News Logo
หน้าแรก
อดีต ปธ.ICT วุฒิฯ โชว์หลักฐานเพียบ ยัน 'หมอสรณ'ขาดคุณสมบัติ กสทช.จริง

อดีต ปธ.ICT วุฒิฯ โชว์หลักฐานเพียบ ยัน 'หมอสรณ'ขาดคุณสมบัติ กสทช.จริง

26 มิ.ย. 2569 11:55
ผู้ชม 114 คน

อดีต ปธ. ICT วุฒิสภา ยื่น กก.สรรหา กสทช. ย้ำ “หมอสรณ” ขาดคุณสมบัติ ปธ.กสทช.จริง ตาม กม.ฯจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ชี้หลักฐานเพียบจากหลายหน่วยงาน ทั้งมหิดล กรมสรรพากร ธนาคารกรุงเทพฯ ตอกย้ำปมรับตำแหน่งเป็นคณบดีควบ ปธ.กสทช. จี้ กก.สรรหาฯ เร่งพิจารณาตัดสิน หวั่นเรื่องล่าช้า ชี้ผลวินิจฉัยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติ

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (กมธ. ICT) ในวุฒิสภา พร้อมด้วยอดีตกรรมาธิการ ICT อีก 8 ราย ได้เดินทางเข้าให้ถ้อยคำและยืนยันข้อมูลต่อคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อคัดค้านคุณสมบัติและยืนยันข้อเท็จจริงว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. คนปัจจุบัน ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย รวมถึงมีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 อย่างชัดเจน

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสรรหาประธาน กสทช. ได้เชิญอดีตกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศฯ วุฒิสภาชุดที่แล้ว ซึ่งเป็นผู้ที่สอบหาข้อเท็จจริงในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่ากรรมการ กสทช. หรือประธาน กสทช. มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน เพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและนำไปพิจารณาตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ในเบื้องต้น เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 อดีตประธานและคณะกรรมาธิการ ICT ได้ร่วมกันลงนามส่งรายงานการสอบหาข้อเท็จจริงของ กมธ. ICT พร้อมเอกสารสำคัญประกอบการพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณฯ ให้แก่คณะกรรมการสรรหาแล้ว และการมาให้ถ้อยคำในวันนี้เป็นการยืนยันข้อมูลและข้อเท็จจริงดังกล่าว

อดีตกรรมาธิการ ICT รายหนึ่งกล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมาธิการไอซีทีได้รับเรื่องมาตรวจสอบคุณสมบัติและสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากรายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภาในขณะนั้น เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียนจากคุณครูวิศิษฎ์ ว่าประธาน กสทช. มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย และกระทำการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 อาจขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการ กสทช. โดยประธานวุฒิสภาได้มอบให้คณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นผู้ตรวจสอบและสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ซึ่งได้ทำรายงานสรุปว่า นพ.สรณฯ มีคุณลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายจริง โดยได้ส่งรายงานให้ประธานวุฒิสภาแล้ว ถือว่าเสร็จสิ้นหน้าที่ของกรรมาธิการชุดนี้ เพราะมีหน้าที่เพียงสอบหาและตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น ส่วนหน้าที่ในการวินิจฉัยว่าเป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา

พล.อ.อนันตพร อธิบายถึงสาเหตุที่เรื่องนี้ล่าช้ามานานกว่า 1 ปี ว่า ณ วันนั้นยังไม่มีความชัดเจนเรื่องผู้ที่มีอำนาจในการวินิจฉัยว่าจะเป็นอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา, ป.ป.ช. หรือศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีการตีความมากมาย แม้กฎหมายจะระบุว่าเป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาก็ตาม จนกระทั่งปัจจุบันคณะกรรมการกฤษฎีกาและศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความแล้วว่า เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ดังนั้น เรื่องที่ล่าช้าจึงเป็นเพราะปัญหาในการหาผู้ที่จะตัดสินว่าข้อมูลที่กรรมาธิการจัดทำนั้นถูกต้องหรือผิดพลาดอย่างไร

อดีตกรรมาธิการ ICT ได้ยืนยันว่าผลการสอบสวนพบข้อเท็จจริงว่า นพ.สรณฯ ขาดคุณสมบัติจริง โดยสรุปประเด็นสำคัญทั้งด้านข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังนี้ ประการแรก นพ.สรณฯ ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 7 ข. (12) ประกอบมาตรา 20(4) เนื่องจากเป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน หรือนิติบุคคลอื่นใดที่ประกอบธุรกิจด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ภายในระยะเวลาหนึ่งปีก่อนได้รับการคัดเลือกตามมาตรา 15 โดยจากการตรวจสอบพบว่าโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ นพ.สรณฯ สังกัดนั้น เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ "ช่องรามาแชนแนล" จาก กสทช.

