News Logo
หน้าแรก
'ชัยวัฒน์' เปิดตัว AI จับโกง ตั้งเป้าคืนเงิน 2 หมื่นล้านให้คนกรุงเทพฯ

'ชัยวัฒน์' เปิดตัว AI จับโกง ตั้งเป้าคืนเงิน 2 หมื่นล้านให้คนกรุงเทพฯ

19 พ.ค. 2569 13:55
ผู้ชม 141 คน

'ชัยวัฒน์' ชูนวัตกรรมสกัดโกง เปิดตัว AI จับทุจริต ตั้งเป้าคืนเงินให้คนกรุงเทพฯ ร่วม 2 หมื่นล้าน ระุบว่ามีการทุจริตหลายโครงการในสมัยอดีตผู้ว่าฯ ก่อนนี้ รวมถึงในยุค 'ชัชชาติ' มีบางโครงการส่อพิรุธ

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคประชาชน เปิดแถลงหัวข้อ 'กรุงเทพฯ โปร่งใส AI จับโกง' เพื่อสะท้อนปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในพื้นที่ กทม.ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมเปิดตัวระบบ BKK Redflag AI ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสกัดกั้นและป้องกันปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยตั้งเป้าคืนเงินงบประมาณและผลประโยชน์กลับสู่พี่น้องประชาชนกว่า 2 หมื่นล้านบาท 

นายชัยวัฒน์ ระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชันถือเป็นวิกฤตเรื้อรังที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจและฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ ทั้งในรูปแบบการทุจริตงบประมาณจากภาษีประชาชนและการเรียกรับสินบน ซึ่งเกิดขึ้นในทุกระดับตั้งแต่รัฐบาลกลางจนถึงท้องถิ่น ทั้งนี้ กรุงเทพฯ มีงบประมาณสูงกว่า 1 แสนล้านบาท จึงมองเห็นโอกาสในการแก้ไขปัญหาเพื่อคืนเงินกลับสู่ประชาชนกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดย 1 หมื่นล้านแรกมาจากการสกัดกั้นการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและโครงการต่างๆ และอีก 1 หมื่นล้านบาท จากการกวาดล้างและแก้ไขปัญหาการเรียกรับสินบน

นายชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาการคอร์รัปชันใน กทม.เกิดขึ้นซ้ำรอยมาทุกยุคทุกสมัย ตัวอย่างเช่น คดีทุจริตโครงการรถและเรือดับเพลิงมูลค่ากว่า 6,600 ล้านบาทในสมัยอดีตผู้ว่าฯ กทม. ในยุคนายสมัคร สุนทรเวช คดีฮั้วประมูลรวม 16 โครงการ มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาทในยุคนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน, กรณีเอื้อประโยชน์สัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวมูลค่ากว่า 1.9 แสนล้านบาทในสมัยยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ไปจนถึงคดีทุจริตไฟประดับลานคนเมืองมูลค่า 39 ล้านบาทในสมัย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง 

ขณะที่ในสมัยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คนล่าสุด มีหลายโครงการที่ส่อทุจริต อาทิ โครงการเช่ารถขยะ EV, โครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย 100 ล้านบาทที่ค้านสายตาคนทั้งประเทศ รวมถึงโครงการซ่อมสะพาน 194 ล้านบาทที่มีการใส่พื้นที่ไม่จริงเข้าไปกว่า 10 เท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า โครงการทุจริตเกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย 

"เราคงจะหวังพึ่งคนดีอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องสร้างระบบที่ดี ที่คนอยากโกงก็โกงไม่ได้ ผมในฐานะแคนดิเดตผู้ว่าฯ ประชาชน จะมาเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้เพราะเป้าหมายของพรรคประชาชนคือ การตัดตอนการทุจริตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ" นายชัยวัฒน์กล่าว 

ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ระบุว่า กระบวนการทุจริตงบประมาณผ่านการจัดซื้อจัดจ้างแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก โดย 2 ขั้นตอนแรกเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนการพิจารณาในชั้นสภาฯ กทม. หรือคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ขับเคลื่อนโดยฝ่ายบริหารและข้าราชการ ตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดสเปกและการปั่นราคากลาง จากนั้นเมื่อผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ กทม. แล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างและการออกเอกสารรายละเอียดและขอบเขตงาน (TOR) ที่มีการล็อกเงื่อนไขล่วงหน้าเพื่อนำไปสู่การฮั้วประมูลในที่สุด 

