News Logo
หน้าแรก
ผ่าโครงการ TH-AI Passport งบพันล.เทียบ National AI Hub ยัดไส้หรือไม่?

ผ่าโครงการ TH-AI Passport งบพันล.เทียบ National AI Hub ยัดไส้หรือไม่?

15 มิ.ย. 2569 15:26
ผู้ชม 57 คน

ประการที่สองคือความแตกต่างด้านกลุ่มเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ โดยโครงการ TH-AI Passport มุ่งเน้นการกระจายสิทธิ์เข้าถึงในระดับมวลชนในวงกว้างจำนวน 5,000,000 คน แต่โครงการ National AI Hub เน้นกลุ่มเฉพาะทางในระบบอุดมศึกษาและเศรษฐกิจฐานรากจำนวน 1,150,000 คน ประกอบด้วยนักศึกษา 350,000 คน บุคลากรทางการศึกษา 70,000 คน ประชาชน 400,000 คน และ SMEs 330,000 คน

หมายเหตุสำนักข่าว Next News: ข่าวกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โครการ "TH-AI Passport" หรือโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. ภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)กำลังเป็นที่จับตาของสังคม

ข้อครหาโครงการ

โครงการนี้ได้รับจัดสรรงบประมาณจำนวน 1,621 ล้านบาท จากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กองทุน DE Fund ซึ่งเป็นแหล่งเงินนอกงบประมาณที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาตรวจสอบของรัฐสภาสามวาระตามวงจรปกติ วัตถุประสงค์หลักเชิงยุทธศาสตร์คือการจัดหาลิขสิทธิ์ระบบปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ระดับพรีเมียม จำนวน 12 โมเดลชั้นนำของโลก อาทิ ChatGPT Plus, Gemini Advanced และ Claude Pro เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชนชาวไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปจำนวน 5,000,000 คน ได้ใช้งานฟรีเป็นระยะเวลา 1 ปี ภายใต้กรอบแนวคิด "Learn to Earn" โดยรัฐบาลระบุว่าการจัดซื้อในปริมาณมหาศาลจะช่วยลดต้นทุนการเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกจากราคาตลาดปกติที่ประมาณ 700 ถึง 1,000 บาทต่อเดือน ให้เหลือเพียงประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวได้เผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมาธิการหลายชุดในรัฐสภาเนื่องจากพบข้อพิรุธในเชิงบริหารจัดการหลายประการ ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือระยะเวลาการประกวดราคาที่เร่งรีบอย่างผิดปกติ โดยโครงการที่มีวงเงินสูงกว่า 1,600 ล้านบาทนี้ ใช้เวลาตั้งแต่ประกาศจนถึงวันยื่นซองเสนอราคารวมเพียง 34 วัน ซึ่งสั้นกว่ามาตรฐานโครงการขนาดใหญ่ของรัฐทั่วไปที่มักใช้เวลา 3 ถึง 6 เดือน ปัญหาการดีลงานผ่านคนกลางแทนที่จะเป็นการดีลกับบริษัทผู้ผลิต AI โดยตรง นอกจากนี้ เอกสารขอบเขตของงานหรือ TOR ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการกำหนดเงื่อนไขที่ส่อไปในทางจำกัดการแข่งขันหรือการล็อกสเปก

โดยเฉพาะข้อกำหนดที่บังคับให้ผู้ชนะการประมูลต้องทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านหน้าจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 1,500 สาขา หรือประมาณ 6,000 จอภาพ ซึ่งในประเทศไทยมีเพียงกลุ่มทุนสื่อรายเดียวที่ถือครองกรรมสิทธิ์ดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อกังวลเชิงเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับโครงสร้างสัญญาแบบ "เหมาจ่ายรายหัว" หรือ Buffet Contract ซึ่งรัฐจ่ายเงินคงที่ล่วงหน้าแต่ต้นทุนแปรผันตามการใช้งานจริง ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสาธารณะ กล่าวคือยิ่งประชาชนใช้งานน้อยลงเท่าใด ผู้รับจ้างก็จะยิ่งได้รับกำไรส่วนต่างมากขึ้นเท่านั้น

อินโฟกราฟิกวิเคราะห์ความโปร่งใสและความคุ้มค่าของโครงการ TH-AI Passport งบประมาณ 1,621 ล้านบาท

อินโฟกราฟิกวิเคราะห์ความโปร่งใสและความคุ้มค่าของโครงการ TH-AI Passport งบประมาณ 1,621 ล้านบาท