ประการที่สอง ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 8(3) ประกอบมาตรา 26 เนื่องจากเมื่อได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว นพ.สรณฯ ยังคงรับตำแหน่งกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และยังคงทำงานตรวจรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ทำงานเต็มเวลาตามที่กฎหมายกำหนด และประการที่สาม ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(2), (3) และถือเป็น "ผู้สละสิทธิ์" ตามมาตรา 18 หลังจากได้รับการคัดเลือกและได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ กสทช. และแม้ประธานวุฒิสภาได้แจ้งให้ลาออกจากสถานะหรือตำแหน่งตามมาตรา 8(2) และ (3) แล้ว แต่นพ.สรณฯ มิได้ลาออกจากการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ (มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี) และยังไม่เลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระอื่นใดที่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ ภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ที่สำคัญที่สุดคือ นพ.สรณฯ ไม่ได้แสดงหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพดังกล่าว มีเพียงการแจ้งข่าวผ่านสื่อเท่านั้น ซึ่งการลาออกและแสดงเอกสารต้องทำก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง การไม่แสดงหลักฐานภายในเวลาที่กำหนดถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ์

นอกจากนี้ อดีตกรรมาธิการ ICT ยังได้ยืนยันด้วยหลักฐานเพิ่มเติม ได้แก่ หนังสือรับรองสถานะของ นพ.สรณฯ จากอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งระบุว่า นพ.สรณฯ เป็น "พนักงานมหาวิทยาลัย" จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งวันก่อนวันมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และยังเป็นหลังจากวันที่ประธานวุฒิสภากำหนดและวันที่นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลฯ ไปแล้ว รวมถึงหลักฐาน ภ.ง.ด.40 ซึ่งเป็นแบบยื่นเสียภาษีเงินได้ของ นพ.สรณฯ ที่ปรากฏว่ามีรายได้จากการปฏิบัติหน้าที่แพทย์และประกอบวิชาชีพอิสระ รวมถึงรับเหมาทำงานให้กับบริษัทเอกชนอย่างต่อเนื่องภายหลังการเข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช. จนถึงปี 2560 หลักฐานเหล่านี้ตอกย้ำว่า นพ.สรณฯ เป็นผู้ขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม กระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และเป็น "ผู้สละสิทธิ์" ตามมาตรา 18 อย่างแท้จริง

พล.อ.อนันตพร ยังกล่าวถึงความเชื่อมั่นว่าข้อเท็จจริงที่คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการนั้น มีเอกสารรองรับ มีบันทึกประชุมถึง 16 ครั้ง และมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนยืนยันตามที่ถูกร้องเรียน ซึ่งเอกสารที่ชัดเจนบ่งชี้ว่า นพ.สรณฯ ขัดต่อคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติ กสทช. โดยคณะกรรมาธิการมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นพ.สรณฯ เป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามจริงตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 มาตรา 7 ข.(12), มาตรา 8(2)(3), มาตรา 26 และมาตรา 18 ประกอบมาตรา 20. จึงเชื่อว่าคณะกรรมการสรรหาจะต้องนำประเด็นนี้ไปพิจารณา

ในประเด็นผลกระทบหากมีการวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติ พล.อ.อนันตพร ระบุว่า ตามกฎหมายกำหนดให้จะมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติ ซึ่งคณะกรรมการสรรหาจะต้องพิจารณาว่าวันดังกล่าวคือวันใด อดีตกรรมาธิการรายหนึ่งเสริมว่ากฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าเมื่อคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติแล้ว คำวินิจฉัยจะมีผลเป็นที่สุด และมีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติไป ซึ่งหากกรณีนี้เป็นการขาดคุณสมบัติก่อนนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ก็จะนับตั้งแต่วันนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัยว่ากรณีนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะนำชื่อไปโปรดเกล้าฯ จึงเป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาตามมาตรา 15/2

พล.อ.อนันตพร แสดงความหวังว่าคณะกรรมการสรรหาจะสามารถได้ข้อยุติก่อนที่ประธาน กสทช. จะหมดวาระ โดยเชื่อว่าข้อมูลและกระบวนการทุกอย่างครบถ้วนแล้ว อยู่ที่ว่าคณะกรรมการสรรหาจะพิจารณาลงมติเมื่อใด ซึ่งคาดว่าจะไม่เกินหนึ่งเดือน.

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ประธาน กสทช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สถาบันอังกฤษจัดไทยอันดับ 46 ดัชนีทักษะอนาคต พบยังด้อยสุดเรื่องรองรับAI
สถาบันอังกฤษจัดไทยอันดับ 46 ดัชนีทักษะอนาคต พบยังด้อยสุดเรื่องรองรับAI