สรุปข้อเท็จจริงคดีทุจริตเลือก สว. จากกรณี iLaw ยื่นเรื่องให้ฝ่ายค้านตรวจสอบพฤติการณ์ความเชื่อมโยงของแกนนำพรรคภูมิใจไทยในหลายพื้นที่ ท่ามกลางการจับตาขั้นตอนของ กกต. ในการพิจารณาส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย
คดีทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อของ ‘คดีฮั้ว สว.’ ได้เดินทางมาถึงจุดตัดสำคัญ เมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 มีมติสวนทางกับคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ส่งผลให้การตัดสินใจตกมาอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะมีมติเห็นชอบส่งฟ้องกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 รายหรือไม่ ซึ่งคาดว่าความชัดเจนจะเกิดขึ้นภายในเดือนสิงหาคมนี้
ท่ามกลางกรอบเวลาที่ค่อยๆ งวดเข้ามา พร้อมแรงกดดันจากสังคม นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ทยอยเปิดข้อมูลและหลักฐานสำคัญในคดีนี้ โดยประเดิมจากกรณีการฮั้ว สว. ที่จังหวัดนครพนม ซึ่งมีข้อกล่าวหาว่าพัวพันไปถึง ‘นายศุภชัย โพธิ์สุ’ อดีต สส. และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย
เฉกเช่นเดียวกับเมื่อไม่นานมานี้ที่ทางด้าน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLAW) ได้เข้ายื่นข้อมูลให้ฝ่ายค้านตรวจสอบกรณีการฮั้ว สว. ที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย 9 คน โดยประกอบไปด้วย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหมาดไทย
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปฯ รัฐบาล
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนา
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นายพิชัย ชมภูพล สส. พรรคภูมิใจไทย
นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
สำหรับกรณีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทาง iLaw ระบุว่า ในช่วงปี 2567 ขณะที่นายอนุทินดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีกลุ่ม สว. ที่เพิ่งผ่านการคัดเลือก เดินทางเข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งภายหลังการพูดคุย นายอนุทินได้มอบหมายให้เลขานุการแจ้งเบอร์โทรศัพท์เพื่อใช้ประสานงานเรื่องการเลือก สว. ซึ่งเป็นเบอร์ของนางสุขสมรวย วันทนียกุล
นอกจากนี้ พยานยังระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 นายอนุทินได้เข้าร่วมประชุมกับกลุ่ม สว. ใหม่กว่า 100 คน ที่โรงแรมพูลแมน บางกอก คิงเพาเวอร์ เพื่อหาข้อสรุปเรื่องการเลือกประธานและรองประธาน สว. จึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายค้านเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว
หรืออย่างกรณีของนายทรงศักดิ์ ข้อมูลจากพยานระบุว่า ระหว่างการประชุมของผู้สมัคร สว. ณ โรงแรมณัฐพงษ์แกรนด์ อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู ได้มีผู้สมัคร สว. รายหนึ่งประกาศในที่ประชุมว่าเป็นคำสั่งของนายทรงศักดิ์ ที่ต้องการให้จัดแบ่งรายชื่อให้ชัดเจน ก่อนจะโทรศัพท์รายงานว่าจัดทำบัญชีรายชื่อเสร็จสิ้นและจะส่งให้นายทรงศักดิ์รับทราบ ซึ่งในเวลาต่อมา ผู้สมัครที่ทำหน้าที่ประสานงานรายดังกล่าวก็ได้รับการคัดเลือกเป็น สว.
ยิ่งไปกว่านั้น พยานยังระบุเพิ่มเติมว่า ก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ มีการนัดหมายผู้สมัครกว่า 100 คน มารวมตัวกันที่โรงแรมธารา แกรนด์ จังหวัดปทุมธานี โดยมีการเปิดห้องพักเตรียมไว้รองรับ ซึ่งพยานได้รับแจ้งให้อยู่ภายในห้องเพื่อรอรับเงินค่าตอบแทนจากบุคคลที่อ้างว่าเป็นทีมงานของนายทรงศักดิ์และพรรคภูมิใจไทย แม้สุดท้ายจะไม่ได้รับเงินสด แต่กลับได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย สว. หลังเสร็จสิ้นกระบวนการเลือก จึงขอเรียกร้องให้พรรคฝ่ายค้านเร่งเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว
ทั้งนี้ นายยิ่งชีพย้ำว่า ข้อมูลทั้งหมดประมาณ 75-80% เป็นข้อมูลเดิมที่นำมาร้อยเรียงให้เป็นระบบยิ่งขึ้น ส่วนอีก 20-25% เป็นข้อมูลใหม่ที่มาพร้อมเอกสารหลักฐานสำคัญที่ได้มาจากพยาน สำหรับข้อกล่าวหาที่มีต่อนายกฯ ก็มาจากผู้สมัคร สว.
แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมสร้างความไม่สบอารมณ์ให้พรรคภูมิใจไทย จนต้องงัดไม้แข็งเตรียมฟ้องหมิ่นประมาทนายยิ่งชีพและคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยทางด้านนายยิ่งชีพได้ใหัสัมภาษณ์ในรายการของสรยุทธ สุทัศนะจินดา ระบุว่า เรื่องนี้ไม่เกินความคาดหมาย และก่อนแถลงข่าวได้มีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกประโยคที่พูดมีหลักฐานอ้างอิงรองรับอย่างแน่นหนา
นอกจากนี้ นายยิ่งชีพยังได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า หากนายอนุทินฟ้องตนในข้อหาหมิ่นประมาทจริง ซึ่งเป็นความผิดส่วนตัว เจ้าตัวก็ต้องเดินทางมาศาลด้วยตัวเอง โดยตนอยากขอแต่งตั้งนายอานนท์ นำภา เป็นทนายความ เพื่อให้ซักค้านสัก 2 วันเต็มๆ แล้วตนก็นั่งดู ก่อนที่ในเวลาต่อมา นายยิ่งชีพจะโพสต์ภาพใบแต่งทนายความของนายอานนท์ นำภา พร้อมระบุข้อความว่า “ใบแต่งตั้งทนายความพร้อมแล้ว รอแค่ลงวันที่และใส่ชื่อโจทก์ ทนายคนนี้น่าจะชอบไปเที่ยวภาคอีสานเสียด้วย”
ทั้งนี้ หลายฝ่ายต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า การเคลื่อนไหวของนายยิ่งชีพในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อไม่ให้เรื่องเงียบหาย และต้องการส่งแรงกดดันไปยัง กกต. โดยตรง ซึ่งนายยิ่งชีพยอมรับว่าตนต้องการให้เป็นเช่นนั้นจริง นอกจากนี้ยังยกระดับข้อมูลให้เป็นทางการและมีน้ำหนักมากขึ้น
นายยิ่งชีพระบุถึงแรงบันดาลใจด้วยว่า ก่อนหน้านี้มีพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ออกมาเปิดโปง ซึ่งถือเป็นความกล้าหาญ ประกอบกับเป็นจังหวะสำคัญที่ กกต. กำลังตัดสินใจว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ ขณะที่ฝ่ายค้านยังทำงานได้ไม่ตรงประเด็นเท่าที่ควร ตนจึงต้องเข้ามาจัดการข้อมูลให้เป็นระบบและส่งเสียงไปให้ถึง กกต. เพื่อไม่ให้ตีตกเรื่องนี้ไปอย่างง่ายดาย
แต่ในอีกแง่หนึ่งหลายฝ่ายก็มองว่า การเปิดข้อมูลเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดี ซึ่งสอดรับกับคำให้สัมภาษณ์ของ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ที่ระบุว่า ไม่แน่ใจว่านายยิ่งชีพนำข้อมูลนี้มาจากไหน แต่มีข้อกังวลว่า หากข้อมูลดังกล่าวมีอยู่จริงในสำนวนและถูกนำมาเผยแพร่ต่อ จนกระทั่งส่งต่อไปถึงชั้นศาล เกรงว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถเตรียมตัวสู้คดีได้ นอกจากนี้ ยังอาจสร้างความเสียหายต่อการดำเนินคดี ซึ่งอาจนำไปสู่การทำลายพยานหลักฐานได้
อย่างไรก็ดี คดีฮั้ว สว. ถือเป็นประเด็นใหญ่ที่มีอายุมากว่า 2 ปีเต็ม โดยทางนายพริษฐ์คาดการณ์เอาไว้ว่า มติของ กกต. ออกมาได้ 3 ทาง ได้แก่ ส่งฟ้อง ไม่ส่งฟ้อง หรือส่งฟ้องบางส่วน ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายค้านเป็นห่วงก็คือ คณะกรรมการ 4 ท่านจาก 7 ท่าน ผ่านการรับรองโดย สว. ชุดนี้ ซึ่งนี้อาจเป็นข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ รวมถึงมีการตั้งข้อสังเกตถึงการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมาเฉพาะกิจเพื่อมีมติในเรื่องนี้ ซึ่งดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก
ทั้งนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่า มติของ กกต. ใน ‘คดีฮั้ว สว.’ ครั้งนี้จะออกมาในทิศทางใด และการเปิดหน้าชนของนายยิ่งชีพที่ต้องแลกมาด้วยการถูกดำเนินคดีจะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้มากพอในการกดดัน กกต. ที่กำลังถูกสังคมจับตาอย่างหนักในขณะนี้หรือไม่
อ้างอิง