เงาสะท้อนจากอดีต กับโครงการเทคโนโลยีภาครัฐที่ล้มเหลว

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่าโครงการ TH-AI Passport มีความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างกับโครงการเทคโนโลยีในอดีตของประเทศไทยที่เคยประสบปัญหาด้านความคุ้มค่าจนต้องถูกยกเลิกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โครงการแท็บเล็ตพีซีเพื่อการศึกษาไทย" หรือ OTPC ในปี 2555 ที่เน้นการแจกจ่ายฮาร์ดแวร์เพื่อสร้างความเท่าเทียมในลักษณะนโยบายประชานิยมเทคโนโลยี แต่ท้ายที่สุดโครงการที่ค้างอยู่มูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาทถูกสั่งยกเลิกอย่างเป็นทางการในปี 2557 เนื่องจากพบว่าอุปกรณ์เสื่อมสภาพเร็ว ไม่มีงบประมาณบำรุงรักษา และไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางการศึกษาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมีประวัติศาสตร์ความล้มเหลวของโครงการศูนย์สารสนเทศชุมชนและโครงการเน็ตประชารัฐที่เน้นการทุ่มงบประมาณแต่ขาดการพัฒนาทักษะการใช้งานเชิงลึกจนอุปกรณ์ถูกทิ้งร้าง ข้อมูลจากการอภิปรายในรัฐสภายังเปิดเผยข้อเท็จจริงว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีได้มีคำสั่งระงับและยกเลิกโครงการดิจิทัลขนาดเล็กและกลางหลายโครงการภายในสังกัดเพื่อนำเงินงบประมาณค้างท่อมาสมทบให้แก่โครงการ TH-AI Passport เพียงโครงการเดียว

พฤติการณ์นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงในการสูญเสียโอกาสเชิงโครงสร้างจากการนำทรัพยากรของชาติไปใช้กับการเช่าสิทธิ์ใช้งานบัญชี AI จากต่างชาติซึ่งจะสลายตัวไปทันทีเมื่อครบอายุสัญญา 1 ปี โดยไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลไว้เป็นรากฐานให้อธิปไตยดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน

คำชี้แจงกระทรวงดีอี อ้างปกป้องผลประโยชน์ชาติ-ความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์

ในมิติของคำชี้แจงจากฝ่ายบริหาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ระบุว่าการดำเนินโครงการ TH-AI Passport เป็นไปตามระเบียบพัสดุและกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างอย่างเคร่งครัด โดยยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดไม่ได้เร่งรัดเพียง 34 วันตามที่มีการตั้งข้อสังเกต แต่หากนับรวมขั้นตอนการพิจารณาภายในและการหารือเชิงนโยบายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีการเตรียมการมานานเกือบ 5 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568

ส่วนประเด็นข้อสงสัยเรื่องการไม่จัดซื้อลิขสิทธิ์โดยตรงจากบริษัทผู้พัฒนา AI ยักษ์ใหญ่นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีชี้แจงว่าไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากติดเงื่อนไขนโยบายภายในของบริษัทผู้ผลิต (Company Policy) และข้อจำกัดบางประการทางกฎหมายของประเทศไทย ซึ่งหากดำเนินการจัดซื้อโดยตรงในรูปแบบเดิมอาจส่งผลให้ข้อมูลการใช้งานสำคัญไหลออกนอกประเทศได้ ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายรัฐบาลยังได้เน้นย้ำถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณจากการใช้กลไกการจัดซื้อในปริมาณมหาศาล (Bulk Procurement) ซึ่งช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและสามารถเจรจาลดต้นทุนค่าบริการลิขสิทธิ์ระดับพรีเมียมจากราคาตลาดปกติที่ประมาณ 700 บาทต่อเดือน ให้เหลือเพียงประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน หรือคิดเป็นสัดส่วนราคาที่ถูกกว่าโครงการในประเทศสิงคโปร์ถึง 20 เท่า เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้โดยไม่มีอุปสรรคด้านค่าใช้จ่าย

ย้อนรอย โครงการ National AI Hub ที่ถูกยกเลิก

เพื่อให้เกิดภาพการเปรียบเทียบที่ชัดเจน สำนักข่าว Next News ขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ "โครงการ National AI Hub" หรือโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ AI และขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสม ที่ถูกยกเลิกไปช่วยปลายปี 2568 ซึ่งโครงการนี้ถูกนำเสนอโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สป.อว.

