"...ภายใต้ระบอบนี้ ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม ภายใต้ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา จึงไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่กำลังทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทำลายหลักที่ยึดถือให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ทำลายหลักที่รัฐต้องเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง..."
ดีเดย์ ‘องคาพยพส้ม’ เริ่ม ‘นับหนึ่ง’ ในการประกาศสงครามกับ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ พลันที่ ‘เท้ง’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “จากรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 สู่การเมืองระบอบสีน้ำเงิน”
เขาระบุตอนหนึ่งว่า แม้วันนี้ไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช.อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 60 มรดกจากการรัฐประหาร และระบอบนี้กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทย พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมืองและระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือกว่าอำนาจที่มาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายใหม่เพื่อทำให้ผลประโยชน์ของชนชั้นนำอยู่เหนือกว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ เพื่อทำให้อนาคตของประเทศถูกกำหนดโดยกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย ไม่ได้ถูกกำหนดโดยความต้องการของประชาชนคนส่วนใหญ่
ภายใต้ระบอบนี้ ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม ภายใต้ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา จึงไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่กำลังทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทำลายหลักที่ยึดถือให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ทำลายหลักที่รัฐต้องเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง
‘ณัฐพงษ์’ อ้างอีกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ มีความมุ่งหมายในการกินรวบประเทศ ทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ พวกเขากินรวบในทางการเมืองผ่านการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ผู้นำกองทัพ ตำรวจ ผู้พิพากษา และข้าราชการ พวกเขากินรวบในทางเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนกลุ่มทุน ที่เป็นเสาค้ำยันให้กับระบอบนี้ ผ่านการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณ และการดำเนินนโยบายรัฐโดยผลักภาระให้ประชาชน
“ถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันสร้างพลังของประชาชน เพื่อนำพาสังคมไทยออกจาก ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ และประตูบานแรกคือการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง มาช่วยกันแสดงพลังของคนส่วนใหญ่ ว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย เราต้องการประเทศที่เป็นของประชาชน เราต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเท่าเทียม และมีอนาคตให้ลูกหลาน ให้พวกเราทุกคน” ณัฐพงษ์ ระบุ
การประกาศกร้าวเช่นนี้ของ ‘ณัฐพงษ์’ หัวหน้าพรรค ปชน.กลายเป็นเหมือนคำ ‘ประกาศิต’ ให้บรรดา ‘แกนนำพรรค-สส.ส้ม’ เริ่มเดินหมากตรวจสอบนโยบาย-สารพัดโครงการของ ‘รัฐบาลภูมิใจไทย’ แทบจะทันที พร้อมกับเสมือน ‘ทอดไมตรี’ ไปยังพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น ๆ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะ ‘ฝ่ายค้านรุ่นพี่’ เพื่อร่วมกันตรวจสอบรัฐบาล
