'ชัชชาติ' ยืนยันคดีทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม. ยังไม่จบ เผย ก.ก. สั่งทบทวนผลสอบวินัย พร้อมเร่ง ป.ป.ช. พิจารณาไต่สวน
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. โดยระบุว่า ขณะนี้กระบวนการตรวจสอบอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ซึ่งมีคำสั่งให้ทบทวนผลการลงโทษทางวินัย ควบคู่ไปกับการพิจารณาความผิดทางละเมิดเพื่อเรียกค่าชดเชยความเสียหาย นอกจากนี้ เรื่องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อีกด้วย
นายชัชชาติ ระบุว่า อำนาจของ กทม. ครอบคลุมเพียงการตรวจสอบทางวินัยเท่านั้น ซึ่งหลังจากได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีโครงการที่เข้าข่ายทุจริต 7 โครงการ กทม. จึงได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมา ก่อนจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับผู้เกี่ยวข้องรวม 32 ราย แต่เมื่อผลการสอบสวนเบื้องต้นออกมาและพบว่าบทลงโทษเบาเกินไป ผู้ว่าฯ กทม. จึงได้สั่งให้ทบทวนผลการลงโทษใหม่ และเมื่อผลการพิจารณายืนยันตามเดิม จึงได้ส่งเรื่องให้ ก.ก. พิจารณา เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจมากที่สุด
ทั้งนี้ หากถามว่าทำไม กทม. ไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนใหม่ นายชัชชาติระบุว่า การทำเช่นนั้นจะยิ่งทำให้เสียเวลา และคิดว่าควรส่งให้ ก.ก. พิจารณาดีที่สุด เพราะเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจสูงสุดและทำงานได้รวดเร็วกว่า นอกจากนี้ อีกหนึ่งหน่วยงานที่ต้องเร่งรัดคือ ป.ป.ช. เพราะเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจในการสืบสวนมากกว่า กทม.
ด้าน น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนความผิดปกติใน 7 โครงการ อดีตผู้ว่าฯ ได้สั่งการให้นำเรื่องเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตกรุงเทพมหานคร (ศปท.กทม.) ทันที สะท้อนถึงความตั้งใจของ กทม. ในการส่งไม้ต่อให้หน่วยงานตรวจสอบเฉพาะทาง และภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์หลังจากนั้น ก็ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทันที แต่เมื่อผลการสอบสวนขั้นต้นออกมา อดีตผู้ว่าฯ ไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปและสั่งให้ทบทวนผลสอบอีกครั้ง แต่หลังจากผ่านไปประมาณ 3 เดือน คณะกรรมการฯ ยังคงยืนยันผลการสอบสวนตามเดิม
ทั้งนี้ ยืนยันว่าคดีดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด แต่ในส่วนของการลงโทษทางวินัยต้องดำเนินการไปตามระเบียบราชการก่อน โดยกรอบการลงโทษตัดเงินเดือนข้าราชการที่กระทำผิด ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นไปตามกฎของ ก.ก. ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าฐานความผิดในลักษณะใดควรถูกหักเงินเดือนในอัตราเท่าใด ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจบรรจุแต่งตั้ง ดังนั้น จึงต้องดำเนินการลงโทษตัดเงินเดือนไปก่อนตามสัดส่วนความผิดที่ตรวจพบจากการพิจารณา
อย่างไรก็ดี กรณีการทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. ได้กลายมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังจากที่ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งขึ้น ได้ทำการสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 32 ราย ซึ่งผลสรุปปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ 20 รายไม่มีความผิด ส่วนอีก 12 รายถูกตัดสินว่ามีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง และได้รับบทลงโทษเพียงการหักเงินเดือนร้อยละ 2 หรือคิดเป็นเงินประมาณ 600 บาทต่อคน ซึ่งเรื่องนี้ทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างเกี่ยวกับบทลงโทษที่ดูเบาจนเกินไป
อ่านประกอบ
ย้อนมหากาพย์คดีทุจริตซื้อครื่องออกกำลังกาย กทม. กับจุดอ่อน 'ชัชชาติ' อ่านต่อได้ที่ https://www.nextnewsth.com/th/investigative/corruption/6a2780c55d36ded6132965ea?v=1




