News Logo
หน้าแรก
เปิด 3 จุดเปลี่ยน Influencer Marketing เมื่อ 'ยอดติดตาม' ไม่ใช่คำตอบ!

เปิด 3 จุดเปลี่ยน Influencer Marketing เมื่อ 'ยอดติดตาม' ไม่ใช่คำตอบ!

5 พ.ย. 2569 16:33
ผู้ชม 36 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ข้อมูลจาก AnotherDot ชี้ 3 จุดเปลี่ยนสำคัญ Influencer Marketing ไทย เมื่อ ‘ยอดติดตาม’ ไม่อาจการันตีผลลัพธ์ แบรนด์หันใช้นวัตกรรม Data และ AI เฟ้นหาครีเอเตอร์เจาะลึกทั้งไลฟ์สไตล์ ผู้เชี่ยวชาญ และ Local Creator พร้อมยกระดับงานหลังบ้าน ลดเวลาทำงาน

ในปัจจุบันตลาดของ 'Influencer Marketing' ในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่จำนวนผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Creator) เม็ดเงินสะพัดในอุตสาหกรรมโฆษณา และรูปแบบความร่วมมือที่มีความหลากหลายยิ่งขึ้น ทว่าในปัจจุบัน เพียงแค่ 'ยอดผู้ติดตาม' ไม่ได้ว่าครีเอเตอร์เหมาะกับแบรนด์มากแค่ไหน ดังนั้น การคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ในยุคนี้จึงต้องประเมินอย่างรอบด้าน ทั้งโปรไฟล์กลุ่มผู้รับชม วิถีชีวิต ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง พื้นที่สื่อ และประสิทธิภาพจริงของเนื้อหา โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า ท่ามกลางผู้สร้างสรรค์เนื้อหาจำนวนมหาศาล แบรนด์จะสกัดคัดสรรคนที่เหมาะสมได้อย่างไร และควรอาศัยฐานข้อมูลชุดใดมาประกอบการตัดสินใจให้แม่นยำที่สุด

ข้อมูลจากงานแถลงข่าวเปิดตัว AnotherDot แพลตฟอร์มการตลาดอินฟลูเอนเซอร์แบบครบวงจร (End-to-End Influencer Marketing Platform) เผยสถิติช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม 2569 ซึ่งมียอดการค้นหาอินฟลูเอนเซอร์ผ่านระบบมากกว่า 30,000 ครั้ง ชี้ให้เห็นถึง 3 จุดเปลี่ยนสำคัญ ของรูปแบบการค้นหาอินฟลูเอนเซอร์ ที่สะท้อนทิศทางและกลยุทธ์การเลือกใช้ครีเอเตอร์ของแบรนด์และเอเจนซี่ยุคใหม่ โดยมีรายละเอียดดังนี้

จุดเปลี่ยนที่ 1 : แบรนด์มองหาอินฟลูเอนเซอร์ที่มีช่วงชีวิตและไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกับลูกค้า

จากเดิมที่แบรนด์มักค้นหาผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Creator) ตามหมวดหมู่กว้าง ๆ เช่น ความงาม (Beauty) หรือวิถีชีวิต (Lifestyle) ปัจจุบันคำค้นหาเริ่มมีความเฉพาะเจาะจงถึงช่วงวัยและรูปแบบการดำเนินชีวิตมากขึ้น เช่น คุณแม่หลังคลอด คุณแม่อายุ 40-50 ปี หรือกลุ่ม Gen Z วัยทำงานที่สนใจดูแลความงาม

คำค้นหาเหล่านี้สะท้อนชัดว่า แบรนด์กำลังเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์โดยอิงจากกลุ่มย่อยของผู้บริโภค (Consumer Segment) มากยิ่งขึ้น เพราะแม้จะเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน ทว่าผู้บริโภคในแต่ละช่วงชีวิตย่อมมีความต้องการและเหตุผลในการตัดสินใจซื้อที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น แบรนด์สินค้าแม่และเด็กอาจมองหาผู้สร้างสรรค์เนื้อหาที่มีประสบการณ์เลี้ยงลูกในช่วงวัยเดียวกับกลุ่มเป้าหมาย ขณะที่แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) อาจเลือกหญิงสาววัยทำงานที่มีปัญหาผิวและวิถีชีวิตใกล้เคียงกับลูกค้า เพื่อให้เนื้อหาสมจริงและเชื่อมโยงกับประสบการณ์ตรงของผู้รับชม

การเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ในปัจจุบัน จึงมุ่งเน้นความใกล้เคียงระหว่างตัวผู้สร้างสรรค์เนื้อหากับกลุ่มลูกค้าเป็นสำคัญ เพื่อให้แบรนด์สามารถสื่อสารได้ตรงใจและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