สามารถแบ่งภารกิจออกได้ ดังนี้
1.การจัดตั้ง ‘ครม.เงาส้ม’ ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล
คล้ายคลึงกับ ‘ครม.เงาฟ้า’ ในยุคที่ ปชป.เป็นผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อปี 2551 และปี 2554 โดยทีม ครม.เงา ของพรรค ปชน. มี 5 คน แบ่งภารกิจออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะหัวหน้าพรรค ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ครม.เงา ด้านการปฏิรูปรัฐ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค ครม.เงา ด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ เดชรัต สุขกำเนิด ที่ปรึกษาพรรค ผู้อำนวยการ Think Forward Center ครม.เงา ด้านคุณภาพชีวิต และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ครม.เงา ด้านเศรษฐกิจ
ครม.เงาส้ม จะประชุมทุกวันจันทร์ และมีการแถลงผลการประชุม ในการหารือหลังตรวจสอบนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลมาแล้วหลายครั้ง โฟกัสไปที่เป้าใหญ่ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่สุดท้าย ปชน.ในฐานะ ‘ฝ่ายค้านข้างมาก’ เป็นหัวขบวน ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อีกหนึ่งฝ่ายค้าน ยื่นหนังสือถึงประธานสภาฯ ชงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตีความ พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ดังกล่าวแล้ว ความคืบหน้าเรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องเอาไว้อย่างเป็นทางการแล้ว และให้ ครม.ชี้แจงภายใน 7 วัน โดยรัฐบาลส่งเอกสารชี้แจงไปแล้วเช่นกัน
หรือกรณีล่าสุดเรื่อง TH-AI Passport วงเงินกว่า 1.6 พันล้านบาท ซึ่งถูก ‘พรรคส้ม’ พุ่งเป้าไปยัง ‘ไชยชนก ชิดชอบ’ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย บุตรชายหัวแก้วหัวแหวน ‘ครูใหญ่เนวิน’ นำโดย ‘ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคส้ม คนสนิท ‘เครือญาติ’ ของ ‘แกนนำพรรค’ เปิดโปงความไม่ชอบมาพากลโครงการนี้ โดยชี้ให้เห็นถึงความไม่คุ้มค่า และอาจเป็นช่องโหว่ในการใช้เงินงบประมาณ และจี้ให้รัฐบาลทบทวนรายละเอียดใหม่
เช่นเดียว ‘ไอซ์’ รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ และ ‘แม็กซ์’ ธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ปชน. มือขุดคุ้ยของพรรค เริ่มลงลึกไปในรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการประมูล ที่ถูกแล้วอาจมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นหรือไม่ ร้อนถึง ‘ไชยชนก’ ต้องสั่งถอย ไปทบทวนแก้ไข TOR แทบจะทันที
หรือแม้แต่กรณี ‘ปลัดภูเก็ต’ เดินหน้าชนออกมาแฉว่ามี ‘ผู้บังคับบัญชาระดับสูง’ ในกระทรวงมหาดไทย ส่งไลน์มาช่วงก่อนการเลือกตั้ง 69 หลังเห็น ‘โพลลับ มท.’ คะแนนนิยมผู้สมัคร สส.สีน้ำเงิน น้อยกว่า ‘ส้ม’ ว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” โดยมี ‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ แกนนำพรรค รับลูกเดินหน้าตรวจสอบต่อ
