News Logo
หน้าแรก
'แสวง'ยอมรับจัดการ 2 พันคดีทุจริตเลือกตั้งไม่ง่าย-ขอ ปชช.ช่วยเฝ้าระวัง

'แสวง'ยอมรับจัดการ 2 พันคดีทุจริตเลือกตั้งไม่ง่าย-ขอ ปชช.ช่วยเฝ้าระวัง

9 มิ.ย. 2569 14:44
ผู้ชม 12 คน

'แสวง' แถลงงานครบรอบ 28 ปี กกต. ยอมรับข้อจำกัดสอบคดีทุจริตเลือกตั้ง 2 พันเรื่อง เหตุเพราะขาดพยานหลักฐานกับเรื่องที่ผ่านมานานแล้ว วอน ปชช.ช่วยเข้ามาตรวจสอบ สังเกตุการณ์ เพราะต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของการเฝ้าระวัง ไม่ใช่การโยนภาระ-ยอมรับอยากเปิดคอมเมนต์เฟซบุ๊ก แต่เจอคำหยาบมาเพียบ

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการจัดงานครบรอบ 28 ปี กกต. โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในหลายประเด็น

แจงปมคดีทุจริตเลือกตั้งกว่า 2,000 เรื่อง

นายแสวง ได้ตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าว เกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีทุจริตเลือกตั้งที่ยังคงค้างอยู่ในกระบวนการสืบสวนสอบสวนกว่า 2,000 เรื่อง และความเป็นไปได้ในการจะสังคายนาให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

โดยนายแสวงกล่าวถึงความยากลำบากหลักในการดำเนินคดีเหล่านี้ว่าเกิดจากการ "ขาดพยานหลักฐาน" ในเหตุการณ์จริงเป็นสำคัญ เนื่องจากหลายเรื่องเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วและอาศัยเพียงคำกล่าวหา ทำให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปอย่างล่าช้าและต้องใช้เวลาอย่างมาก

เลขาธิการ กกต. ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งในช่วงที่กำลังดำเนินการ โดยอธิบายว่ากฎหมายได้เปิดช่องทางให้ทั้งผู้สมัครและประชาชนสามารถส่งตัวแทนเข้าไปสังเกตการณ์ที่หน่วยเลือกตั้งทุกแห่ง สามารถถ่ายภาพ หรือบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ได้ ซึ่งการมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนจากการมีส่วนร่วมของประชาชนเหล่านี้ จะช่วยลดความยากในการตรวจสอบและทำให้การดำเนินคดีเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายแสวงยังกล่าวถึงความท้าทายในการหาพยานบุคคลในคดีที่ผ่านมาแล้ว ว่าถ้าหากประชาชนไม่เข้ามามีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ตั้งแต่ต้น เมื่อเกิดข้อสงสัยภายหลังการเลือกตั้ง ก็จะยากลำบากสำหรับ กกต. ที่จะไปหาหลักฐานมายืนยันความจริงได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ กกต. เชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเฝ้าระวังเพื่อสร้างความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้ง

กกต. ก้าวสู่ปีที่ 29: คำมั่นสัญญาแห่งความเชื่อมั่นในยุคดิจิทัล

นอกเหนือจากประเด็นการตรวจสอบทุจริต นายแสวง  ยังได้กล่าวถึงทิศทางการทำงานของ กกต. ในโอกาสที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 29 โดยระบุว่าวันนี้ไม่ใช่เพียงการแถลงผลงาน แต่เป็นการ "ให้คำมั่นสัญญา" กับประชาชนถึงสิ่งที่ กกต. จะดำเนินการนับจากนี้ โดยย้ำว่า กกต. ตระหนักดีว่าความสำเร็จขององค์กรในอนาคตไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนการเลือกตั้งที่แล้วเสร็จตามกรอบเวลา แต่จะวัดจาก "ความเชื่อมั่นของประชาชน" ที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้งและระบบประชาธิปไตยโดยรวม

เลขาธิการ กกต. ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน ภาควิชาการ สื่อมวลชน และพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนและธำรงรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย รวมถึงทุกความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และการตรวจสอบจากสังคม ซึ่งล้วนเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้การเลือกตั้งของประเทศไทยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และทำให้ กกต. สามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนได้อย่างเต็มกำลัง

ในการนี้ กกต. ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาองค์กรไปสู่ "องค์กรแห่งความเชื่อมั่นทางประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล" พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่:

  1. ยกระดับมาตรฐานการเลือกตั้งด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล: เพื่อให้การบริหารจัดการการเลือกตั้งถูกต้อง รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น ลดขั้นตอน ลดความผิดพลาด และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการของ กกต. ได้ทุกที่ทุกเวลา

  2. เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น สื่อสารกับประชาชนมากขึ้น รับฟังเสียงของประชาชนมากขึ้น: โดยจะพัฒนาระบบข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงได้ เข้าใจง่าย และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและพัฒนากระบวนการเลือกตั้งไปร่วมกัน รวมถึงการจัดทำกิจกรรม "คิดก่อนแชร์" เพื่อส่งเสริมการตรวจสอบข้อมูลในยุคดิจิทัล