จุดเปลี่ยนที่ 2 : จากคนดังสู่คนที่มีความเชี่ยวชาญ เมื่ออาชีพกลายเป็นคำสำคัญ ในการหาอินฟลูเอนเซอร์

ข้อมูลจาก AnotherDot พบการค้นหาผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Creator) ตามสาขาวิชาชีพมากกว่า 30 อาชีพ ตั้งแต่แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักโภชนาการ เชฟ สถาปนิก ไปจนถึงเกษตรกร สะท้อนชัดว่า แบรนด์กำลังให้ความสำคัญกับความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เฉพาะทางในการคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์มากยิ่งขึ้น

ผู้บริโภคยุคปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญกับข้อมูล เหตุผล และหลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบการตัดสินใจซื้อ จนเกิดแนวคิดการเปรียบเปรยผู้บริโภคกลุ่มนี้ว่ามีความเป็น ‘นักวิทยาศาสตร์’ ที่ต้องการรู้ลึกว่าสินค้ามีข้อดีอย่างไร มีข้อมูลใดสนับสนุน และใครคือผู้ยืนยันความน่าเชื่อถือของข้อมูลนั้น

เมื่อผู้บริโภคต้องการเหตุผลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จริง จึงกลายเป็นคุณสมบัติสำคัญหลักที่แบรนด์มุ่งมองหาในการคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ในปัจจุบัน

จุดเปลี่ยนที่ 3: ผู้สร้างสรรค์เนื้อหาในท้องถิ่นได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อแบรนด์เริ่มทำตลาดเจาะรายพื้นที่ 

ข้อมูลจาก AnotherDot พบการค้นหาอินฟลูเอนเซอร์ครอบคลุมเกือบ 40 จังหวัดทั่วประเทศไทย ทั้งเชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี ภูเก็ต อุดรธานี บุรีรัมย์ และสงขลา โดยมีคำค้นหาเฉพาะพื้นที่ เช่น รีวิวร้านอาหารบุรีรัมย์ รีวิวร้านอาหารหาดใหญ่ หรือผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Creator) ในบ่อวิน จังหวัดชลบุรี รวมถึงการค้นหาชื่อแบรนด์ควบคู่กับจังหวัด

รูปแบบคำค้นหานี้สะท้อนความต้องการใช้ผู้สร้างสรรค์เนื้อหาในท้องถิ่น (Local Creator) เพื่อทำตลาดระดับพื้นที่ (Local Marketing) โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร ค้าปลีก และแบรนด์ที่มีหลายสาขา ซึ่งต้องการเข้าถึงผู้บริโภคในพื้นที่เป้าหมายโดยตรง

ผู้สร้างสรรค์เนื้อหาในท้องถิ่นยังมีความคุ้นเคยกับภาษา วัฒนธรรม และพฤติกรรมของคนในพื้นที่ ทำให้สามารถนำเสนอเนื้อหาที่สอดคล้องกับบริบทของผู้รับชมได้ เช่น การรีวิวร้านอาหาร สถานที่ หรือประสบการณ์ที่คนในจังหวัดนั้นรู้จักเป็นอย่างดี

การทำตลาดผ่านของอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing) จึงเริ่มให้ความสำคัญกับความเกี่ยวข้องเชิงพื้นที่มากขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้สร้างสรรค์เนื้อหาในหัวเมืองรองเข้ามามีบทบาทในแคมเปญของแบรนด์ระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 จุดเปลี่ยนนี้คือข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์กำลังมีเงื่อนไขในการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่ละเอียดและเจาะจงยิ่งขึ้น ขณะที่จำนวนผู้สร้างสรรค์เนื้อหาในตลาดก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เมื่อการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ซับซ้อนขึ้น งานหลังบ้านของเอเจนซี่ก็เพิ่มขึ้นตาม ยิ่งแคมเปญใช้อินฟลูเอนเซอร์มากเท่าไร คนทำงานก็ยิ่งต้องใช้เวลาจัดการข้อมูลมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะแคมเปญที่ต้องใช้ผู้สร้างสรรค์เนื้อหาตั้งแต่หลักสิบถึงหลักร้อยคน ตั้งแต่การค้นหารายชื่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) หรือกลุ่มเฟซบุ๊ก (Facebook Group) การตรวจสอบข้อมูลและผลงานของแต่ละคน การนำมาจัดทำข้อเสนอโครงการ (Proposal) เสนอลูกค้า ไปจนถึงการติดตามผลและสรุปรายงานผลลัพธ์แคมเปญ (Campaign Report) ซึ่งหลายขั้นตอนยังต้องดำเนินการด้วยตนเอง

