News Logo
หน้าแรก
ปชน.แถลงประชุม ครม.เงา ย้ำ 'คนเทา' โยงบ้านใหญ่ จี้นายกฯ แก้ปัญหาด่วน

ปชน.แถลงประชุม ครม.เงา ย้ำ 'คนเทา' โยงบ้านใหญ่ จี้นายกฯ แก้ปัญหาด่วน

25 พ.ค. 2569 12:03
ผู้ชม 5 คน

ปชน.แถลงผลหลังประชุม ครม.เงา จี้รัฐบาล "อนุทิน" เอาจริงเอาจังปราบ "คนเทา" จากต่างชาติ หาประโยชน์ฟรีวีซ่าเข้ามาเป็นสแกมเมอร์ รื้อช่องโหว่กฎหมาย ชี้ "ระบอบสีน้ำเงิน" กัดกินประเทศ ส่อเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้บ้านใหญ่ "ณัฐพงษ์" ย้ำต้องแก้ รธน.ใหม่ สร้างความโปร่งใส ถาม สว.จี้ให้ขอโทษปมกล่าวหาเป็นสีน้ำเงิน ส่อมีพิรุธเอี่ยวกระบวนการเลือก สว.รอบสุดท้ายหรือไม่

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภ พรรคประชาชน โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชม และทีมงาน  สส.พรรคได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ และ นายเดชรัต สุขกําเนิด ได้แถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยเน้นย้ำถึงปัญหากลุ่มทุนและอาชญากรข้ามชาติ หรือ "คนเทา" ที่กำลังบ่อนทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความกล้าหาญและเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

มาตรการเร่งด่วนจัดการปัญหา "คนเทา" และช่องโหว่กฎหมาย

น.ส.เพียงพนอ ได้เสนอมาตรการสำคัญหลายประการเพื่ออุดช่องโหว่ที่คนต่างด้าวใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาจากการที่กฎหมายอาจมีช่องโหว่ เช่น การที่ชาวต่างชาติที่อยู่ครบกำหนดแล้วออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพียง 1-2 วันแล้วกลับเข้ามาใหม่ได้ ทำให้สามารถขยายระยะเวลาพำนักในประเทศไทยต่อไปอีกได้ ดังนั้นกติกาที่นำมาใช้จะต้องมีความชัดเจน โดยจะต้องนับรวมเวลาที่จะอยู่ต่อ และหากมีภารกิจจำเป็นต้องอยู่ต่อ จะต้องมีข้อกำหนดชัดเจน เช่น มีตั๋วเครื่องบินขากลับ หลักฐานแสดงค่าใช้จ่าย และที่พักอาศัยที่ชัดเจน สำหรับกรณีการทำงาน ทางกระทรวงแรงงานเองก็จำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดขั้นตอนที่ชัดเจนและรวดเร็วในการพิจารณาอนุญาต และที่สำคัญที่สุดคือผู้ประกอบการคนไทย เช่น ผู้ประกอบการโรงแรม หรือเจ้าของบ้านที่เปิดให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่โดยไม่ถูกต้อง จะต้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา

นอกจากการทบทวนเรื่องระยะเวลาแล้ว น.ส.เพียงพนอยังเสนอให้มีการทบทวนประเทศที่เราเปิดให้ Visa Free หรือ Visa On Arrival เนื่องจากทำให้คนต่างด้าวเข้ามาในประเทศได้ง่าย ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม โดยเชื่อว่าหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมราชทัณฑ์ หรือดีเอสไอ มีข้อมูลอยู่แล้ว

 น.ส.เพียงพนอ ยังได้กล่าวอ้างอิงข้อมูลที่นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตทูตหลายประเทศ ได้กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มประเทศที่ควรอยู่ใน "วอทช์ลิสต์" หรือ "ลิสต์ที่เราต้องดูเป็นพิเศษ" ซึ่งคนของประเทศเหล่านี้ควรจะต้องขอวีซ่า ไม่ใช่ได้วีซ่าฟรี หรือมาขอวีซ่า On Arrival

