจังหวัด สภาผู้บริโภคกำลังย้ำข้อเสนอสำคัญว่า ภัยออนไลน์ไม่อาจแก้ได้ด้วยการบอกให้ประชาชน “ระวังตัวเอง” เท่านั้น แต่แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบตัวตนผู้ลงโฆษณาและผู้ขาย ต้องนำโฆษณาหลอกลวงออกอย่างรวดเร็ว ต้องไม่ใช้ข้อมูลและอัลกอริทึมส่งโฆษณาอันตรายไปยังกลุ่มเปราะบางซ้ำๆ และต้องมีระบบเยียวยาเมื่อความเสียหายเกิดขึ้น ขณะที่ธนาคารและผู้ให้บริการทางการเงินต้องยกระดับการตรวจจับบัญชีม้าและธุรกรรมผิดปกติ
“ภาครัฐเองต้องมีกฎหมายที่กำหนดหน้าที่และบทลงโทษอย่างชัดเจน พร้อมสร้างช่องทางช่วยเหลือที่รวดเร็ว ไม่ปล่อยให้ผู้เสียหายต้องเดินเรื่องซ้ำไปซ้ำมากับหลายหน่วยงาน การฟ้องเฟซบุ๊กจึงไม่ใช่การต่อสู้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการตั้งคำถามต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งหมดว่า เมื่อบริษัทเทคโนโลยีสร้างรายได้จากข้อมูล ความสนใจ และความไว้วางใจของประชาชน บริษัทเหล่านั้นควรต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานมากเพียงใด”สภาผู้บริโภคระบุ

ภาพประกอบข่าว