นายชัยวัฒน์ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ในขั้นตอนการล็อกสเปกนั้น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการกำหนดคุณสมบัติของเครื่องออกกำลังกายของ กทม. ที่เจาะจงจนแทบเหลือผู้จัดจำหน่ายเพียงรายเดียว นอกจากนี้มีการทุจริตผ่านการจัดทำราคากลางด้วยการสืบราคาจากผู้ประกอบการที่ถูกเตรียมการไว้ล่วงหน้า ซึ่งราคาดังกล่าวได้บวกส่วนต่างหรือ 'เงินทอน' เอาไว้เรียบร้อยแล้ว 

นอกจากนั้น ยังมีการล็อกเงื่อนไขใน TOR เพื่อกีดกันคู่แข่งรายอื่น เช่น การกำหนดระยะเวลาหรือเงื่อนไขการส่งมอบที่กระชั้นชิดเกินจริง อาทิ ต้องส่งมอบรถขยะ EV ภายใน 30 วัน ซึ่งในความเป็นจริงมีเพียงกลุ่มทุนที่เตรียมการสั่งผลิตไว้ล่วงหน้าเท่านั้นที่จะทำได้ และนำไปสู่ ขั้นตอนที่ 4 คือการฮั้วประมูล ด้วยการตั้ง 'คู่เทียบ' หรือบริษัทนอมินีเข้ามาบังหน้า เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าเกิดการแข่งขัน ทั้งที่ในท้ายที่ทุกฝ่ายต่างรู้ตัวผู้ชนะตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว 

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญที่เปิดช่องให้มีการทุจริตก็คือ เอกสารคำของบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดทำขึ้นล่วงหน้าก่อนส่งให้สภาฯ มักอยู่ในรูปแบบของเอกสารกระดาษหรือไฟล์รูปภาพ ซึ่งไม่ใช่ฟอร์แมตข้อมูลที่คอมพิวเตอร์จะสามารถนำไปประมวลผลต่อได้ทันที การจะใช้คนมานั่งตรวจสอบเอกสารภายใต้เวลาที่จำกัดจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ พรรคประชาชนจึงเสนอทางออกด้วยการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาจัดการเพื่อปิดช่องโหว่ของการทุจริตทั้ง 4 ขั้นตอน ผ่านการนำระบบอัจฉริยะที่เรียกว่า BKK Redflag AI เข้ามาช่วยยกระดับความโปร่งใส โดยระบบนี้จะมาพร้อมกับขีดความสามารถที่โดดเด่นใน 7 ด้าน ประกอบไปด้วย 

  1. ทำให้คำของบตั้งต้นมาแบบข้อมูลดิจิทัลที่เอาคอมพิวเตอร์และ AI ไปประมวลผลต่อได้

  2. สามารถใช้ AI อ่านตรวจหาการระบุสเปกต่างๆ ว่ามีความจำกัดแคบจนเกินไปหรือไม่ ถ้าแคบจนเกินไปสามารถเปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้

  3. ให้ AI เปรียบเทียบการจัดซื้อกับโครงการอื่นๆ ของหน่วยงานรัฐ

  4. ทำแคตตาล็อกราคาเพื่อปิดช่องโหว่ของการสืบราคากลาง

  5. ใช้ AI อ่าน TOR เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์เป็นคะแนนความเสี่ยงว่า TOR นี้มีความเสี่ยงในการทุจริตมากน้อยขนาดไหน

  6. ใช้ AI และฐานข้อมูลตรวจสอบเครือข่ายความใกล้ชิดและความเชื่อมโยงของบริษัทที่เสนอราคาเข้ามาที่เป็นคู่ประมูลว่าเป็นขบวนการฮั้วกันหรือไม่

  7. ใช้ AI ช่วยตรวจสอบและจับฮั้วประมูลจากไฟล์ดิจิทัล

อย่างไรก็ดี เมื่อถูกถามถึงการประเมินคะแนนการทำงานในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ของนายชัชชาติ นายชัยวัฒน์ ตอบว่า อยากให้ประชาชนเป็นผู้ให้คำตอบผ่านการลงคะแนนในการเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชันจำเป็นต้องเริ่มจากการป้องกันของฝ่ายบริหาร ซึ่งหากปล่อยให้เกิดการทุจริตโดยไม่มีการยับยั้ง แล้วออกมาปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยการอ้างว่าไม่รู้ ย่อมเป็นเหตุผลที่ไม่สามารถรับฟังได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
ผู้ว่าฯกทม.
เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.
ดร.โจ
ชัชชาติ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ศุภจี’ตั้ง 12 ที่ปรึกษาของรองนายกฯ ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’นั่งประธาน
‘ศุภจี’ตั้ง 12 ที่ปรึกษาของรองนายกฯ ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’นั่งประธาน