แม้ว่าหลายโพลจะยกให้ ‘กลุ่มคนทำงาน’ ดูเหนือกว่าหากเทียบกับกระแส ‘ส.ก.ส้ม’ แต่ต้องไม่ลืมว่าผลการเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา กทม.กลายเป็น ‘เมืองหลวงส้ม’ ดังนั้นปฏิเสธ ‘พลังเงียบ’ ที่จะตัดสินใจเลือกในช่วงโค้งสุดท้ายไม่ได้ แถมการเลือก ส.ก.ที่เน้นเรื่อง ‘ลงพื้นที่-ทำงานจริง’ แตกต่างจากการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.ที่เน้น ‘ภาพลักษณ์’ มากกว่า
นับถอยหลัง 28 มิ.ย.นี้ กำหนดดีเดย์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หลังจากปล่อยให้หาเสียงอย่างเป็นทางการมาแล้วราว 1 เดือน น่าจะพอเห็นเค้าลาง ‘ว่าที่พ่อเมืองหลวง’ คนใหม่กันไปแล้ว
ในบรรดาผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ปี 2569 มีทั้งหมด 18 คน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีระดับ ‘ตัวเต็ง’ เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปอย่างน้อย 4 คน ได้แก่ 1.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม.คนล่าสุด ลงในนาม ‘อิสระ’ 2.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคประชาชน (ปชน.) ลาออก สส.มาสมัครในนาม ปชน. 3.เจมส์ อนุชา บูรพชัยศรี อดีตโฆษกรัฐบาล สมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ 4.ติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อินฟลูเอนเซอร์สายการเมือง อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ค่ายสีฟ้า แต่ลาออกจากพรรคไปตั้งแต่ปี 2566 เธอลงสมัครในนามอิสระ
แต่การเลือกตั้งชิงพ่อเมืองหลวงปีนี้ กูรูทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นในสภากาแฟ จนถึงรัฐสภา มองว่า บรรยากาศ ‘เงียบเหงา’ ไม่คึกคักเหมือนปี 2565 ด้วยหลายปัจจัย แต่ปัจจัยสำคัญคือบรรดาตัวเต็งข้างต้น ชื่อของ ‘ชัชชาติ’ เรียกได้ว่า ‘นอนมา’ และยากที่ใครจะมาโค่นลงได้

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ทำให้สื่อและนักวิเคราะห์ทางการเมือง เบนเข็มไปจับตาว่าอีก 3 คนที่เหลือ ‘ใคร’ จะเข้าป้ายเป็นที่ 2 มากกว่า เพราะถือว่าเป็นการ ‘วัดพลัง’ 3 ขั้วทางการเมืองใน กทม. ระหว่าง ฝ่ายเสรีนิยมใหม่ (ปชน.) ฝ่ายอนุรักษนิยมเดิม (ปชป.) และฝ่ายอนุรักษนิยมใหม่ (มัลลิกา)
‘โจ ชัยวัฒน์’ ในฐานะตัวแทนพรรค ปชน. แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาเป็นตัวเลือก ‘ขัดตาทัพ’ และให้สัมภาษณ์เองด้วยซ้ำว่า ถ้า ‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ อดีต สส.ปชน.ไม่ติดชนัก ‘คดี 44 สส.’ เขาคงไม่ได้ลงสมัคร แม้ว่าในการเลือกตั้ง สส. 69 ที่ผ่านมา กทม.จะกลายเป็น ‘เมืองหลวงส้ม’ กวาดครบ 33 เขตก็ตาม แต่ ‘กระแสพรรค’ ในการเมืองระดับชาติ แตกต่างจากการเมืองระดับท้องถิ่น มีโหวตเตอร์หลายคนแม้จะเลือก สส.ส้ม แต่ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.รอบนี้ แนวโน้มสูงจะไปเลือก ‘ชัชชาติ’ แทน ‘โจ’