  3. พัฒนาระบบดูแลการเมืองให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และเป็นธรรม: ด้วยการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการสืบสวนสอบสวน การตรวจสอบค่าใช้จ่ายทางการเมือง การบริหารจัดการเรื่องร้องเรียน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเสมอภาคและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

  4. สร้างพลเมืองประชาธิปไตยยุคใหม่: มุ่งพัฒนาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่งเสริมหน้าที่พลเมืองของประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเยาวชนและคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน

  5. ปรับองค์กรสู่การเป็นองค์กรที่มีสมรรถนะสูง: โดยทบทวนกระบวนการทำงาน ลดความซับซ้อน เพิ่มความคล่องตัว พัฒนาทักษะบุคลากรด้านเทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัล พร้อมนำระบบบริหารจัดการสมัยใหม่มาใช้ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายแสวงย้ำว่า การเลือกตั้งที่ดีไม่ได้เกิดจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม และประชาธิปไตยที่เข้มแข็งจะเกิดขึ้นได้เมื่อประชาชนมีความเชื่อมั่นว่าทุกคะแนนเสียงของตัวเองมีความหมาย ทุกกระบวนการมีความโปร่งใส และทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

เปิดรับเสียงวิจารณ์ แต่ขอสร้างสรรค์ – ยัน 'การเลือกตั้งเป็นของประชาชน' มิใช่การโยนภาระ

ในประเด็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ในการเปิดคอมเมนต์บนเพจเฟซบุ๊กของ กกต. ที่ปิดมานาน

นายแสวงกล่าวยอมรับว่าส่วนตัวต้องการเปิดรับฟังความคิดเห็น แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือข้อความที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็น "คำหยาบคาย" ไม่ใช่ความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม กกต. จะลองพิจารณาเปิดอีกครั้งและ "จะลองทนดู" พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ โดยย้ำว่าความโปร่งใสต้องมาพร้อมกับการมีส่วนร่วมของประชาชน

“กกต. พร้อมถูกตำหนิอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องการคือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเสมือน "เจ้าของ" ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับประเทศที่ศิวิไลซ์ และการที่ประชาชนเข้ามาสังเกตการณ์หรือมีส่วนร่วมโดยตรงจะช่วยสร้างความมั่นใจและความโปร่งใสได้มากกว่า” นายแสวงกล่าว

สำหรับประเด็นที่เลขาธิการ กกต.เคยกล่าวว่า "การเลือกตั้งเป็นของประชาชน"  ซึ่งคำกล่าวนี้ถูกมองว่าเป็นการ "โยนภาระ" ให้กับประชาชนนั้น นายแสวงได้ชี้แจงว่า "การเลือกตั้งเป็นของประชาชน" เป็นหลักการที่เป็นสากลทั่วโลก ไม่ได้เป็นการโยนภาระ แต่เป็นการเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและดูแลกระบวนการเลือกตั้ง หากประชาชนไม่เข้ามามีส่วนร่วมก็อาจเกิดความสงสัยหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากสำหรับ กกต. ที่จะไปหาหลักฐานมายืนยันความจริงได้

เลขาธิการ กกต. อธิบายเพิ่มเติมว่ากฎหมายอนุญาตให้ผู้สมัครลงเลือกตั้งสามารถส่งตัวแทนไปสังเกตการณ์ทุกหน่วยเลือกตั้งได้ และประชาชนก็สามารถร่วมสังเกตการณ์ได้ การที่ประชาชนเข้ามาช่วยกันดูแลจะดีกว่าการสงสัยภายหลัง โดย กกต. มีหน้าที่และอำนาจในการจัดการเลือกตั้งและมีช่องทางการตรวจสอบหลายช่องทางอยู่แล้ว ทั้งจากผู้ตรวจการเลือกตั้งและกรรมการเขต แต่การมีส่วนร่วมของประชาชนจะทำให้กระบวนการทั้งหมดดียิ่งขึ้น

"ระบบดี คนในระบบก็ต้องดีด้วยครับ แม้ระบบการเลือกตั้งจะถูกออกแบบมาอย่างดี แต่บุคคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ก็มีความสำคัญ หากประชาชนไม่มั่นใจในกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากกรรมการเขต ไม่ใช่ กกต. โดยตรง ก็ควรเข้ามาช่วยกันตรวจสอบ เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงได้รับการคุ้มครองและมีความหมายอย่างแท้จริง” นายแสวงกล่าว

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
แสวง บุญมี



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หอการค้าฯชงนายกฯ 3 ข้อฟื้นเศรษฐกิจไทย ย้ำขอให้เร่งปราบคอร์รัปชัน
หอการค้าฯชงนายกฯ 3 ข้อฟื้นเศรษฐกิจไทย ย้ำขอให้เร่งปราบคอร์รัปชัน