ตัวอย่างที่ยกมาคือ กรณีตำรวจบุกจับชาวไนจีเรีย 6 คนที่เข้ามาด้วยวีซ่านักเรียน แต่ไม่ได้ไปเรียนและมีการ Overstay ถึง 700 วัน จนถึง 1,500 กว่าวัน หรือประมาณ 1 ปี 9 เดือน ไปจนถึง 4 ปี ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า "อยู่ต่อได้อย่างไร" และกระบวนการอนุญาตให้ต่อวีซ่า รวมถึงบทบาทของโรงเรียนที่ออกหนังสือรับรองนักเรียนนั้นเป็นอย่างไร ปัญหา Overstay นี้ยังเชื่อมโยงกับการดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เช่น การเป็นสแกมเมอร์ และการค้ายาเสพติด ซึ่งถือเป็นเรื่องรุนแรงที่รัฐบาลจะต้องมีการประสานข้อมูลและกำหนดประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

ด้านการบังคับใช้กฎหมาย น.ส.เพียงพนอเน้นย้ำว่ากฎหมายที่เรามีอยู่แล้วนั้นจำเป็นต้องบังคับใช้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องที่มีความอ่อนไหวและอาจมีการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐเข้าเกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น การสวมสิทธิ์คนตายให้ได้สัญชาติไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น อำเภอเวียงแหง และเชียงดาว รวมถึงการแจ้งเกิดและได้รับสูติบัตรของเด็กที่อ้างว่ามีพ่อเป็นคนไทย ซึ่งพบได้ทั้งในฝั่งธนบุรีและโคราช ผลที่ตามมาคือ ผู้มีสัญชาติไทยสามารถถือครองทรัพย์สินและได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ จึงจำเป็นที่รัฐจะต้องทบทวนช่องโหว่และดำเนินการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด

 "คงไม่ใช่แค่ระดับอำเภอเท่านั้นนะคะ เรื่องแบบนี้ถ้าในกระบวนการที่จะต้องมีการออกหรือการอนุญาตให้แปลงสัญชาติ มันต้องสูงกว่านั้น เพราะฉะนั้นถ้ามีเรื่องของสินบนทุจริตคอร์รัปชั่นก็ต้องดำเนินการโดยเคร่งครัด" น.ส.เพียงพนอกล่าว

น.ส.เพียงพนอกล่าวต่อว่านอกจากนี้ ยังพบกรณีคนงานก่อสร้างบริษัทจีนที่ใช้วีซ่านักศึกษาเข้ามา ซึ่งนอกจากประเทศจะไม่ได้รับภาษีแล้ว ยังเท่ากับมาแย่งงานคนไทยด้วย ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีเจ้าหน้าที่หรือคนไทยมีส่วนรู้เห็นเป็นใจช่วยเหลือ ปิดบัง หรือได้ผลประโยชน์จากเรื่องนี้ พรรคประชาชนจึงเสนอให้มีการปรับปรุงดัชนีชี้วัด (KPI) ของหน่วยงานรัฐให้มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ย้ำตรวจสอบการถือครองที่ดินและการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ

น.ส.เพียงพนอได้ยกปัญหาการถือครองที่ดินโดยชาวต่างชาติผ่านนอมินี โดยเฉพาะในพื้นที่อ่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เช่น เกาะพงัน และปาย เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ถูกยกขึ้นมา ซึ่งถือว่าผิดประมวลกฎหมายที่ดิน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดตั้งแต่การจดทะเบียน การสอบสวน และการขอหลักฐาน มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยในพื้นที่กลายเป็นพลเมืองชั้นสอง ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต

น.ส.เพียงพนอได้สรุปข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสำหรับราชการไทย โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการความมั่นคง คือการเปลี่ยน KPI โดยเสนอให้กำหนดร่วมกันโดยนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักในเรื่องนี้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับแทบทุกกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นมหาดไทย พาณิชย์ ท่องเที่ยว แรงงาน เกษตร และหน่วยงานภายใต้กระบวนการยุติธรรม KPI ที่หนึ่งคือ กระบวนการบังคับโทษต้องรวดเร็วและเด็ดขาด แม้จะมีการจับกุมไปแล้ว 20 บริษัท แต่กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่ามีบริษัทที่เข้าข่ายถึง 80,000 บริษัท ดังนั้น KPI จะต้องไม่หยุดอยู่แค่เพียงจำนวนบริษัทที่จับกุมได้ แต่ต้องมุ่งเน้นการปราบปรามกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอย่างแท้จริงไม่ว่าจะเป็น สแกมเมอร์ ยาเสพติด การพนัน หรืออาชญากรรมระหว่างประเทศ พร้อมเสนอให้กระทรวงพาณิย์เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการแก้ปัญหานอมินี เนื่องจากมีความเข้าใจในเรื่องกฎหมายนี้ดีที่สุด KPI ที่สองคือ ขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นสาธารณะ ซึ่งจะช่วยในการตรวจสอบนอมินี และป้องกันการฮั้วประมูลภาครัฐได้ และ KPI ที่สามคือ ขอให้มีระบบการติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้ข่าวเงียบหายไป โดยเสนอให้มี "แดชบอร์ด" สำหรับติดตามเรื่องนี้

หวั่น “คนเทา” ท่อน้ำเลี้ยงบ้านใหญ่

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สส.บัญชีรายชื่อ ได้กล่าวเสริมว่า ปัญหาคนเทาเหล่านี้กำลังเป็น "วิกฤตด้านความมั่นคง" ที่กำลังคืบคลานเข้ามา ไม่ใช่ภัยทางการทหารจากต่างชาติ แต่เป็นภัยที่เราปล่อยให้กลุ่มทุนเทาเข้ามาทำลายระบบเศรษฐกิจ

นายพิจารณ์ชี้ว่าการแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยการกวดขัน การบังคับใช้กฎหมาย และที่สำคัญคือ "เจตจำนงทางการเมือง" ของนายอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2566 ซึ่งนายอนุทิน ต้องทราบดี ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งตนมีข้อสังเกตว่าตลอดห่วงโซ่อุปทานของปัญหา ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของนายอนุทิน

"ผมต้องใช้คำว่าขอท้าทายไปที่ตัวนายกรัฐมนตรี ว่าจะแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงทางการเมืองที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังหรือไม่" นายพิจารณ์กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มทุนเทาเหล่านี้

"เหตุการณ์เหล่านี้ไม่สามารถที่จะรอดสายตาของข้าราชการของเจ้าหน้าที่รัฐไปได้ มีผลประโยชน์เกิดขึ้นระหว่างกัน แน่นอน แล้วผลประโยชน์เหล่านี้มันส่งทอดต่อมายังกลุ่มการเมืองหรือไม่ นี่คือท่อน้ำเลี้ยงให้กับบ้านใหญ่ในกลุ่มการเมืองของซีกฝั่งรัฐบาลหรือเปล่า ซึ่งการปฏิบัติงานและการสั่งการของนายอนุทินหลังจากนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ถึงความจริงจัง ของนายอนุทิน” นายพิจารณ์กล่าวทิ้งท้าย และสรุปว่า พรรคประชาชนจะเฝ้าติดตามการทำงานของรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะนายอนุทิน ในฐานะผู้นำที่จะต้องกำกับดูแล ไม่ให้ประเทศเราต้องแลกการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวกับความเสี่ยงภัยทางด้านความมั่นคง

