'พรรคประชาชน' เตรียมยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ตั้งคณะกรรมการไต่สวน กกต. ยกชุด ปมมติคดีฮั้ว สว. ส่อปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเอื้อประโยชน์ฝ่ายการเมือง พร้อมจับตาการแต่งตั้งอธิบดี DSI คนใหม่ หวั่นกระทบการสอบสวนขยายผลคดี
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้แถลงข่าวระบุว่า ในวันที่ 25 กันยายน 2569 จะเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงมติคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือคดีฮั้ว สว.
นายณัฐพงษ์ระบุว่า มติดังกล่าวสะท้อนถึงการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ และเข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายหลายฉบับ อาทิ รัฐธรรมนูญ มาตรา 234, พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 172, พ.ร.ป. กกต. มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ทั้งนี้ การยื่นคำร้องดังกล่าวมีสาระสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ประการแรก มติของ กกต. อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เนื่องจาก กกต. แยกพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งที่พฤติการณ์ฮั้ว สว. ทำกันเป็นขบวนการและอาจเชื่อมโยงถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นอกจากนี้ กกต. ยังเมินเฉยต่อหลักฐานโพยใบสั่ง และอ้างการกลับคำให้การของพยานบางราย เช่น นายเอกราช ช่างเหลา เพื่อตัดตอนคดีและเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายการเมือง
ประการที่ 2 คือข้อพิรุธของ กกต. หลายประการก่อนการลงมติ อาทิ การออกระเบียบที่เอื้อต่อการจัดทำโพย การใช้หมายเลขผู้สมัครเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่ายซึ่งเอื้อต่อการทำโพยในทางปฏิบัติ ตลอดจนความบกพร่องในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร และการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือกตั้ง เป็นต้น
นายพริษฐ์ ได้กล่าวเสริมว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้ครอบคลุม กกต. ทั้ง 7 คน เนื่องจากไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการลงมติของแต่ละบุคคล มีเพียงตัวเลขสรุปการสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องในแต่ละข้อหาเท่านั้น ส่วนบุคคลใดจะเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ ปัจจุบันทีมกฎหมายพรรคประชาชนกำลังตรวจสอบเพิ่มเติมว่า สามารถร้องเรียนคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ได้ด้วยหรือไม่ เนื่องจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 ระบุว่า ฐานความผิดครอบคลุมถึงคณะอนุกรรมการด้วย โดยคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เห็นควรไม่สั่งฟ้องผู้ใดเลย ซึ่งหนึ่งในเสียงข้างมากคือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คนใหม่
ทั้งนี้ สำหรับประเด็นที่ ครม. มีมติแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ เป็นอธิบดี DSI คนใหม่ จะส่งผลกระทบต่อคดีฮั้ว สว. หรือไม่นั้น นายพริษฐ์ระบุว่า มติ ครม. ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ สส. พรรคประชาชนกังวลมาตั้งแต่ต้น และผลมติที่ออกมาเมื่อวานยิ่งเป็นเหตุผลให้ต้องติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะแม้ กกต. จะมีมติสั่งฟ้องผู้กระทำความผิดไปยังศาลฎีกาเพียงแค่ 77 คน แต่สิ่งสำคัญคือ DSI ต้องเดินหน้าสอบสวนต่อ
เนื่องจากก่อนหน้านี้ DSI เคยสรุปสำนวนเสนออัยการสั่งฟ้อง 8 คน แต่อัยการตีกลับสำนวนโดยมองว่าหากเป็นการทำเป็นขบวนการ ไม่ควรสั่งฟ้องเพียง 8 คน และให้สอบสวนเพิ่มเติมเพื่อรอความชัดเจนจาก กกต. และเมื่อ กกต. มีมติสั่งฟ้อง 77 คนเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา จึงถือเป็นการยืนยันชัดเจนว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ดังนั้น บทบาทของ DSI จึงมีความสำคัญอย่างมากในการสอบสวนอย่างตรงไปตรงมาเพื่อขยายผลนำผู้กระทำผิดมารับโทษ ซึ่งการเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอ DSI ในห้วงเวลานี้เป็น ร.ต.อ.ปิยะ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการ คณะที่ 36 จึงนำมาสู่ข้อกังวลที่ว่า เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อแทรกแซงการทำงานของ DSI ให้เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาในรัฐบาลหรือไม่




