News Logo
หน้าแรก
เสวนานิติ มธ.:ฟันธง 'ฮั้ว สว' ไม่จบ กกต.เผชิญคำถามใหญ่ 'วิกฤตนิติธรรม'

เสวนานิติ มธ.:ฟันธง 'ฮั้ว สว' ไม่จบ กกต.เผชิญคำถามใหญ่ 'วิกฤตนิติธรรม'

22 ก.ย. 2569 16:15
ผู้ชม 4 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

เสวนานิติ มธ.: ผ่า “ฮั้ว สว.” ชี้ “ปราการด่านสุดท้าย” สั่นคลอน นักวิชาการจี้ กกต. บิดกรอบกฎหมาย ส่งฟ้องเพียง 77 คน เปิดเส้นเงินโยง “ขบวนการใหญ่” สส.ภูมิใจไทย “รอด” หมด ศาลฎีการับคำร้อง สว.สำรอง จุดความหวังสุดท้ายของปชช. เตือน “State Capture” คุกคามระบบ แนะเร่งรื้อรัฐธรรมนูญ ย้ำ! คดี “โกง สว.” ยังไม่จบ กกต. สุ่มเสี่ยงถูกฟ้องกลับ

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09:30, 12:30 น. คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “การตรวจสอบ ฮั้ว สว. ปราการด่านสุดท้ายของนิติธรรมไทย” ที่ห้องศาลจำลอง มารุต บุนนาค (211) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ หลังจากเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทหลักในการพิจารณาคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือคดี “โกงเลือก สว.” มีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 คนจาก 229 คน โดยผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคภูมิใจไทย “รอด” หมด

วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มาร่วมอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในงานนี้ประกอบด้วย น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, รองศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ มาเม้า อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ มาเม้า รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ

รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ มาเม้า: สภาพนิติธรรมไทย สว. และ กกต. กับคำถาม “State Capture”

รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ มาเม้า เริ่มต้นด้วยการตั้งโจทย์สำคัญสามประการ อันได้แก่ สภาพนิติธรรมของไทย, สภาพพื้นฐานของ สว. และ กกต. ในปัจจุบัน และการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ

ในการประเมินสภาพนิติธรรมไทย รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ได้นำเสนอข้อมูลจาก World Justice Project ซึ่งจัดอันดับดัชนีนิติธรรมทั่วโลก โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 77 จาก 143 ประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ดีนักเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียตะวันออกไกลและอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงความพยายามของรัฐบาลไทยที่จะผลักดันประเทศเข้าสู่กลุ่ม OECD ซึ่งเน้นย้ำเรื่องคุณภาพของหลักนิติธรรม แต่สถานการณ์การได้มาซึ่ง สว. และการตัดสินใจของ กกต. กลับเป็นข่าวที่เผยแพร่ไปทั่วโลก สร้างคำถามต่อหลักนิติธรรมของประเทศ

สำหรับสภาพพื้นฐานของ สว. และ กกต. รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญสามประการของ สว. ได้แก่ การกรองกฎหมาย, การควบคุมรัฐบาล และการแต่งตั้งบุคคล โดยเฉพาะบทบาทในการแต่งตั้งบุคคล ซึ่งครอบคลุมตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น กกต., ป.ป.ช., ค.ต.ง., กรรมการสิทธิแห่งชาติ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงตำแหน่งตามกฎหมายอื่น เช่น ประธานศาลปกครองสูงสุดและเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ตั้งข้อสังเกตว่าเจตนารมณ์ของการให้ สว. มีบทบาทนี้คือการยึดโยงตำแหน่งสำคัญเข้ากับหลักประชาธิปไตยผ่านผู้แทนประชาชน

อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ มีความเห็นว่า สว. ที่แท้จริงไม่ได้เป็นผู้แทนปวงชนอย่างแท้จริงจากระบบปัจจุบัน โดยตัวตำแหน่ง สว. เองก็มีปัญหาความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยอยู่แล้ว ซึ่งยิ่งตอกย้ำด้วยปัญหาการได้มาซึ่ง สว. ในครั้งนี้ ซึ่งตัวอย่างที่มีปัญหาก็มีให้เห็นแล้วจากประเทศอังกฤษที่มีการยกเลิกตำแหน่ง สว. ที่มาจากการสืบสายโลหิต เพื่อชี้ให้เห็นทิศทางของโลกที่ประเทศไทยดูจะสวนทาง

ส่วนสภาพพื้นฐานของ กกต. รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ชี้ว่า กกต. มีบทบาทในการจัดการเลือกตั้งและการได้มาซึ่ง สว. ควบคุมกฎต่อพรรคการเมือง และเสนอเรื่องยุบพรรคการเมือง โดยการที่ กกต. มาจากการเลือกของ สว. ทำให้เกิดคำถามเรื่อง “state capture” หรือการครอบงำรัฐ หากกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ไม่โปร่งใส ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรตรวจสอบต่างๆ ที่ สว. มีส่วนในการแต่งตั้ง

ในประเด็นการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ย้ำหลักการพื้นฐานว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐและการกระทำของรัฐต้องตรวจสอบได้ โดยแยกเป็นมิติของการดำเนินคดีอาญาต่อตัวเจ้าหน้าที่ และการดำเนินคดีเพื่อยกเลิกหรือเพิกถอนการกระทำที่ไม่ชอบนั้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและแยกขาดจากการดำเนินคดีอาญา

รองศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล: “โพยฮั้ว” กรอบกฎหมาย กกต. ที่บิดเบือน และหนทางแห่งการตรวจสอบ

 

รองศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้ฉายภาพปัญหาของ “ฮั้ว สว.” ที่เริ่มเป็นที่พูดถึงตั้งแต่กลางปี 2567 จากการพบหลักฐาน “โพย” จำนวนมาก ซึ่งสร้างความคาดหวังให้ กกต. ดำเนินการ แต่ กกต. กลับใช้เวลานาน และส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 26 คนจาก 200 คนที่ได้รับเลือกเป็น สว.

รองศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา ตั้งข้อสังเกตว่า ระบบการเลือก สว. ที่เปิดให้มีการเลือกกันเองย่อมนำไปสู่การแลกคะแนน โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ สว. มีอำนาจเลือกองค์กรอิสระหลายแห่ง หาก สว. ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ระบบการตรวจสอบทั้งหมดจะล้มเหลว โดยความผิดพลาดสำคัญคือการกำหนดให้มีแต่ กกต. เท่านั้นที่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาได้ ซึ่งขัดกับหลักกระบวนการยุติธรรม

รองศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต. ในการสืบสวนไต่สวนกรณี “โพยฮั้ว” โดยเฉพาะการที่คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ยกคำร้องทั้งหมด ด้วยเหตุผลว่าหลักฐานมาจากพยานบุคคลไม่เพียงพอ แต่จากการตรวจสอบรายงานของคณะชุดที่ 26 ที่สอบสวนเบื้องต้น พบหลักฐานแวดล้อมมากมาย เช่น การใช้โทรศัพท์, Line Chat, การประชุมที่โรงแรม, และเส้นทางการเงิน ซึ่งสนับสนุนพยานบุคคล นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติยืนยันว่าการเลือกในลักษณะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก

รองศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา ชี้ถึงการกลับคำให้การของพยานคนสำคัญที่กล่าวว่า “โพย” ทำหลังจากเลือกเสร็จ แต่โพยที่เก็บได้ก่อนหน้าวันเลือกนั้นแสดงให้เห็นว่ามีการจัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบ ซึ่งส่วนตัวขอตั้งคำถามว่า เหตุใดเลขาธิการ กกต. คุณแสวง บุญมี ผู้อำนวยการเลือกระดับประเทศ ถึงไม่ยอมเปลี่ยนหมายเลขผู้สมัคร ซึ่งจะทำให้ “โพย” ไม่มีผล