ชี้ "ระบอบสีน้ำเงิน" ใหญ่กว่าพรรค-จี้ทำ รธน.ฉบับใหม่ สร้างความโปร่งใส

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวสรุปการแถลงข่าว โดยเน้นย้ำถึงแก่นของปัญหาว่า เครือข่ายเหล่านี้ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ในประเทศไทยได้ ถ้าปราศจากการรู้เห็นเป็นใจ หรือว่า การร่วมไม้ร่วมมือกันระหว่างตัวอาชญากรเอง เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ที่อยู่ในระบบราชการ รวมถึงกลุ่มบรรดาทุนสีเทาต่างๆ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลว่าจะมีความเอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมายมากน้อยเพียงใด

นายณัฐพงษ์ได้เปิดเผยว่ามีรายงานที่ทราบมาว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินเองเคยได้มีการประชุมร่วมกับเอกอัครราชทูตหลายประเทศในยุโรป ระหว่างการเยือนฝรั่งเศส และได้มีการหารือในที่ประชุมว่า ตระหนักดีว่า "ภัยความมั่นคงใหม่ของโลกได้เปลี่ยนไป" ซึ่งในปัจจุบันก็คือเครือข่ายสีเทาและทุนเทาต่างๆ ที่กำลังทำลายทั้งเศรษฐกิจและสังคมไทยอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นตนจึงอยากให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการตามข้อสังเกตและข้อเสนอของพรรคประชาชน โดยเน้นย้ำว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น การลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ การปราบปรามธุรกิจ นอมินี ที่กำลังขยายตัวในประเทศไทย ผลลัพธ์เหล่านี้ที่จะเป็นข้อพิสูจน์ว่านายอนุทิน ชาญวีรกุล เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มากน้อยขนาดไหน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามเกี่ยวกับกรณีที่ สว. มีการรวมตัวแถลงเรียกร้องและขอให้พรรคประชาชนขอโทษที่กล่าวหา สว.ว่าเป็น "สีน้ำเงิน" นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ขอพิจารณารายละเอียดก่อน แต่เบื้องต้นได้ชักชวนให้สื่อมวลชนและประชาชนตรวจสอบผู้ที่ออกมาแถลงข่าวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการคัดสรร สว. ในรอบสุดท้ายที่ผ่านมาอย่างไร โดยระบุว่าสื่อมวลชนเองก็อาจจะมีการเปิดเผยข้อมูลไปแล้วว่ามีการ "สวมสีเสื้อ" หรือ "นั่งรถมา" ในวันเลือกวันสุดท้ายหรือไม่ ซึ่งการตรวจสอบรายชื่อเหล่านั้นจะช่วยให้เข้าใจวัตถุประสงค์หรือเจตนาของการส่งข้อเรียกร้องได้

"ตัวผมเองมีเจตนาบริสุทธิ์นะครับ ที่จะทำให้ตัวรัฐสภาเองของเรา มีความยึดโยงกับประชาชนมากยิ่งขึ้น และสิ่งที่สื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียนั้นไม่ได้ระบุตัวบุคคล แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตเช่นเดียวกับที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่า ตกลงแล้ว ที่มาของวุฒิสภา มีกระบวนการจัดตั้งกันในการคัดเลือกเข้ามาหรือไม่” หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ สว. ทุกคน หากเห็นว่าระบบการคัดเลือก สว. ในปัจจุบันมีปัญหาและไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ก็ควรมีหน้าที่ร่วมกันแก้ไขระบบเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่พรรคประชาชนได้ประกาศไว้ 3 หลักการสำคัญ คือ 1.ประชาชนมีส่วนร่วม 2.ไม่มีสิทธิพิเศษให้สมาชิกรัฐสภา และ3.ไม่มีการผูกขาดอำนาจ โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการจัดทำฉบับใหม่ควรมีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ สว. ยืนยันว่าจะสนับสนุนหลักเกณฑ์เสียง สว. 1 ใน 3 ในการแก้ไขมาตรา 256 นายณัฐพงษ์ชี้แจงว่า"กระบวนการจัดทำฉบับใหม่มันไม่ใช่กระบวนการแก้ไขฉบับเดิม กระบวนการแก้ไขฉบับเดิม มีเสียง สว. 1 ใน 3 อยู่จริง แต่ว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรจะให้สิทธิของสมาชิกรัฐสภาทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน และเรียกร้องให้ สว. เปิดกว้างและยอมรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของทุกภาคส่วนเพื่อนำไปหารือในวาระที่สองในชั้นวิสามัญ เพื่อแสดงความจริงใจในการปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่พยายามรักษาสิทธิพิเศษหรืออำนาจของตนเอง