2.ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดทาง ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เรื่องนี้มี ‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน.เป็น ‘หัวหมู่ทะลวงฟัน’ เพราะภายในพรรค เขาคือมือ 1 ในด้านการรณรงค์ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดำเนินการมาตั้งแต่อยู่กลุ่ม NEW DEM ในพรรค ปชป. จนออกจาก ‘ค่ายสะตอ’ มาร่วมตั้งกลุ่ม Re-Solution กระทั่งย้ายเข้าสังกัดพรรคก้าวไกล จนเกือบจะถึงสำเร็จอยู่แล้ว ภายหลัง ปชน.โหวตหนุนพรรคภูมิใจไทย ดัน ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ เป็นนายกฯครั้งแรกปลายปี 2568 แลกกับการโหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
กระทั่งเกิดเหตุการณ์ ‘ต้มส้ม’ เมื่อนายกฯชิง ‘ยุบสภาฯ’ หัก MOA ก่อนที่ ‘ฝ่ายค้าน’ จะยื่นซักฟอก เพื่อเอาคืนที่ร่างรัฐธรรมนูญถูก สว.คว่ำในวาระที่ 2 เป็นหนึ่งในชนวนเหตุสำคัญ เกิดรอยร้าวฉานระหว่าง ‘ส้ม-น้ำเงิน’ มาจนถึงทุกวันนี้
ปัจจุบัน ‘พริษฐ์’ ร่วมมือกับเครือข่ายกลุ่ม Re-Solution เดิม กลุ่มโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw และภาคประชาชน เดินหน้าผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 เปิดช่อง ‘ปิดสวิตช์ สว.’ อีกครั้ง เพื่อหวังเปิดทางร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ก็ต้องไปสู้กับร่างของ ‘พรรคภูมิใจไทย’ เช่นเดียวกัน ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นร่างที่อาจเพิ่ม ‘อำนาจพิเศษ’ ให้กับ สว.มากกว่าเดิมหรือไม่
3.รื้อถอนโครงสร้าง ‘องค์กรอิสระ’
นอกเหนือจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ‘พริษฐ์’ ยังเป็นอีกหนึ่งหัวหอกสำคัญ ในการเดินหน้า ‘ปฏิรูปองค์กรอิสระ’ โฟกัสเป้าใหญ่ไปที่ 2 หน่วยงานสำคัญ
หนึ่ง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณียกคำร้องกล่าวหา ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ อดีต รมว.คมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น้องชาย ‘ครูใหญ่เนวิน’ กรณีหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ที่ดูไม่ชอบมาพากล และสวนทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
สอง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีการตรวจสอบเรื่อง ‘ฮั้ว สว.’ ซึ่งถูกมองว่าเป็น ‘เป้าใหญ่’ ในอาณาจักร ‘สีน้ำเงิน’ ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ ‘รัฐบาลพรรคเพื่อไทย’ ระหว่างปี 2567-2568 มีทั้งการสอบสวนในชั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และชั้นการไต่สวนของ กกต. จนหว่านแหแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องในขบวนการเหล่านี้อย่างน้อย 229 คน แบ่งเป็น สว. ในจำนวนนี้มีบุคลากรระดับ ‘รัฐมนตรี’ ในรัฐบาลชุดปัจจุบันถูกกล่าวหาด้วยนับ 10 คน
มีรายงานแจ้งว่า สำนวนดังกล่าวเตรียมชงเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาลงมติอย่างใดอย่างหนึ่งในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งมีหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ผู้ถูกกล่าวหา อาจพ้นบ่วงข้อครหา และกลายเป็น ‘มวยล้มต้มคนดู’ ทั้งที่ไต่สวน-สอบสวนนานราว 2 ปี มีพยานหลักฐานนับ 70,000 แผ่น แต่เอาผิดใครไม่ได้
4.คัมแบ็กทำภารกิจ 100 ปี 2475
พลันที่ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ ประธานคณะก้าวหน้า ประกาศแนวทาง ‘Grand Compromise’ หวังให้ ‘ชนชั้นนำ’ หา ‘พื้นที่ตรงกลาง’ เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยเดินหน้าต่อ โดยว่ากันว่าส่ง ‘แกนนำคนสำคัญ’ เดินสายดีลสนทนาตามวง ‘กุนซืออีลิต’ หลายวง เพื่ออธิบายว่าพรรคส้มไม่เป็นอันตรายต่อระบอบการปกครอง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับ ‘ส้ม’ โหวตหนุน ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯครั้งแรก
