News Logo
หน้าแรก
กกต.ค้านศาลฎีกา!  ชี้ไร้อำนาจรับคำร้อง ‘คดีตรวจคุณสมบัติ สว.’

กกต.ค้านศาลฎีกา! ชี้ไร้อำนาจรับคำร้อง ‘คดีตรวจคุณสมบัติ สว.’

5 พ.ย. 2569 14:54
ผู้ชม 123 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

กกต.ยื่นคัดค้านศาลฎีการับพิจารณาคดี ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว.ชี้อยู่นอกเขตอำนาจ พร้อมงัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 52/2546 ยันคำวินิจฉัยของ กกต. ถือเป็นอันที่สุด ห้ามยื่นทบทวนซ้ำ

สืบเนื่องจากกลุ่มผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา รวม 3 คดี เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือกจำนวน 5 ราย ได้แก่ คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 8/2569 ที่มีนายดิเรก พรสีมา เป็นผู้ร้อง) ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือก 3 ราย ได้แก่ นายบัลลังค์ ศรีมงคล (กลุ่ม 4), นางวรรษมนต์ คุณแสน (กลุ่ม 9) และนางทองเสียน วงษ์ประจันทร์ (กลุ่ม 12) ขณะที่คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 9/2569 ที่มีนายภิญโญ บุญเรือง เป็นผู้ร้อง และคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 10/2569 ที่มีนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชวาลิตกุล เป็นผู้ร้อง ต่างยื่นขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ นางแดง กองมา และนายสมพาน พละศักดิ์ ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ (กลุ่ม 10) ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้องทั้ง 3 คดีไว้พิจารณา พร้อมสั่งให้ผู้คัดค้านทำคำคัดค้านและกำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานต่อไป 

สำหรับคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 8/2569 ซึ่งมี นายดิเรก พรสีมา เป็นผู้ร้องนั้น ล่าสุด กกต.ได้คัดค้านว่า คดีนี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจการพิจารณาคดีของศาลฎีกา และการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต. ถือเป็นการขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัย ซึ่งตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 64 กำหนดให้คำวินิจฉัยของ กกต. เป็นที่สุด ประกอบกับการยื่นคำร้องเกินระยะเวลากำหนด (เกินกว่า 2 ปี นับแต่วันเลือกในระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 และไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลฎีกาพิจารณาคำร้องในลักษณะทบทวนคำวินิจฉัยยกคำร้องดังกล่าว

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ 52/2546 วางหลักไว้ว่า กกต. มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งดังกล่าว ซึ่งเป็นการใช้อำนาจเช่นเดียวกับอำนาจตุลาการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจแก่ผู้ร้องในการชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งได้เอง เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สุจริต และเที่ยงธรรม อันเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มิใช่การใช้อำนาจทางบริหารหรือทางปกครองตามที่กล่าวอ้าง ส่งผลให้การวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต.ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (3) ถือเป็นอันยุติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

กกต. ชี้ว่า กฎหมายและระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ พ.ศ. 2561 ให้อำนาจศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณาเฉพาะ 3 กรณีจำกัดเท่านั้น ได้แก่ 1. กรณีถูกตัดสิทธิสมัคร : ผู้อำนวยการสั่งไม่รับสมัครหรือสั่งลบชื่อ (ม. 22, 23) 2.กรณีคัดค้านกระบวนการเลือกไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกร้องคัดค้านขั้นตอนการเลือก (ม. 44) และ 3. กรณี กกต. ขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิสมัครหรือสิทธิเลือกตั้ง ทั้งก่อนและหลังประกาศผล (ม.60 วรรคสอง, 62) 

ดังนั้น การขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอได้ตรวจสอบและสั่งรับสมัครตามระเบียบแล้ว ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจผู้ใดยื่นต่อศาลฎีกา เพื่อให้ กกต. ถอนชื่อผู้สมัครออกจากบัญชีได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เคยวางบรรทัดฐานไว้ก่อนหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น การที่เคยมีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครในลักษณะเดียวกัน และศาลฎีกาได้มีคำสั่งยกคำร้องไปแล้ว แม้คู่ความในคดีนี้จะไม่ใช่บุคคลเดียวกัน แต่ถือเป็นคู่ความกลุ่มเดียวกันที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในการเลือก สว. คำร้องฉบับนี้จึงเป็นคำร้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ พ.ศ. 2561 

นอกจากนี้ การที่ผู้ร้องอ้างอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 44 นั้น กฎหมายจำกัดเฉพาะการคัดค้านการดำเนินการเลือกตั้งในระดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับอำเภอ จังหวัด ประเทศ เท่านั้น ไม่รวมถึงคำร้องให้วินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ 'ศิริโชค' ฟ้อง ป.ป.ช. ชี้มีกฎหมายเฉพาะ
เปิดคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ 'ศิริโชค' ฟ้อง ป.ป.ช. ชี้มีกฎหมายเฉพาะ