นายณัฐพงษ์ได้ขยายความถึง "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่พรรคประชาชนพูดถึงว่าคือ "ระบอบการเมืองที่ผูกขาด" ซึ่งสังคมเองก็ตั้งคำถาม ตนเองก็ตั้งคำถามเช่นเดียวกันว่า ตกลงแล้วรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย กำลังมีทั้งอำนาจรัฐในฝ่ายบริหาร  ตกลงแล้วในกลุ่มก้อนการเมืองนี้มีอิทธิพลเหนือสมาชิกวุฒิสภาหรือไม่ ซึ่งวุฒิสภาเองก็เลือกองค์กรอิสระมาภายใต้ระบบการผูกขาดแบบนี้ที่ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลในประเทศล้มเหลว ขาดความโปร่งใส ดัชนีชี้วัดการทุจริตคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นทุกปี กลายเป็นว่าการทุจริตเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งนี่ไม่เป็นผลดีต่อประชาชนและผู้ประกอบการในประเทศเลย

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการกล่าวหาที่ว่าพรรคประชาชนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดระบอบสีน้ำเงินจากความร่วมมือในอดีต นายณัฐพงษ์กล่าวยอมรับว่า สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน มันอาจจะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจทางการเมืองของพรรคประชาชนที่ผ่านมา แต่สิ่งที่พรรคประชาชนมองเห็นว่าประเทศไทยกำลังล้มเหลวคือ ความอ่อนแอจากภายใน ที่การทุจริตคอร์รัปชั่นที่กำลังกัดกินประเทศนี้อยู่ การท่วงดุลตรวจสอบที่ล้มเหลว ซึ่งหนีไม่พ้นว่าต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อทำให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบมีความยึดโยงกับประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ประชาชนเคยมีสิทธิในการเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระที่ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

"ระบอบสีน้ำเงิน ใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะขึ้นมาบริหารประเทศก็ตาม ตราบใดที่เรายังมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตราบใดที่เรายังมีองค์กรอิสระที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเนี่ย จะมีอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรง คอยทุบทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาชนเสมอ ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยเองก็อาจจะเป็น ด่านหน้าเป็นตัวแทน ที่เป็นเอเจนต์คนหนึ่งที่อยู่ในภายใต้ระบอบสีน้ำเงินตรงนี้ แต่หากจะสร้างทางออกให้กับประเทศจริงๆ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเอาหลังพิงประชาชน กลับไปเดินหน้ากระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ เห็นชอบกับร่างฉบับใหม่ที่ทุกคนให้การยอมรับครับ" หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวทิ้งท้ายและชวนให้สื่อมวลชนและประชาชนตั้งคำถามว่า องค์ประกอบของ "ระบอบสีน้ำเงิน" นั้นมีอะไรบ้าง เช่น "การตั้งคำถามกับสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน หรือที่มาขององค์กรอิสระ บางส่วนที่กำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มการเมือง

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ทุนเทา
พรรคประชาชน



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'พริษฐ์' ชี้โครงการ Credit Portfolio อว. 5 พัน ล.ใช้งบสูงเกิน-ซ้ำซ้อน
'พริษฐ์' ชี้โครงการ Credit Portfolio อว. 5 พัน ล.ใช้งบสูงเกิน-ซ้ำซ้อน