แต่หากถามว่า เมื่อนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วย จะสามารถลดระยะเวลาการทำงานได้มากเพียงใด? จากการทดสอบขั้นตอนการทำงาน (Workflow) ของ AnotherDot สำหรับแคมเปญที่ใช้ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดจำนวน 50 คน พบว่าสามารถลดระยะเวลาทำงานจากประมาณ 17 ชั่วโมง เหลือไม่ถึง 10 นาที โดยแบ่งเป็น

  • การค้นหาอินฟลูเอนเซอร์และข้อมูลโปรไฟล์ : จาก 6 ชั่วโมง เหลือ 4 นาที

  • การรวบรวมข้อมูลผลงานโพสต์ : จาก 3 ชั่วโมง เหลือ 3 นาที

  • การจัดทำ Proposal เสนอลูกค้าจำนวน 20 สไลด์ : จากอย่างน้อย 5 ชั่วโมง เหลือไม่ถึง 1 นาที

  • การสรุปผล Campaign Report : จาก 3 ชั่วโมง เหลือประมาณ 1 นาที

ผลการทดสอบนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI สามารถเข้ามาช่วยลดระยะเวลาที่ต้องสูญเสียไปกับการค้นหาและจัดการข้อมูล ส่งผลให้ทีมงานมีเวลาเพิ่มขึ้นสำหรับการวางแผนเชิงกลยุทธ์ การคัดเลือกผู้สร้างสรรค์เนื้อจากการค้นหาผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด (Influencer) สู่การบริหารจัดการทั้งแคมเปญด้วยฐานข้อมูล (Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดังนั้น เมื่อแคมเปญหนึ่งต้องใช้ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดตั้งแต่หลักสิบถึงหลักร้อยคน การมีข้อมูลที่ครบถ้วนและเครื่องมือช่วยจัดการกระบวนการทำงานจึงมีความสำคัญยิ่งขึ้น ตั้งแต่การค้นหาผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Creator) ที่ตรงโจทย์ การวางแผนแคมเปญ การเตรียมข้อมูลเสนอลูกค้า ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์หลังจบงาน AnotherDot จึงได้นำ Data และ AI เข้ามาช่วยยกระดับและจัดการกระบวนการทำงานด้าน Influencer Marketing ผ่าน 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

  • Search - ค้นหาครีเอเตอร์ที่ตรงโจทย์ : ค้นหาตามคุณสมบัติที่ต้องการ พร้อมดูข้อมูล Profile ประเภทคอนเทนต์ ยอดผู้ติดตาม และ Engagement เพื่อประกอบการคัดเลือก

  • Planning - ใช้ AI ช่วยวางแผนแคมเปญ : ระบุ Brief กลุ่มเป้าหมาย ประเภท Influencer และงบประมาณ ให้ระบบช่วยค้นหาและจับคู่ครีเอเตอร์ที่เหมาะสม

  • Proposal - เตรียมข้อมูลเสนอลูกค้า : รายชื่อและข้อมูลครีเอเตอร์มาสร้าง Presentation ที่สามารถปรับรูปแบบและสีตาม CI ของแบรนด์หรือเอเจนซี่

  • Reporting - ติดตามและสรุปผลแคมเปญ : รวบรวม Performance ของโพสต์ ความคิดเห็น และ Sentiment เพื่อประเมินผลการทำงานของ Influencer แต่ละคน

สำหรับ AnotherDot ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ Wisesight, iAM และ Plan B มีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบนิเวศการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing Ecosystem) ที่ช่วยเชื่อมโยงทุกขั้นตอนการทำงาน ตั้งแต่การค้นหา การวางแผน การดำเนินแคมเปญ การวัดผล ไปจนถึงระบบการชำระเงินในอนาคต

อนึ่ง ในช่วงเดือนสิงหาคม - ตุลาคม 2026 AnotherDot มีจำนวนผู้ใช้งานเติบโตถึง 1,400% พร้อมการค้นหา Influencer มากกว่า 30,000 ครั้ง และยอดรับชมรวมจากแคมเปญของลูกค้าบนแพลตฟอร์มกว่า 500 ล้านวิว สะท้อนการเติบโตของการใช้งานและความต้องการเครื่องมือที่ช่วยจัดการ Influencer Marketing ทั้งนี้ แบรนด์มุ่งมองหาผู้สร้างสรรค์เนื้อหาที่มีคุณสมบัติเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของวิถีชีวิต ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และพื้นที่สื่อ การประยุกต์ใช้ Data และ AI จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยค้นหา วางแผน และวัดผลแคมเปญได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ 'ศิริโชค' ฟ้อง ป.ป.ช. ชี้มีกฎหมายเฉพาะ
เปิดคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ 'ศิริโชค' ฟ้อง ป.ป.ช. ชี้มีกฎหมายเฉพาะ