นอกจากนี้ยุทธศาสตร์การหาเสียงของ ‘พรรคส้ม’ โฟกัสไปที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) มากกว่า เห็นได้จากแกนนำพรรค ไปช่วยหาเสียง ส.ก.ในหลายเขตด้วยกันในรอบเดือนที่ผ่านมา แต่ไปช่วย ‘โจ’ หาเสียงน้อยมาก แทบนับวันได้

โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
ดังนั้นหากพรรคส้มต้องการทำอะไรบางอย่างเพื่อ ‘เปลี่ยนเกม’ การไปโฟกัสให้ ส.ก.ส้ม ชนะการเลือกตั้งเยอะ ๆ อย่างน้อย 26 คนขึ้นไป (สภา กทม.มี ส.ก.จำนวน 50 คนจาก 50 เขต) จะสามารถ ‘คอนโทรล’ งบประมาณต่าง ๆ ของ กทม.ได้ ที่สำคัญยังกำหนดทิศทางการบริหารงานของ กทม.ได้ไม่มากก็น้อย หากมีผู้ว่าฯชื่อ ‘ชัชชาติ’ อีกครั้ง
‘เจมส์ อนุชา’ อดีตโฆษกรัฐบาลยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตคน ปชป. แต่ในช่วงผันผวนทางการเมือง ได้โยกย้ายไปสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ทว่าในปี 2569 เขาได้คัมแบ็กกลับบ้านสีฟ้าอีกครั้ง พร้อมกับถูกส่งลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ในครั้งนี้
หากพูดถึงฝีมือทางการเมือง ชื่อของ ‘เจมส์ อนุชา’ อาจเรียกว่าพรรษาทางการเมืองค่อนข้างน้อย เพิ่งมามีชื่อผ่านหน้าสื่อในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากเทียบกับ ‘ชัชชาติ’ ที่เคยเป็นอดีตรัฐมนตรี 2 สมัยยุค ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ แถมเคยนั่งผู้ว่าฯ กทม.มาแล้ว 1 สมัยครบ 4 ปี ทำให้โอกาสที่เขาจะชนะเก้าอี้ตัวนี้ ค่อนข้างยากมาก
อย่างไรก็ดีปฏิเสธไม่ได้ว่า ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา กระแสอนุรักษนิยมกำลังฟื้นตัวตั้งแต่ระดับประเทศ ผ่านผลการเลือกตั้งปี 2569 รวมถึง ‘ระดับเมืองหลวง’ ด้วย โดยกระแสของ ปชป.แม้ว่ายัง ‘สูญพันธุ์’ ในการเลือกตั้ง 3 ครั้งหลังสุด แต่ในปี 2569 เริ่ม ‘ตีตื้น’ ขึ้นมา เผลอ ๆ บางเขต ‘สูสี’ กับ ‘พรรคส้ม’
นั่นทำให้ ปชป.ใน ‘ยุคกอบกู้’ ที่มี ‘หัวหน้ามาร์ค’ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คัมแบ็กหัวหน้ารอบที่ 3 เล็งเห็นความสำคัญของฐานเสียงใน กทม.เดิม เริ่มกลับมาเลือกพรรคสีฟ้าอีกครั้ง จึงจำเป็นต้องส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. รวมถึงผู้สมัคร ส.ก.ที่มีฐานเดิมในแต่ละพื้นที่อยู่แล้ว ดังนั้นเป็นไปได้มากว่า กทม.บางส่วนอาจกลายเป็น ‘สีฟ้า’ อีกครั้ง
ด้าน ‘ติ่ง มัลลิกา’ อดีต สส.ค่ายสีฟ้า ก่อนผันตัวไปเป็นอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองช่วงหนึ่ง ก่อนจะเสนอตัวชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.รอบนี้ ได้รับการสนับสนุนจากบรรดา ‘อนุรักษนิยมใหม่’ ที่เริ่มมีฐานขึ้นมา ภายหลังเกิดเหตุการณ์ปะทะกันชายแดนไทย-กัมพูชา โดยแนวคิดนี้คือยังคงรักษาธำรง ‘ค่านิยมเดิม’ แต่มีความ ‘ยืดหยุ่น’ ในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน การเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เห็นได้จากการนำแนวคิด AI มานำเสนอนโยบายต่าง ๆ