ประเด็นสำคัญที่รองศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา เน้นย้ำคือ การที่ กกต. อ้างคำพิพากษาศาลอาญาทุจริตที่ระบุว่า “การนำโพยเข้าไม่ผิดกฎหมาย” โดยชี้แจงว่าคำพิพากษานั้นเกี่ยวข้องกับการเพิกถอนเอกสารแนะนำตัว ไม่ใช่โพย และศาลใช้คำว่า “ลำพังการนำเอกสารเข้า” ยังไม่ผิด แต่หากประกอบกับการจัดทำโพยที่มีหลักฐานอื่นย่อมเป็นความผิด นอกจากนี้ กกต. ยังมีมติห้ามนำเอกสารใดๆ เข้าพื้นที่เลือกตั้ง แต่กลับไม่ดำเนินการอย่างทั่วถึง และยังพบหลักฐานจากคลิปว่ามีการอนุญาตให้ลอก “โพย” ลงในเอกสาร สว. 3 ได้

รองศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา สรุปว่า กกต. ไม่ได้สู้ในข้อเท็จจริงเรื่อง “โพยฮั้ว” แต่ปัดตกด้วยกรอบทางอาญา โดยอ้างว่าเมื่อ “โพย” ไม่ผิดอาญา จึงไม่ส่งเรื่อง ซึ่งขัดกับบรรทัดฐานของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยว่าการแลกคะแนนกันเป็นการเลือกที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม และเพิกถอนสิทธิ์ทุกราย

 

รองศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา ได้เสนอแนวทางที่เรื่อง “โพยฮั้ว” ที่อาจยังไม่จบสิ้น เพราะมีฉากทัศน์ที่เป็นไปได้:

1. คำพิพากษาศาลฎีกา: แม้ศาลจะตัดสินเฉพาะผู้ที่ถูกฟ้อง 77 คน แต่หากการไต่สวนพบว่ามีบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ก็จะปรากฏในคำพิพากษา ซึ่งจะกดดันให้ กกต. ต้องพิจารณาส่งเรื่องเพิ่มเติม

2. บทบาทเชิงรุกของศาลฎีกา: เนื่องจาก พรป. สว. ไม่เปิดช่องให้ผู้เสียหายฟ้องเองได้โดยตรง มีแต่ กกต. เท่านั้นที่ส่งเรื่องต่อศาลฎีกาได้ ศาลฎีกาอาจมีคำสั่งหรือคำแนะนำให้ กกต. พิจารณาส่งคำร้องของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

3. การยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลฎีกาตามมาตรา 44 พรป. สว.: ผู้สมัคร สว. ที่สอบตกหรือเป็นสำรอง สามารถยื่นคำร้องคัดค้านการดำเนินการของ กกต. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมติของ กกต. ที่ไม่ส่งเรื่องต่อศาลฎีกา ก็ถือเป็น “คำสั่ง” ตามมาตรานี้ และมีผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องไปแล้ว

รองศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา เตือนว่า กกต. อาจต้องเผชิญกับข้อหา “ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ตามมาตรา 69 ของ พรป. กกต. ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเจตนาพิเศษ เพียงแค่กระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ก็เป็นความผิดแล้ว

 

น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล: “เส้นเงินไม่โกหก” เบื้องหลังขบวนการ “โกง สว.”

 

น.ส.สฤณีอาชวานันทกุล ได้นำเสนอการวิเคราะห์จากมุมมองด้านการเงิน โดยตั้งข้อสังเกตถึง “เส้นเงิน” ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในหลายลักษณะ ท่านกล่าวถึงแรงจูงใจในการจ่ายเงินหรือรับเงิน, ข้อมูลหลักฐานจากสาธารณะที่เกี่ยวกับเส้นเงิน และข้อสงสัยต่อมติของ กกต.

น.ส.สฤณีกล่าวชวนคิดถึงแรงจูงใจในการลงทุนเพื่อให้ได้ สว. โดยชี้ว่าระบบการเลือก สว. ที่มีสามระดับและการเลือกไขว้ ทำให้การลงทุนโดยปัจเจกบุคคลเป็นไปได้ยาก แต่ต้องเป็นระดับขององค์กรหรือ “ขบวนการ” ที่มีการจัดตั้งมาเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้เสียงข้างมากในสภาสูง โดยมีแนวคิด “Ultimate Beneficial Owner” (UBO) หรือผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง ซึ่งส่วนตัวตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าของกระเป๋าเงินตัวจริงอาจอยู่ห่างไกลจากจุดที่มีการจ่ายหรือรับเงินจริงไปหลายชั้น

น.ส.สฤณีได้แบ่งเส้นเงินที่ปรากฏเป็นสองกลุ่มใหญ่:

1. การจ่ายเงินให้กับผู้สมัคร สว.: มีหลักฐานการโอนเงินในช่วงเวลาการเลือก สว. ที่ผิดปกติ โดยผู้รับเงินอ้างเหตุผลที่ไม่น่าเชื่อถือ ทำให้คณะไต่สวนสรุปว่าเกี่ยวข้องกับการสมัครหรือการเลือก สว.

2. เงินที่เกี่ยวข้องกับการจัดคนมาที่ “ศูนย์ทำโพย”: มีหลักฐานการจ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน, จองโรงแรม, ค่าเดินทาง และรถตู้ เพื่อพาคนมาติววิธีทำ “โพยฮั้ว” ซึ่งรูปแบบการทำโพยมีความสอดคล้องกันระหว่างพยานหลายคนที่ให้การในจังหวัดต่างๆ

น.ส.สฤณีได้ยกตัวอย่างสามจังหวัดเพื่อแสดงความผิดปกติดังนี้:

• สุราษฎร์ธานี: พบการโอนเงินจากเสมียนพรรคการเมืองไปยังผู้ช่วย สส. และจากผู้ช่วย สส. ไปยังผู้สมัคร สว. 10 คนในช่วงก่อนวันเลือก สว. ระดับจังหวัด โดยผู้สมัครอ้างเหตุผลที่ไม่น่าเชื่อถือ แม้เส้นทางการเงินจะชัดเจน แต่ กกต. กลับสั่งฟ้องเฉพาะเสมียนและผู้ช่วย สส. แต่ไม่ฟ้องตัว สส. เอง ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการตัดตอนไม่ให้ไปถึงต้นสังกัดของ สส.

• นครพนม: พบกรณี สว. นครพนมคนหนึ่งนัดผู้สมัครมาเจอกันที่โรงงาน และอ้างว่าผู้สมัครฝากซื้อตั๋วเครื่องบินเข้ากรุงเทพฯ โดยให้เงินสด แต่ กกต. พบว่า สว. คนดังกล่าวเป็นคนโอนเงินให้บริษัททัวร์ และปลายทางของตั๋วเครื่องบินคือโรงแรมแห่งหนึ่งในอยุธยา ซึ่งเป็นสถานที่ทำโพย กรณีนี้ กกต. สั่งฟ้องทุกคนที่เกี่ยวข้อง แต่คุณสฤณีตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้จัดการและผู้ออกเงินฝั่งทำโพยที่โรงแรมจึงไม่ถูกฟ้อง

• ลำพูน: มีการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ลำพูน 7 คน และพบว่าผู้สมัครเหล่านี้ถูกลำเลียงด้วยรถตู้จากลำพูนมาสมุทรสาคร ที่นั่น ผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้วทำหน้าที่เป็น “หัวคะแนน” จัดการให้ทุกคนเข้าห้องเพื่อ “ติว” วิธีการเลือก และสอนการเขียนโพยลงในเอกสาร สว. 3 ซึ่งรูปแบบโพยฮั้วที่เขียนกันในสมุทรสาครยังตรงกับที่อื่น ๆ แม้หลักฐานจะชัดเจนถึงการเป็นขบวนการขนาดใหญ่ แต่ผู้บงการหรือผู้ออกแบบกลับไม่ถูกพูดถึงในคำร้องของ กกต.

น.ส.สฤณีสรุปว่า “เส้นเงินไม่โกหก” แสดงให้เห็นถึงขบวนการที่มีการจัดตั้ง แต่ กกต. กลับส่งฟ้องเฉพาะ “พลเท้าช้าง” ไม่ใช่ “เจ้าของช้าง” หรือ “ควานช้าง” ที่อยู่เบื้องหลัง ท่านยังตั้งความหวังกับการสอบสวนของ DSI ที่เป็นคดีต่างหาก และกระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาที่อาจนำไปสู่การขอข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติม

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ: ช่องทางการตรวจสอบ กกต. ในความซับซ้อนของกฎหมาย

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ ได้เสริมประเด็นของ รองศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา โดยชี้ว่าการที่ กกต. วางกรอบพิจารณาคดีจากฐานความผิดทางอาญาตั้งแต่แรก ทำให้สังคมสับสนและอาจทำให้การพิจารณาหลักฐานตามมาตรฐาน “หลักฐานอันควรเชื่อ” ที่กฎหมายเลือกตั้งกำหนดไว้ถูกบิดเบือนไปเป็นมาตรฐานที่เข้มข้นแบบคดีอาญา นอกจากนี้ กกต. ยังทำผิดระเบียบของตัวเองที่ระบุให้รอการดำเนินคดีอาญาไว้ก่อน หากมีกรณีขอเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุทธิชัยได้นำเสนอช่องทางในการตรวจสอบการใช้อำนาจของ กกต. โดยเริ่มจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการใช้ศาลปกครอง, ศาลรัฐธรรมนูญ, และศาลฎีกา:

• ศาลปกครอง: มีแนวโน้มยากที่จะเข้าตรวจสอบ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 197 ได้ตัดอำนาจของศาลปกครองในการตรวจสอบการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระ

• ศาลรัฐธรรมนูญ: การใช้มาตรา 213 (การร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญ) อาจเป็นไปได้สำหรับผู้เสียหาย เช่น สว. สำรอง อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดที่ต้องยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินก่อน และศาลรัฐธรรมนูญเคยปฏิเสธไม่รับคำร้องในกรณีที่กฎหมายกำหนดกระบวนการร้องไว้เป็นการเฉพาะ โดยอ้างมาตรา 47 (2) ของ พรป. ศาลรัฐธรรมนูญ

• ศาลฎีกา: ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุทธิชัยเห็นว่า มาตรา 62 ของ พรป. สว. ไม่ได้เขียนถึงผู้เสียหายโดยตรง แต่ส่วนตัวเสนอแนวคิดว่าหากกฎหมายรับรองสิทธิเสรีภาพแล้ว เมื่อสิทธิ์นั้นถูกละเมิด ควรมีช่องทางให้ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรง โดยยกตัวอย่างจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2555 และคำพิพากษาศาลฎีกาปี 2562 ที่เคยตีความให้ประชาชนสามารถยื่นคำร้องได้โดยตรงในกรณีที่กลไกตามกฎหมายปกติไม่ทำงาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุทธิชัยสรุปว่า มีความเป็นไปได้ที่จะตีความกฎหมายให้ผู้เสียหาย เช่น สว. สำรอง สามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรง ไม่ว่าจะผ่านศาลฎีกาโดยอาศัยมาตรา 62 หรือผ่านศาลชั้นต้นโดยอ้างเขตอำนาจทั่วไปตามมาตรา 194 ของรัฐธรรมนูญ ท่านเน้นย้ำว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาในการตรวจสอบองค์กรอิสระ โดยเฉพาะการที่ มาตรา 226 บัญญัติอำนาจ กกต. ไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้ตัดอำนาจศาลปกครองตั้งแต่ต้น

เสียงสะท้อนจากผู้เสียหายและผู้เข้าร่วม: ความจริงจากสนามเลือกตั้งและหวังสุดท้ายที่ศาลฎีกา

