เปิดประวัติ ‘สัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์’ จากอดีตนายกเทศมนตรีตำบลโนนสะอาด สู่พ่อ สส.อุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ก่อนถูกศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี คดีฮั้ว สว. หลังพบพฤติการณ์เป็นตัวกลางจัดประชุมวางแผน-เสนอผลประโยชน์แลกโพยลงคะแนน
คดีทุจริตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือ ‘คดีฮั้ว สว.’ ยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Next News รายงานว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ เป็นเวลา 10 ปี หลังพบพฤติการณ์เป็นตัวกลางชักชวนผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับประเทศ มาร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส และร้านนิตยาไก่ย่าง เพื่อวางแผนลงคะแนนให้บุคคลตามเป้าหมาย โดยมีการเสนอ ให้ หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินและผลประโยชน์ตอบแทน

ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิฯ10 ปี ‘สัจจพงษ์’ตัวกลางฮั้วสว./เสนอ2 แสน-10 ล.
อ่านประกอบ
ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิฯ10 ปี ‘สัจจพงษ์’ตัวกลางฮั้วสว./เสนอ2 แสน-10 ล.
ฉบับเต็ม! คำพิพากษาคดีตัวกลางฮั้วสว.‘ธนาวุฒิ’รอด! กกต.ไม่ซักถามปมสำคัญ
จากการตรวจสอบพบว่า นายสัจจพงษ์เป็นอดีตนายกเทศมนตรีตำบลโนนสะอาด จ.อุดรธานี ซึ่งปัจจุบันนายกเทศมนตรีตำบลโนนสะอาดคือ นางวิชญ์สุภา ภูมิภักดิ์ ซึ่งเป็นภรรยาของเขา ทั้งนี้ นายสัจจพงษ์เคยเปิดตัวขออาสาเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 8 จ.อุดรธานี ในนาม พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเคยมีภาพร่วมกิจกรรมกับแกนนำพรรคอย่างใกล้ชิด อาทิ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ เป็นต้น

นายทรงศักดิ์และนายสัจจพงษ์ ในงานวันปีใหม่
นอกจากนี้ นายสัจจพงษ์ยังเป็นบิดาของ นายสุภีรภัทร ภูมิภักดิ์ สส.อุดรธานี เขต 8 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งชนะการเลือกตั้งปี 2569 ด้วยคะแนน 38,137 คะแนน ทิ้งห่างนายอนุเทน สีดาอุบล ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ที่ได้ไปเพียง 13,901 คะแนน โดยในช่วงเลือกตั้งมีรายงานว่า กลุ่ม สส. หน้าใหม่ของพรรคสีน้ำเงินในจังหวัดอุดรธานี อยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของนายทรงศักดิ์ จนส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะจนเกือบครองพื้นที่ได้ทั้งจังหวัด

นายสุภีรภัทร ภูมิภักดิ์ สส.อุดรธานี เขต 8 (ริมขวา)
สำหรับความเชื่อมโยงในคดีฮั้ว สว. นั้น นายดิเรก พรสีมา ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 3 (การศึกษา) จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นหนึ่งในพยานปากสำคัญ เคยเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ตนได้พบกับนายสัจจพงษ์ และนายธนาวุฒิ แสงอรุณ ผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับจังหวัดมหาสารคาม ที่ร้านนิตยาไก่ย่าง โดยทั้งสองคนทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาผู้สมัคร สว. ระดับประเทศ และได้นัดหมายรวมตัวกันต่อที่โรงแรมปทุมธานีเพลส
นายดิเรกระบุเพิ่มเติมว่า ด้วยอดีตตำแหน่งประธานกรรมการคุรุสภาและกรรมการอีกหลายคณะในกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ตนถูกมองว่ารู้จักคนอย่างกว้างขวาง ทั้งสองจึงขอให้ช่วยเกณฑ์ผู้สมัครมาร่วมทีมให้ได้มากที่สุด โดยเน้นกลุ่มที่มีแนวโน้มจะผ่านเข้ารอบระดับจังหวัด พร้อมอ้างว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะมี ‘พรรคการเมืองหนึ่ง’ เป็นผู้รับผิดชอบดูแล
อย่างไรก็ตาม เมื่อนายดิเรกโทรศัพท์ไปทาบทามผู้ใต้บังคับบัญชาที่ผ่านเข้ารอบระดับจังหวัด กลับได้รับคำตอบว่า ‘ไม่ทันแล้ว’เนื่องจากมีการจ่ายเงินตกลงกันไปก่อนหน้านี้ และหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง นายดิเรกยังพบความผิดปกติจากการลงคะแนนกากบาทเลือกหมายเลขตามโพยแบบซ้ำๆ อีกด้วย
ทั้งนี้ คำพิพากษาระบุว่า จากพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำมาไต่สวน มีน้ำหนักน่าเชื่อถือรับฟังได้ว่า สัจจพงษ์ได้แจ้งให้นายดิเรก พรสีมา, นายสมเกียรติ นัยวิกุล, นายภูมิพัฒน์, นางรัชนี บุตรรัตน์ และนายธานินทร์ จัดหาผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับประเทศ เพื่อให้ลงคะแนนเลือกบุคคลตามที่กำหนด โดยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทน ซึ่งฟังได้ว่าเป็นการกระทำทุจริตในการเลือกตั้ง สว.
อนึ่ง คดีดังกล่าวยังมีผู้ถูกร้องอีกรายนอกจากนายสัจจพงษ์ คือ นายธนาวุฒิ แสงอรุณ ผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งศาลได้มีคำสั่ง ยกคำร้อง เนื่องจากพยานหลักฐานของผู้ร้องยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอ โดยพบว่าถ้อยคำของพยานที่เคยให้ไว้ต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ขัดแย้งกับคำเบิกความในชั้นไต่สวนของศาล อีกทั้งไม่ปรากฏชัดเจนว่านายธนาวุฒิเป็นผู้เสนอจะจ่ายเงินตอบแทนจริง จึงยังฟังไม่ได้ว่ากระทำการทุจริตอันทำให้การเลือก สว. ไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่ศาลหยิบยกขึ้นมาคือ แม้ภาพถ่ายแชตไลน์จะปรากฏรูปโปรไฟล์และระบุชื่อเป็นนายธนาวุฒิ แต่ กกต. ในฐานะผู้ร้อง กลับไม่ได้นำสืบหรืออ้างพยานเอกสารเพื่อยืนยันว่า ได้ตรวจสอบบัญชีไลน์ดังกล่าวแล้วว่าเป็นของนายธนาวุฒิจริงหรือไม่
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติพบว่า เมื่อปี 2566 นายธนาวุฒิเคยลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.เขต 3 จังหวัดมหาสารคาม ในนามพรรคไทยสร้างไทย ก่อนจะพ่ายแพ้ให้กับนายลัทธชัย โชคชัยวัฒนากร ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย

นายธนาวุฒิ แสงอรุณ อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.พรรคไทยสร้างไทย ในปี 2566