โครงการนี้ถูกออกแบบให้เป็น "เครื่องจักรแห่งการปฏิบัติการ" เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ โดยแบ่งแกนการดำเนินงานออกเป็นสองส่วนหลัก คือการจัดตั้งศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อจัดหาโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง หรือ HPC และคลาวด์กลางให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศใช้งานอย่างเท่าเทียมเพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน และแกนที่สองคือการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมหรือ Appropriate Technology ไปขยายผลจริงในชุมชนผ่าน 5 ด้านหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร สุขภาพ ชุมชน SMEs การศึกษา และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการนำงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยลงไปแก้ปัญหาในพื้นที่นำร่อง 100 ตำบลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นแนวทางสร้าง "ผู้ผลิตเทคโนโลยี" หรือ Builders ที่แตกต่างจากการเน้นเพียงการกระจายสิทธิ์ใช้งานเพียงอย่างเดียว

แผนงานโครงการ National AI Hub

แผนงานโครงการ National AI Hub

โครงการ National AI Hub กับ TH-AI Passport กับจุดเหมือนและแตกต่าง

จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบโครงการ National AI Hub และ TH-AI Passport พบรายละเอียดความแตกต่างและจุดเหมือนหลายข้อ โดยมีจุกแตกต่างที่สำคัญ 4 ประการดังนี้

ประการแรกคือความแตกต่างด้านงบประมาณและลักษณะการใช้เงิน โดยโครงการ TH-AI Passport ใช้งบประมาณเสนอไว้สูงกว่าที่ 1,621 ล้านบาท และเน้นงบดำเนินการในลักษณะเช่าใช้ลิขสิทธิ์จากบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ (OPEX) ในขณะที่ National AI Hub ใช้งบประมาณเสนอที่ 1,500 ล้านบาท โดยเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่เป็นของประเทศไทยเอง (CAPEX) เช่น ระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ HPC และการพัฒนาบุคลากรสายสร้างและพัฒนาระบบ

ประการที่สองคือความแตกต่างด้านกลุ่มเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ โดยโครงการ TH-AI Passport มุ่งเน้นการกระจายสิทธิ์เข้าถึงในระดับมวลชนในวงกว้างจำนวน 5,000,000 คน แต่โครงการ National AI Hub เน้นกลุ่มเฉพาะทางในระบบอุดมศึกษาและเศรษฐกิจฐานรากจำนวน 1,150,000 คน ประกอบด้วยนักศึกษา 350,000 คน บุคลากรทางการศึกษา 70,000 คน ประชาชน 400,000 คน และ SMEs 330,000 คน

ประการที่สามคือความแตกต่างด้านระยะเวลาในการดำเนินโครงการ โดยโครงการ TH-AI Passport กำหนดระยะเวลาดำเนินงานไว้ที่ 540 วัน ในขณะที่โครงการ National AI Hub กำหนดระยะเวลาไว้สั้นกว่าคือ 360 วัน หรือ 12 เดือน

ระยะเวลาดำเนินการ 540 วันหลังจากเซ็นสัญญาโครงการ TH-AI Passport

ระยะเวลาดำเนินการ 540 วันหลังจากเซ็นสัญญาโครงการ TH-AI Passport

โครงการ National AI Hub ระบุเวลาดำเนินการอยู่ที่ 360 วัน

โครงการ National AI Hub ระบุเวลาดำเนินการอยู่ที่ 360 วัน

ประการที่สี่คือความแตกต่างในกิจกรรมหลักและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดย TH-AI Passport มุ่งเน้นการจัดหาระบบ AI มาเปิดพอร์ทัลให้ประชาชนเข้าใช้งานได้ทันที แต่ National AI Hub มุ่งเน้นการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา 400 หลักสูตร อบรมอาจารย์ 10,000 คน และสร้าง "นักพัฒนาเทคโนโลยีชุมชน" ในพื้นที่ Sandbox เพื่อความยั่งยืน

ในส่วนของจุดที่เหมือนกันจากการวิเคราะห์เอกสาร TOR โครงการ THAI-Passport และเอกสาร National AI Hub  พบว่ามีจุดที่เหมือนกันรวมทั้งสิ้น 4 ประการที่สำคัญ ดังนี้

ข้อแรกคือจุดเหมือนด้านเป้าหมายเชิงนโยบายระดับชาติ โดยทั้งสองโครงการถูกขับเคลื่อนภายใต้ร่มใหญ่ของแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ พ.ศ. 2565 – 2570 และนโยบาย "AI for All" เพื่อยกระดับดัชนีความพร้อมและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก

ข้อที่สองคือจุดเหมือนด้านการจัดเตรียมเครื่องมือระดับสูง โดยทั้งสองโครงการมีการระบุถึงการจัดหา Generative AI หรือแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (LLM) รุ่น Pro หรือ Premium ให้กลุ่มเป้าหมายได้เข้าใช้งานฟรีผ่านแพลตฟอร์มพอร์ทัลกลางที่รัฐจัดเตรียมไว้ให้