หลังจากการนำเสนอของวิทยากร ได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้แลกเปลี่ยนและซักถาม ซึ่งมีผู้สมัคร สว. และ สว. สำรองหลายคนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและประสบการณ์ตรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ผู้สมัคร สว. รายหนึ่ง ได้เล่าถึงประสบการณ์การสมัครที่พบปัญหาความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะกรณีการกรอกใบสมัครที่ต้องลงลายมือชื่อรับรองตัวเอง และการที่เจ้าหน้าที่ไม่ทักท้วงเมื่อมีการกรอกผิด รวมถึงการที่ข้อมูลผู้สมัครอาจรั่วไหล ทำให้มีการ “ระดมคน” เข้าไปสมัครในวันสุดท้ายเพื่อวางแผนให้ได้คนตามเป้าหมาย โดนส่วนตัวข้อตั้งข้อสังเกตถึงการใช้มาตรา 18 ของ พรป. สว. ที่ระบุให้เอกสารผู้สมัครเป็นความลับ แต่กลับพบว่ามีการเปิดเผยข้อมูลเพื่อแนะนำให้ไปลงกลุ่มที่ไม่มีคนสมัคร ซึ่งอาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 69 พรป. กกต.

สว. สำรองอีกคนหนึ่ง ได้ยืนยันว่าได้ฟ้องคดีในทุกศาลแล้ว ทั้งศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง แต่ศาลต่าง ๆ ได้ยกคำร้อง โดยศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ “ปิดช่อง” ทุกช่องไม่ให้ฟ้องที่อื่น และต้องรอให้ กกต. ตัดสินก่อน สว. สำรองคนนี้แสดงความหวังว่าศาลฎีกาจะรับคำร้องที่ยื่นไปตามมาตรา 44 ของ พรป. สว. โดยหวังว่าการเปลี่ยนแปลงผู้พิพากษาใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม จะนำมาซึ่งข่าวดีและยุติธรรมสำหรับภาพรวมของประเทศ

บทสรุป: ความหวังสุดท้ายกับการต่อสู้เพื่อหลักนิติธรรมไทย

รองศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา ยืนยันว่าเรื่อง “โพยฮั้ว” ยังไม่จบ และยังมีหนทางที่เรื่องจะไปถึงศาลฎีกาได้ ไม่ว่าจะเป็นผ่านการไต่สวนของศาลฎีกาเองที่จะเปิดเผยข้อมูลผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม การแสดงบทบาทเชิงรุกของศาลฎีกาในการแนะนำให้ กกต. ส่งเรื่องเพิ่มเติม หรือการที่ สว. สำรองใช้มาตรา 44 พรป. สว. ฟ้องคดี นอกจากนี้ ยังมีช่องทางการดำเนินคดีอาญาต่อ กกต. ตามมาตรา 69 ของ พรป. กกต. ซึ่งมีมาตรฐานการพิสูจน์ที่แตกต่างจากมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา

น.ส.สฤณีเน้นย้ำว่าการที่เพียง “พลเท้าช้าง” ถูกฟ้อง ไม่ใช่ “เจ้าของช้าง” บ่งชี้ว่ามี “state capture” หรือการยึดรัฐเกิดขึ้น และเรียกร้องให้สังคมตื่นตัวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนผู้ช่วยศาสตราจารย์สุทธิชัย ย้ำว่าปัญหาของ สว. และ กกต. เป็นปัญหาใหญ่ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ต้องได้รับการแก้ไข

แท็กที่เกี่ยวข้อง
คดีฮั้วสว.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โฆษก ภท.ยันทำงานได้กับทุกพรรค-พริษฐ์ดึง 'ไทยรวมพลัง' เสริมทัพฝ่ายค้าน
โฆษก ภท.ยันทำงานได้กับทุกพรรค-พริษฐ์ดึง 'ไทยรวมพลัง' เสริมทัพฝ่ายค้าน