ทว่าเมื่อสัญญาณ Grand Compromise ล่ม ‘ธนาธร’ ออกมาขอโทษประชาชน และเดินหน้าประกาศสานต่อภารกิจ 100 ปี 2475 ขึ้นมาอีกครั้ง โดยหวังให้เกิดขึ้นภายใน ‘รุ่นนี้’ ขณะที่ตัวเขาที่เพิ่งพ้นบ่วงคดีมาตรา 112 ไป จะพ้นโทษแบนทางการเมืองในปี 2573 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า สามารถกลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีกครั้ง ทำให้หลายคนรอการกลับมาของเขา จะสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากต่อการเมืองไทย เหมือนครั้งปี 2561 ที่เขาตั้งพรรคอนาคตใหม่
เรื่องนี้มีการส่งสัญญาณเริ่มจาก ปชน.ออกแถลงการณ์ ‘เตือน’ ไปยังรัฐบาล ที่ให้ ‘องคมนตรี’ เข้ามาร่วมประชุมกับรัฐมนตรี แม้ว่าจะเป็นการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 ก็ตาม แต่ ปชน.มองว่าอาจสุ่มเสี่ยงกระทำการมิบังควร ละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นต้น
ทั้ง 4 ภารกิจข้างต้น นอกเหนือจากมุ่งหวังทลาย ‘อาณาจักรน้ำเงิน’ ที่แผ่ขยายอิทธิพลมาถึง ‘องค์กรอิสระ’ แล้ว ยังถือเป็นการ ‘เอาคืน’ ทั้ง ป.ป.ช.ที่ถูกมองว่า ‘เร่งรีบ’ ชี้มูลผิดจริยธรรม อดีต 44 สส.ก้าวไกล คดีร่วมกันลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ส่วน กกต.เป็นต้นธารสำคัญในการยื่นคำร้อง ‘ยุบพรรคส้ม’ มาแล้ว 2 ครั้ง ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ จนถึงก้าวไกล
อย่างไรก็ตาม ‘อาณาจักรน้ำเงิน’ ที่ปัจจุบันครอบคลุมแทบจะทุกองคาพยพของไทย ยังคงมากบารมี และเตรียมพร้อมตั้งรับศึกรอบด้านอยู่ตลอด ล่าสุด เมื่อพรรคส้มออกมาปูดปม กกต.มีแนวโน้มอาจ ‘ยกคำร้อง’ กล่าวหาคดีฮั้ว สว. นั้น กกต.ก็มีการรับคำร้องกล่าวหา ‘ยุบพรรค ปชน.’ เข้ามาเช่นกัน
‘แสวง บุญมี’ เลขาธิการ กกต. อัปเดตว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการทางธุรการแล้ว ต้องพิจารณาว่าลักษณะการแสดงความคิดเห็นนั้น เข้าองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยคำร้องยุบพรรคจะมีกระบวนการเริ่มพิจารณาจากนายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะเป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริง ส่วนจะต้องใช้ระยะเวลาเท่าใดนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้เนื่องจากเรื่องเพิ่งส่งเข้ามา และจำเป็นต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบ
นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่า อดีต 44 สส.ก้าวไกล ปัจจุบันเป็น สส.ปชน.อยู่ถึง 10 คน โดยเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 8 คน และ สส.เขต 2 คน (สส.กทม.) สถานะยังถือว่า ‘สุ่มเสี่ยง’ เนื่องจากคดียังอยู่ระหว่างการไต่สวนในชั้นศาลฎีกา รวมไปถึงคดี สส.ปชน.ปัจจุบันอีกหลายคน เช่น ปิยรัฐ จงเทพ ชลธิชา แจ้งเร็ว และ รักชนก ศรีนอก ยังมีคดีเกี่ยวกับมาตรา 112 คาราคาซังในชั้นศาลอยู่เช่นกัน
การเปิดหน้าชนของ ‘ส้ม’ หวังโค่นล้ม ‘ระบอบน้ำเงิน’ ไม่ง่าย และสุ่มเสี่ยงอาจถูกยุบพรรคเป็นหนที่ 3 ได้ และถูกสารพัดคดีตรึงไว้
อย่างไรก็ตามการมากบารมีของ ‘น้ำเงิน’ ถูกมองว่าทำอะไรก็ไม่ผิด มีแต่คนเข้าสวามิภักดิ์ จนเริ่มมีประชาชนหลายคน คลางแคลงใจ คล้ายคลึงกับ ‘ยุครัฐประหาร’ ที่สุดท้ายมีอำนาจอยู่ได้แค่ไม่กี่ปี ก็เสื่อมถอย เพราะประชาชนเสื่อมศรัทธา
แต่หาก ‘น้ำเงิน’ มุ่งแต่สนใจเรื่อง อำนาจ โดยไม่สนใจประชาชน อนาคตคงอาจต้องพังพาบไป ไม่ต่างอะไรกับ ‘มรดกคณะรัฐประหาร’ หลายครั้งที่ผ่านมา
เรื่องโดย ทีมข่าวการเมืองพิเศษ