ข้อที่สามคือจุดเหมือนด้านรูปแบบการเรียนรู้ดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการใช้สื่อออนไลน์แบบ Micro Learning ซึ่งเป็นบทเรียนสั้น 5-10 นาทีที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถอัปเกรดทักษะได้อย่างยืดหยุ่นก่อนหรือระหว่างการใช้งานเทคโนโลยี

ข้อที่สี่คือจุดเหมือนด้านระบบธรรมาภิบาลและการรายงานผล โดยทั้งสองฝ่ายกำหนดให้มีการสร้างระบบ Dashboard เพื่อรายงานผลการดำเนินงาน ปริมาณการใช้งาน AI Token และความก้าวหน้าของโครงการแบบเรียลไทม์เพื่อแสดงความโปร่งใสต่อสาธารณะ

ดังนั้นถ้าวิเคราะห์ความเหมือนทั้ง 4 ประการที่นำเสนอไปแล้ว คำถามสำคัญสำหรับสาธารณชนและหน่วยงานตรวจสอบคือ โครงการ National AI Hub ที่เน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานถาวร (CAPEX) และการพัฒนาบุคลากรสายสร้างนั้น มีการถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่หรือถูกดึงองค์ประกอบสำคัญบางส่วนมาใส่ไว้ในโครงการ TH-AI Passport เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่โครงการเช่าสิทธิ์ใช้งานซอฟต์แวร์มูลค่า 1,621 ล้านบาทหรือไม่?

จุดประสงค์ใน TOR โครงการ TH-AI Passport

จุดประสงค์ใน TOR โครงการ TH-AI Passport

เปรียบเทียบ TH-AI Passport และ National AI Hub

เปรียบเทียบ TH-AI Passport และ National AI Hub

บทสรุปทิ้งท้าย TH-AI Passport

โดยสรุป โครงการ TH-AI Passport กำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญระหว่างวิสัยทัศน์ที่ต้องการติดอาวุธดิจิทัลให้แก่คนไทยกับการบริหารจัดการที่ถูกตั้งคำถามเรื่องธรรมาภิบาลอย่างรุนแรง แม้ภาครัฐจะยืนยันความโปร่งใสและเดินหน้าโครงการต่อโดยอ้างความจำเป็นเร่งด่วนในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน

แต่การกำหนดเงื่อนไข TOR ที่ส่อไปในทางเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนและความเร่งรีบในการจัดซื้อจัดจ้างยังคงเป็นประเด็นที่คณะกรรมาธิการและสังคมต้องติดตามอย่างใกล้ชิด บทเรียนจากความล้มเหลวของโครงการแจกเทคโนโลยีในอดีตย้ำเตือนว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวโดยปราศจากการสร้างทักษะความเข้าใจเชิงลึกและโครงสร้างพื้นฐานที่คนไทยเป็นเจ้าของเองอย่างยั่งยืน จะนำไปสู่สภาวะ "ติดหล่มการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ" และสูญเสียงบประมาณมหาศาลโดยไม่เกิดมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงแก่เศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ระบบ AI วิเคราะห์เอกสาร TOR  โครงการ TH-AI Passport แล้วไม่พบว่ามีระบุเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ

ระบบ AI วิเคราะห์เอกสาร TOR โครงการ TH-AI Passport แล้วไม่พบว่ามีระบุเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ

ยิ่งในปัจจุบันมีโครงการอื่นๆ อาทิโครงการ OKMD AI Playground ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มศูนย์รวมปัญญาประดิษฐ์ (AI Aggregator) ที่พัฒนาโดยสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถสร้างแพลตฟอร์มรวม AI ได้ในงบประมาณที่ต่ำกว่ามาก (ประมาณ 2.4 ล้านบาท) ซึ่งยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยถึงความจำเป็นของงบประมาณระดับพันล้านบาทในการดำเนินการโครงการ TH-AI Passport

บทสรุปของการเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport นั้นจึงไม่ควรจะเป็นแค่การแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ให้ประชาชนใช้งานเท่านั้น แต่คือบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่ารัฐบาลไทยจะสามารถก้าวข้ามการเมืองเชิงประชานิยมทางเทคโนโลยี ไปสู่การสร้างความมั่นคงและอธิปไตยทางดิจิทัลที่แท้จริงให้แก่ประเทศได้อย่างไรในระเบียบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ อย่างโปร่งใสได้หรือไม่

อ่านประกอบ

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
TH-AI Passport



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'IRPC' ปัดกักตุนน้ำมัน แจงส่งทางเรือให้ลูกค้าแล้ว ไม่มีอำนาจแทรกแซง
'IRPC' ปัดกักตุนน้ำมัน แจงส่งทางเรือให้ลูกค้าแล้ว ไม่มีอำนาจแทรกแซง