อย่างไรก็ดีรอบนี้เป็นเหมือนการ ‘ชิมลาง’ ฐานเสียงอนุรักษนิยมใหม่ใน กทม.มากกว่า เพราะเป็นงานยากสำหรับเธอที่จะโค่นแชมป์เก่าอย่าง ‘ชัชชาติ’ ลงได้ แต่ไม่แน่ว่าคะแนนอาจเบียดเสียดสูสีกับ ‘โจ ชัยวัฒน์-เจมส์ อนุชา’ ก็มีความเป็นไปได้
แม้ว่าบรรยากาศการเลือกตั้ง กทม.รอบนี้จะดู ‘ปรุงจืด’ แต่สมรภูมิ ส.ก.กลับดุเดือด หลายเขตมีมวยระดับ ‘ชิงแชมป์’ โดยเด่น ๆ คือ ‘กลุ่มคนทำงาน’ ซึ่งส่วนใหญ่คืออดีต ส.ก.ค่ายแดง ชูแคมเปญ ‘ทำงาน’ หนุน ‘ชัชชาติ’ เป็นผู้ว่าฯอีกครั้ง นำทีมโดย ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง มีแบ็กอัพสำคัญคือ ต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. และ พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต สส.ค่ายแดง ส่งผู้สมัคร ส.ก.รวม 33 เขต
ต่อมา ‘ส.ก.ส้ม’ ส่วนใหญ่คืออดีต ‘แชมป์เก่า’ ปี 2565 ในรอบนี้ ปชน.ส่งผู้สมัครครบ 50 เขตอีกครั้ง มี ‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ เป็นคีย์แมนในการวางแผนยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ชูแคมเปญ ‘กรุงเทพง่าย ๆ’ เน้น AI ปราบทุจริต และสวัสดิการ รวมถึงแก้ไข ‘เส้นเลือดใหญ่’ โดยมี ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ เป็นกุนซือ พร้อมด้วยอดีต The Professionals เป็นมือทำงาน ซึ่งการเลือกตั้งรอบนี้พรรคส้ม หมายมั่นปั้นมือต้องได้ ส.ก.มากที่สุด อย่างน้อยต้องเกิน 26 เสียง เพื่อมีที่ทางในสภา กทม.
สุดท้าย ‘ส.ก.ฟ้า’ มีการโยกย้ายสลับตัวกันระหว่าง ‘ค่ายแดง-ค่ายเขียว’ กันหลายเขต แต่รอบนี้ ปชป.ส่งผู้สมัครครบ 50 เขต ชูแคมเปญ ‘กรุงเทพเมืองฟ้าอมร’ ปลุกเรื่อง Smart City นอกจากนี้ยังมี ส.ก.ค่ายแดง ลงสมัครบางเขต ที่ไม่ได้ไปรวมตัวกับ ‘กลุ่มคนทำงาน’ ยังคงสมัครในนามพรรค

เจมส์ อนุชา บูรพชัยศรี
แต่สิ่งที่กูรูการเมืองมองคือศึกระหว่าง ‘กลุ่มคนทำงาน’ กับ ‘ส.ก.ส้ม’ เพราะทั้ง 2 ฝ่ายต่างขบเหลี่ยมชิงเล่ห์กันมาตั้งแต่ สภา กทม.สมัยที่แล้ว โดยในการเลือกตั้งปี 2565 ‘เพื่อไทย’ บ้านเดิมของ ‘กลุ่มคนทำงาน’ จำนวนไม่น้อย ได้แชมป์ ส.ก.ไปที่ 20 ที่นั่ง ส่วน ส.ก.ส้ม ได้ไป 14 ที่นั่ง ส่วน ปชป.แชมป์เก่าหลายสมัยรอบที่แล้วตกมาที่ 3 ได้ไป 9 ที่นั่ง
แม้ว่าหลายโพลจะยกให้ ‘กลุ่มคนทำงาน’ ดูเหนือกว่าหากเทียบกับกระแส ‘ส.ก.ส้ม’ แต่ต้องไม่ลืมว่าผลการเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา กทม.กลายเป็น ‘เมืองหลวงส้ม’ ดังนั้นปฏิเสธ ‘พลังเงียบ’ ที่จะตัดสินใจเลือกในช่วงโค้งสุดท้ายไม่ได้ แถมการเลือก ส.ก.ที่เน้นเรื่อง ‘ลงพื้นที่-ทำงานจริง’ แตกต่างจากการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.ที่เน้น ‘ภาพลักษณ์’ มากกว่า
ดังนั้นอยากเห็น กทม.ออกมาในรูปแบบไหน อนาคตอีก 4 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อยู่ในมือคุณ 28 มิ.ย.นี้
เรื่องโดย...ทีมข่าวการเมืองพิเศษ




